bg-single

วัดดี-พระดี ในท่ามกลางความสั่นคลอน ของพุทธศาสนา | ธงทอง จันทรางศุ

23.07.2025

หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

วัดดี-พระดี

ในท่ามกลางความสั่นคลอน

ของพุทธศาสนา

หลายวันที่ผ่านมา ข่าวสารตามสื่อมวลชนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนไม่น้อย คือ ความเป็นไปในหมู่คณะสงฆ์ ที่หลายเรื่องได้ยินได้ฟังแล้วทำให้เกิดความไม่สบายใจ และหลายคนเกิดความสั่นคลอนในหัวใจขึ้น ว่าพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเหตุใดจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

ชาวเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนควรมีท่าทีหรือควรมีความเข้าใจในเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไรจึงจะเหมาะสม

คำตอบเชิงหลักการจากท่านผู้รู้หลายท่านเตือนสติเราว่า พระรัตนตรัยซึ่งเป็นดวงแก้วอันประเสริฐทั้งสามที่เราเคารพกราบไหว้อยู่นั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในส่วนของพระพุทธและพระธรรมนั้นไม่มีข้อสงสัยใดๆ ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเราอยู่แล้ว

แต่ในส่วนของพระสงฆ์นั้น พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีอยู่ เป็นธรรมดาของต้นไม้ใหญ่ที่จะมีนกหนูมอดปลวกขึ้นชอนไชเป็นปกติ แต่ต้นไม้ต้นนั้นก็ยังสามารถให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นกับคนทั้งหลายได้อยู่ดี

เราจะมองเห็นนกหนูมอดปลวกสำคัญกว่าต้นไม้ใหญ่ ตัวเราเองก็จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เสียเปล่าๆ

แต่ที่กล่าวเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลยยอมให้นกหนูมอดปลวกถ่ายมูลรดหรือกัดกร่อนต้นไม้ใหญ่ได้ตามใจชอบ

เราผู้เป็นชาวพุทธและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางราชการพึงสอดส่องดูแลกำจัดสารพัดสัตว์ที่บ่อนเบียนต้นไม้ให้สูญสิ้นไปโดยเร็ว

อย่าได้ถือคติ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” เป็นอันขาด

ผมเป็นคนที่สนใจในทางประวัติศาสตร์และเป็นคนเรียนกฎหมายมาแต่ดั้งเดิม อดไม่ได้ที่จะนึกถึงกฎหมายเก่าสมัยรัชกาลที่หนึ่งเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองแผ่นดิน

ในยุคนั้นพระสงฆ์บางรูปเห็นจะทำอะไรเลอะเทอะไม่แพ้ยุคปัจจุบัน พระเจ้าอยู่หัวเวลานั้นจึงทรงออกกฎหมายที่เรียกว่า “กฎพระสงฆ์” กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อไม่ให้พระประพฤติผิดพระวินัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อปฐมปาราชิก คือ มีความประพฤติเสื่อมเสียลึกซึ้งกับสีกา

ทรงอธิบายไว้ชัดเจนในกฎหมายว่า ภิกษุรูปใดทำผิดข้อนี้แล้ว ความเป็นภิกษุก็ขาดสิ้นลงตั้งแต่เวลานั้น แม้ยังครองผ้าเหลืองอยู่กับตัวก็ตาม ผู้ที่รู้ดีที่สุดคือเจ้าตัวเองว่าตนสิ้นภิกขุภาวะแล้ว ยังฝืนเข้าร่วมสังฆกรรม เช่น เข้าร่วมในพิธีอุปสมบทพระภิกษุใหม่ ทำให้สังฆกรรมนั้นเศร้าหมองเสื่อมเสียไป

ทรงเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เป็นโทษหนัก สมควรลงพระราชอาญาถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจก็ต้องรับโทษหนักเช่นเดียวกัน

