เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘การศึกษา’ และ ‘สื่อ’
อีก 2 ปัจจัยกระตุ้น ‘ความรุนแรง’
ในสังคมไทย?
หมายเหตุ “ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” และ “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี ว่าด้วยปัญหาการใช้อาวุธปืนก่อความรุนแรงในสังคมไทย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
โครงใหญ่ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่เด็กโดนแบบนี้และกระทำแบบนี้ ทั้งหมดผมอยากจะโทษชนชั้นนำของเราที่เห็นแก่ตัว
ชนชั้นนำที่ควบคุมระบบการศึกษามาโดยตลอด คุมผ่านกระทรวงศึกษาฯ คุมผ่านเอกสารทางสังคมต่างๆ ที่ให้นักเรียนเรียน เอกสารนั้นไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักสังคม ไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักมองเห็นคนต่างๆ เป็นคนเหมือนกัน
ผมเคยไปพูดให้สมาคมครูสังคมศึกษา (ได้มีโอกาส) อ่านหนังสือสังคมศึกษาชั้น ม.1-ม.6 ประมาณ 20 กว่าเล่ม แต่หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่จรรโลงความเหลื่อมล้ำของชนชั้นนำเอาไว้เท่านั้นเอง ไม่ได้สอนให้เด็กเรียนรู้ถึงความเป็นสังคมร่วมกัน “see each other” มองเห็นซึ่งกันและกันมากขึ้น
ดังนั้น ถ้าหากการอบรมศึกษาของเราสอนแบบนี้ ครูที่สอนสังคมศึกษาก็จำเป็นที่จะต้องเดินตามตำราแบบนี้
นี่คือความใจดำและอำมหิตของชนชั้นนำที่ดูแลการศึกษามาโดยตลอด คุณสอนสังคมศึกษาเพื่อที่จะจรรโลงอำนาจของพวกคุณเท่านั้น คุณไม่ได้คิดถึงประชาชน
ดังนั้น มันจึงทำให้มิติของการแก้ปัญหาต่างๆ ของเด็กลดทอนลง เด็กจึงมีเพียงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไข (ปัญหา) และเด็กๆ หลายรุ่นที่ผ่านการศึกษาแบบนี้ รวมทั้ง “คุณฉลอง เรี่ยวแรง” ด้วย ทุกคนที่มาอยู่แบบนี้ทั้งหมด รู้สึกอย่างเดียวว่าการใช้ความรุนแรงเป็น “ทางแก้ปัญหาทางเดียว” ที่มีอยู่
การฆ่ากันตายในสังคมไทยมีมากมายมหาศาล ที่เกิดขึ้นบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด เพื่อนบ้านทะเลาะกัน หมามาฉี่หน้าบ้าน การคิดเพียงแค่ว่า “จำกัดอาวุธปืน” โดยที่ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นี่ก็เป็นการคิดแบบมักง่าย
คือถ้าสมมุติปราบ (ปืน) ได้จริง เด็กก็จะใช้มีด ใช้ขวาน ใช้อะไรก็ได้ สิ่งที่ต้องคิดมากขึ้นคือเราต้องเปลี่ยนระบบการศึกษา พร้อมกันนั้นเอง สังคมเองจำเป็นที่จะต้องคิดถึงสิ่งที่ผมใช้คำว่า “see each other” มองเห็นซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์มากขึ้น
สังคมไทยด้านหนึ่งมีความเมตตา แต่เป็น “ความเมตตาส่วนตัว” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “sympathy” เรามีการช่วยเหลือคนแบบเป็นคนๆ ไป
ทำอย่างไรสังคมจะทำให้เกิด “social empathy” การมองเห็นคนอื่นๆ ในโครงสร้างที่มันกดทับ เช่น คนสลัมจำเป็นต้องมีส่วนแบ่งในเมืองมากขึ้น เพราะคนสลัมในชุมชนแออัดเป็นคนที่เลี้ยงเมือง แบกเมืองไว้ ทำงานในระดับล่างต่างๆ แต่สังคมไม่เคยเห็นคนเหล่านี้ คือจะบอกว่าไม่เห็นก็ไม่ได้ แต่ต้องเห็นมากขึ้น
ดังนั้น การจะลดการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ต้องเปลี่ยนทัศนคติของการศึกษาในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ต้องช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของสังคม
เราต้องคิดเรื่องนี้ให้หนักขึ้น เพราะแนวคิดการใช้ความรุนแรงเป็นทางแก้ปัญหาเพียงทางเดียวมันหนักหน่วงมากขึ้นในสังคมไทย การจะแก้เรื่องนี้แม้ยากแต่ว่าต้องทำ อย่าปล่อยให้การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาเป็นทางออกทางเดียวของพี่น้องประชาชน
