รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว มองปรากฏการณ์ แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม. โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
รายงานพิเศษ พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
มองปรากฏการณ์
แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม.
โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
คนถกไม่ท้อ คนดูก็ไม่ถอย สำหรับการถ่ายทอดสดประชุมกรรมการวิสามัญงบกรุงเทพมหานครปี 2570 ที่เปิดปฐมฤกษ์การ ‘ไลฟ์’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ยิงยาวต่อเนื่องหลายวัน
ประเด็นน่าสนใจไม่ใช่แค่ข้อพิรุธงุนงงสงสัยในเรื่องเงินๆ ทองๆ ของภาษีประชาชนที่จะนำมาพัฒนา 50 เขต
หากแต่จำนวนมวลมหาชนคนจ้องไลฟ์ในแต่ละคลิป เฉพาะในยูทูบล้วนพุ่งแตะหลักหมื่น
แม้ฟังเผินๆ อาจไม่มากมายอะไรถ้าเทียบกับช่องอินฟลูฯ ในยุคโซเชียล
แต่หากพิจารณาว่านี่คือการประชุมยืดยาวที่มากมายด้วยตัวเลขละลานตา และภาษาราชการที่ไม่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
นี่คงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ขนาดย่อม ที่ชวนให้ถอดรหัสว่าเหตุใดวงถกมาราธอนถึง 5 ทุ่มบ้าง ตี 1 ของอีกวันบ้าง กลับมีคนเปิดรับชมแบบฉ่ำๆ แถมรัวคอมเมนต์ รอดูงบเขตบ้านตัวเองอย่างใจจดจ่อ
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชาวกรุงเทพฯ ตามทะเบียนบ้าน ผู้ซึ่งเคยร่วมสำรวจ ศึกษา สร้างโมเดลในการอธิบายผลเลือกตั้งในยุค ‘ชัชชาติ 1’ ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันพระปกเกล้า มีคำตอบน่าสนใจในคำถามต่อไปนี้
: ประชาชนคนไทยแห่ดูไลฟ์ประชุมกรรมการวิสามัญ งบ กทม. 2570 สะท้อนอะไร?
คิดว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนความสนใจต่อการเมืองท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่อยากรีบสรุปว่านี่คือความตื่นตัวทางการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เรากำลังเห็นว่า ถ้าประชาชนสามารถมองเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับชีวิตเขาอย่างไร เขาก็พร้อมจะสนใจและติดตาม
งบประมาณ กทม.เป็นตัวอย่างที่ชัด เพราะสิ่งที่คุยกันในห้องไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว ตั้งแต่งบถนน ทางเท้า น้ำท่วม การจราจร โรงเรียน สวนสาธารณะ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง ล้วนเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ เจอทุกวัน
เมื่อมีการถ่ายทอดสด ประชาชนจึงไม่ได้เห็นเพียงว่า ปีนี้ กทม.มีงบเท่าไร แต่ได้เห็นว่า งบก้อนนั้นถูกตั้งขึ้นมาอย่างไร ใครตั้งคำถาม เจ้าหน้าที่ตอบได้หรือไม่ได้ และ ส.ก.ที่เราเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ตรวจสอบงบได้จริงแค่ไหน
ตรงนี้คิดว่าสำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการสนใจเฉพาะผลลัพธ์ของการเมือง มาสู่การสนใจกระบวนการของการเมืองด้วย พูดอีกอย่างหนึ่ง การไลฟ์กำลังทำหน้าที่เหมือนการเปิดกล่องดำของกระบวนการนโยบายสาธารณะ ให้ประชาชนได้เห็นว่าสิ่งที่ออกมาเป็นนโยบายหรืองบประมาณหนึ่งก้อน ผ่านการถกเถียงและตรวจสอบกันมาอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง การที่คนยอมดูถึงตีหนึ่งตีสอง ทั้งที่ปกติการประชุมลักษณะนี้มีคนดูเพียงไม่กี่ร้อยคน แสดงให้เห็นว่าการเมืองท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเล็กหรือเป็นเรื่องเฉพาะของคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้การเมือง แต่ถ้าประเด็นนั้นมีความใกล้ตัว มีความเห็นต่าง มีการตรวจสอบ และประชาชนรู้สึกว่าเขาสามารถเชื่อมสิ่งที่ได้ยินในห้องประชุมกับสิ่งที่เจอหน้าบ้านได้
ถ้าจะสรุปสั้นๆ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เพียงบอกว่าคนอยากดูการเมืองมากขึ้น แต่บอกว่าประชาชนมีความต้องการที่จะเห็นการเมืองทำงานมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีทำให้เข้าถึงกระบวนการนั้นได้ง่าย การเมืองท้องถิ่นก็สามารถกลายเป็นเรื่องสาธารณะที่คนจำนวนมากติดตามได้เช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติ
: เป็นไปได้ไหมว่าคนรู้สึกหมดหวังกับการเมืองในสภาใหญ่ เลยหันมาโฟกัสสภา กทม.?
อาจมีส่วน แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นเหตุและผลกันตรงๆ ว่าเพราะคนหมดหวังกับการเมืองระดับชาติ จึงหันมาดูสภา กทม. เพราะถ้าอธิบายแบบนั้น เราจะลดความสำคัญของปรากฏการณ์นี้ให้เหลือเพียงว่า สภา กทม.เป็นตัวแทนชั่วคราวของสภาใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วมันมีพลวัตของตัวเอง
สภา กทม.ก็มีการแข่งขันระหว่างพรรคอย่างชัดเจน ทั้งพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ คนทำงาน และกลุ่มการเมืองอื่นๆ แต่สิ่งที่ต่างคือ สนามการแข่งขันถูกย่อให้เห็นการทำงานของนักการเมืองได้ละเอียดขึ้น
ในแง่นี้ ไลฟ์เลยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรู้จัก ส.ก.เป็นรายบุคคลมากขึ้น จากเดิมที่การเลือกตั้งท้องถิ่นมักถูกมองผ่านชื่อพรรคหรือกลุ่มการเมือง คนเริ่มมองเห็นคุณภาพของตัวแทนว่าใครทำการบ้าน ใครมีความรู้ ใครตั้งคำถามได้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นการประเมินนักการเมืองอีกแบบหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ไม่อยากเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น การหนีจากการเมืองระดับชาติ แต่อาจเรียกว่าเป็น การค้นพบการเมืองท้องถิ่นอีกครั้ง และถ้าสภา กทม.รักษาความน่าสนใจตรงนี้ไว้ได้ ต่อให้วันหนึ่งการเมืองระดับชาติกลับมาคึกคัก ความสนใจต่อการเมืองท้องถิ่นก็ไม่จำเป็นต้องหายไป
: ส.ก.บางเขตถูกวิพากษ์ว่า พอมีไลฟ์ แทนที่จะให้ความสำคัญกับเนื้อหา แต่กลับดราม่าเกินเบอร์ ส่วนตัวมองอย่างไร?