ช่อ พรรณิการ์
ถ้าย้อนกลับมาสู่เหตุกราดยิงในโรงเรียน ดิฉันคิดว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องปืนอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ต้องพูดเรื่องของการเข้าถึงสื่อและเนื้อหารุนแรงของเด็กและเยาวชน
ดิฉันเพิ่งอ่านข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ฝรั่งเศสกำลังเริ่มห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดีย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เกิดปัญหาทั้งเรื่องพัฒนาการ กระบวนการเข้าสังคม ปัญหาสมาธิสั้น แต่เหตุผลสำคัญคือการเข้าถึง-รับรู้สื่อที่มีเนื้อหารุนแรงผ่านโซเชียลมีเดีย
หลายๆ ประเทศมีการควบคุมอย่างจริงจัง ไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง ทั้งเกม ภาพยนตร์ และโซเชียลมีเดีย
ส่วนประเทศไทย เด็ก 5-6 ขวบก็นั่งดูติ๊กต็อก ยูทูบ มันควบคุมได้ขนาดไหน แล้วการควบคุมเป็นเรื่องของแพลตฟอร์มด้วย ไม่ใช่นโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลไม่ได้ทำอะไร แต่แพลตฟอร์มเป็นคนทำในการควบคุมเนื้อหา
รวมไปถึงเนื้อหาที่ชักนำไปสู่การฆ่าตัวตาย เรื่องพวกนี้มันสำคัญมากสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งเขายังต้องการการปกป้อง
(ยังมีปัญหาเรื่อง) ประเด็นภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงเรียนเทพศิรินทร์ (นนทบุรี) และ อบจ.นนทบุรี มันออกมา (สู่สาธารณะ) ได้อย่างไร
การนำเสนอข้อมูลข่าวสารก็ต้องมีขอบเขตว่าสิ่งไหนเป็นประโยชน์ และดิฉันคิดว่าสื่อมวลชนเองก็ต้องเข้ารับการอบรมอย่างจริงจัง ถึงวัตรปฏิบัติในการรับมือกับข่าวประเภทนี้
เรื่องเศร้าคือเหตุแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย ดิฉันพยายามจะเข้าใจกองบรรณาธิการว่าไม่มีองค์ความรู้จริงๆ ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร
มันกลายเป็นเรื่องที่ กสทช. เมื่อเคลียร์เรื่องประธานได้แล้ว ช่วยมาจัดการเรื่องนี้ต่อด้วย เพราะจริงๆ เรื่องนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเข้มงวดกวดขันและจัดอบรมอย่างจริงจัง ว่ากองบรรณาธิการ ผู้ประกาศข่าว โดยเฉพาะในรายการสด จะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร
อย่างดิฉันก็ไม่มีความรู้ ก็มาหาอ่านเอาว่าเวลาเกิดเหตุแบบนี้ สื่อมวลชนในโลกที่เขามีวัตรปฏิบัติที่ดีเขาจะไม่นำเสนอด้านของผู้ก่อเหตุเลย เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบหรือแรงจูงใจ เขาจะนำเสนอด้านผู้เสียหาย ว่าเหตุการณ์นี้มันนำมาซึ่งความสูญเสียขนาดไหน ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ที่เป็นเหยื่อ
หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเกิดผลกระทบแต่ก็เกิด เช่นการบอกว่าเด็กถูกบูลลี่เลยก่อเหตุ มันทำให้เกิดข้อสรุปในใจของคนจำนวนมากว่า ถ้าถูกบูลลี่มันก่อเหตุแบบนี้ได้นะ ซึ่งอันนี้มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้น แต่สื่อมวลชนในประเทศไทยก็ไม่ได้มีมาตรการรองรับหรือไม่ได้มีการฝึกอบรมมาเพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้
ไม่ได้ตำหนิกัน แต่มองในแง่ว่าในอนาคตอาจจะเป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการ กับ กสทช. ที่จะต้องมีการฝึกอบรมหรือมีมาตรการรองรับว่าหากเกิดเหตุเหล่านี้ อะไรออกได้ อะไรออกไม่ได้ ทิศทางการนำเสนอข่าวต้องเป็นไปในทางไหน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