ข้อกังวลเรื่องพอมีไลฟ์แล้วต้องหาซีน มีน้ำหนัก และไม่ควรปฏิเสธเสียทีเดียว เพราะเมื่อรู้ว่ามีประชาชนดูอยู่ พฤติกรรมการสื่อสารย่อมเปลี่ยน จากเดิมที่พูดกับคนในห้อง ก็ต้องพูดกับผู้ชมไปพร้อมกัน
มีงานวิจัยในฟินแลนด์ที่เปรียบเทียบช่วงชั่วโมงการตอบคำถาม ที่มีและไม่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ พบว่าเมื่อมีกล้อง ความแตกต่างระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านเด่นขึ้น และสมาชิกเข้าร่วมประชุมมากขึ้น แต่ไม่ได้พบว่าทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรุนแรงขึ้น หรือทำให้เกิดการขัดจังหวะมากขึ้นอย่างชัดเจน
งานวิจัยล่าสุดที่ศึกษาสภามลรัฐของสหรัฐที่มีการถ่ายทอดสดระหว่างปี ค.ศ.1987-2022 ก็ไม่พบหลักฐานอย่างเป็นระบบว่า การถ่ายทอดสดตลอดการประชุมทำให้สภามีความขัดแย้งแบบระหว่างขั้วการเมืองมากขึ้น ทำงานด้านนิติบัญญัติได้น้อยลง หรือสมาชิกมีประสิทธิภาพลดลง
เราจึงไม่ควรรีบด่วนสรุปว่า ทุกดราม่าเกิดขึ้นเพราะมีไลฟ์
อังกฤษถึงกับมีกติกาควบคุมการถ่ายภาพ เช่น จำกัดการจับช่วงมีปฏิกิริยา (reaction shot) เพราะมองว่าหน้าที่หลักของการถ่ายทอดคือบันทึกการทำงานของสภา ไม่ใช่ผลิตภาพให้เร้าอารมณ์ที่สุด
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่การมีการแสดง (performance) เพราะนักการเมืองต้องสื่อสารกับประชาชนอยู่แล้ว ปัญหาเกิดเมื่อการแสดงแทนที่ผลงาน (substance) คือความสำเร็จถูกวัดจากว่าใครได้ซีน หรือใครชนะในคลิป มากกว่าการตรวจสอบนั้นทำให้งบประมาณหรือการบริหารดีขึ้นอย่างไร
: แม้ด้านหนึ่งมองการไลฟ์ว่าเป็น ‘ความโปร่งใส’ แต่อีกมุมหนึ่งเห็นต่างว่าทำให้กระบวนการที่ต้องบรรลุผลเจรจา หาทางออกร่วมกัน เหลือเพียงเวทีโชว์วาทะ?
ข้อกังวลนี้มีเหตุผล และเป็นด้านที่ต้องคิดให้มากกว่าการบอกว่า ยิ่งเปิดยิ่งโปร่งใสอย่างเดียว เพราะประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่ได้ทำงานผ่านการเปิดเผยต่อสาธารณะตลอดเวลาเท่านั้น แต่ยังต้องมีพื้นที่สำหรับการเจรจา การประนีประนอม การเปลี่ยนจุดยืน และการหาทางออกร่วมกัน ซึ่งในทางรัฐศาสตร์เราเรียกกระบวนการลักษณะนี้ว่า การปรึกษาหารืออย่างมีเหตุผล (deliberation)
ปัญหาคือ เมื่อทุกคำพูดมีคนดูและพร้อมถูกตัดเป็นคลิป นักการเมืองอาจมีแรงจูงใจที่จะรักษาจุดยืนต่อหน้าฐานเสียงมากกว่าจะยอมถอยหรือประนีประนอม เพราะอาจถูกตีความว่าอ่อนข้อหรือแพ้ นี่เป็นข้อกังวลที่มีจริง และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศ แม้จะถ่ายทอดการประชุมสภา ก็ยังมีกติกาว่าอะไรควรถ่ายทอด มุมกล้องควรเป็นอย่างไร หรือเรื่องใดสามารถประชุมลับได้
แต่ไม่คิดว่าคำตอบของปัญหานี้คือ ไม่ควรไลฟ์ เพราะอีกด้านหนึ่งการเปิดให้ประชาชนเห็นกระบวนการทำงานก็เป็นส่วนสำคัญของการรับผิดรับชอบ (accountability) เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับเงินสาธารณะ ประชาชนควรมีสิทธิ์รู้ว่าใครถามอะไร ใครตอบอย่างไร และเหตุผลในการตัดสินใจคืออะไร
ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ การออกแบบกติกา เช่น หลักทั่วไปควรเปิดเผย แต่เรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคง หรือการเจรจาที่มีเหตุผลรองรับจริงๆ ก็อาจกำหนดเป็นข้อยกเว้นได้ รวมถึงควรมีไลฟ์และคลิปฉบับเต็มจากช่องทางทางการ เพื่อให้ประชาชนสามารถย้อนกลับไปดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่รับรู้การประชุมผ่านคลิปสั้นที่แต่ละฝ่ายเลือกตัดมาเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว โจทย์จึงไม่ใช่ว่าจะไลฟ์หรือไม่ไลฟ์ แต่คือทำอย่างไรให้กล้องทำให้คนในสภารับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกอย่างในสภากลายเป็นการแสดงให้กล้องดู
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