เวลานี้ผมก็ได้ยินคนพูดอยู่เหมือนกันว่า ลักษณะการกระทำเช่นว่านี้ แม้เป็นเรื่องความยินยอมสมัครใจของชายหญิง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม จะดำเนินการเพียงขับให้พ้นหมู่สงฆ์ น่าจะไม่เพียงพอ ผู้ที่เกี่ยวข้องสมควรได้รับโทษในทางอาญาด้วย

เรื่องนี้คงต้องพูดกันอย่างจริงจัง และถ้าเห็นพ้องกันอย่างไรก็ว่ากันไปตามนั้น

แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกติกาอะไรทางฝ่ายบ้านเมือง ผมอยากจะกล่าวว่า ในขณะที่มีข่าวพระภิกษุบางรูปประพฤติตนไม่เหมาะสมเรื่องโน้นเรื่องนี้ พระภิกษุที่ครองตนอยู่ในศีลในธรรมก็ยังมีอีกมาก

พระภิกษุที่เมตตาสั่งสอนแนะนำให้คนทั้งหลายได้ปฏิบัติตามเพื่อมุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏก็มีให้กราบไหว้อยู่ไม่เคยขาดหาย

พระภิกษุที่อุทิศตนเพื่อบำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนก็มีอยู่อีกไม่น้อย

วัดจำนวนมากยังคงเป็นที่พึ่งทั้งทางใจและทางโลกให้กับชาวบ้านที่อยู่รอบวัด

ตัวผมเองทุกครั้งที่ได้เห็นพระภิกษุหรือวัดที่ได้ทำหน้าที่อันงดงามอย่างนี้ก็เป็นเครื่องบำรุงศรัทธาให้แน่นแฟ้นขึ้น รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

เมื่อได้พบได้เห็นแล้วก็อยากเล่าให้คนอื่นฟังบ้างเพื่อจะได้เกิดความสบายใจแบบผม

ขออนุญาตนะครับ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมเดินทางไปที่ จ.สตูล ซึ่งแน่นอนว่าประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดนั้นถึงร้อยละ 80 เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือพระพุทธศาสนาอีกร้อยละ 20

แต่ถึงอย่างนั้น วัดใน จ.สตูลก็ยังมีมากถึงสี่สิบกว่าวัด ญาติโยมก็ยังคงใส่บาตรเพียงพอให้พระขบฉัน เสียงพระสวดมนต์ทำวัตรเช้าวัดเย็นยังคงเป็นสุ้มเสียงที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจำ

วัดที่ผมแวะไปพูดคุยกับพระภิกษุสงฆ์และญาติโยมประจำวัดนั้น ชื่อชนาธิปเฉลิม พระอารามหลวง ตั้งอยู่กลางเมืองสตูล

นอกจากกิจวัตรประจำวันซึ่งเป็นกรณียกิจของพระภิกษุที่มีจำนวนใกล้ 20 รูป ไม่ว่าจะเป็นการทำวัตรเช้าวัตรเย็น การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆ แล้ว

พระภิกษุในวัดนี้ยังมีงานอย่างอื่นที่ผมเห็นว่าควรจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ในที่นี้ เพราะฟังแล้วมีความสุข

เมื่อผมมีความสุข ผมก็อยากนำมาแบ่งปันท่านทั้งหลายบ้าง

เรื่องแรกคือวัดแห่งนี้มีกุฏิสงฆ์ที่เรียกว่า ชีวาภิบาล เป็นกุฏิสงฆ์ที่จัดไว้สำหรับดูแลรักษาพระภิกษุที่อาพาธซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพระของวัดชนาธิปเฉลิมเอง จะเป็นพระจากวัดไหนก็ได้

หลักสำคัญคือ กุฏิชีวาภิบาลนี้รับดูแลพระที่อาพาธต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสตูล

หมายความว่าเมื่อพระที่มีอาการอาพาธและไปรักษาจนแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ครั้นจะกลับวัดเดิมของตัวเองก็ยังต้องดูแลรักษาพยาบาลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เช่น ยังต้องทำแผล ยังต้องพักฟื้น ถ้ากลับไปอยู่ตามลำพังตนรูปเดียว ใครจะช่วยดูแล คำตอบคือให้มาอยู่ที่กุฏิชีวาภิบาลนี้

ที่นี่ก็มีพระที่ผ่านการฝึกอบรมจากโรงพยาบาลสงฆ์ตามหลักสูตร 20 วัน มีความรู้ในการรักษาพยาบาลตามสมควร หยูกยาเครื่องใช้ที่ได้รับการอุดหนุนจากกระทรวงสาธารณสุขถูกต้องครบถ้วนตามความจำเป็นที่จะพึงมี พระภิกษุอาพาธก็มาอยู่ที่นี่จนกว่าจะแข็งแรงดีพอจึงจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

บางกรณีเป็นเรื่องการเจ็บป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องรักษาแบบประคับประคอง เคยมีกรณีที่พระภิกษุมาพำนักอยู่ที่กุฏิชีวาภิบาลนี้เนื่องจากป่วยเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย ท่านก็มาอยู่ที่นี่จนถึงวาระที่สุดของชีวิต

ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในทางพระพุทธศาสนาย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทรงใส่พระทัยในเรื่องพระภิกษุอาพาธเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงเห็นว่าภิกษุทั้งหลายละบ้านเรือนและครอบครัวของตัวเองมาอยู่ในพระศาสนา เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย สหธรรมิกจึงควรถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงกระทำขึ้นมานั้นให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยเสด็จไปทรงพยาบาลภิกษุไข้ด้วยพระองค์เองมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล

พระพุทธรูปปางทรงพยาบาลภิกษุอาพาธก็มีให้รู้เห็นเป็นพยานอยู่

การจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลขึ้นเช่นนี้จึงเป็นการปฏิบัติตามคลองจารีตที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

พระเจ้าหน้าที่ในกุฏีชีวาภิบาลอธิบายเพิ่มเติมให้ผมฟังว่า การทำงานในกุฏินี้ นอกจากได้บุญกุศลในเรื่องการรักษาพยาบาลภิกษุผู้ป่วยไข้แล้ว

ในเวลาเดียวกันก็ได้ปลงอสุภกรรมฐานไปด้วย เพราะเป็นโอกาสที่ได้เห็นความไม่เที่ยงของสังขารอยู่ต่อหน้า ได้เห็นแท้ทีเดียวว่า เลือด หนอง บาดแผล อุจจาระปัสสาวะ เป็นความจริงส่วนหนึ่งของสังขารมนุษย์

นอกจากการดูแลพระภิกษุอาพาธแล้ว กุฏิชีวาภิบาลนี้ยังให้บริการสำหรับประชาชนรอบวัดที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขั้นพื้นฐานต่างๆ เพราะหยูกยาที่มีอยู่ก็เป็นของที่ทางราชการจัดไว้ให้ ยาสามัญที่พอจ่ายได้ตามความรู้ที่พระท่านได้รับการอบรมมาจะไปหวงห้ามไว้ทำไม คนเราเกิดมาร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น

อีกสักเรื่องหนึ่งไหมครับ

วัดแห่งนี้มีที่ดินบริเวณท้ายวัดกว้างขวางพอสมควร ภายในบริเวณวัดตั้งแต่ผ่านประตูเข้าไปก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย นั่นหมายความว่าแต่ละวันจะมีใบไม้ร่วงเป็นจำนวนมาก พระในวัดจึงต้องช่วยกันกวาดใบไม้ที่หล่นร่วงอยู่วันละหลายรอบ ใบไม้ที่กวาดรวมกองกันได้ท่านก็ไม่ใช้วิธีเผาไฟ เพราะทราบดีว่าเป็นมลพิษ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วิธีจัดการคือท่านนำไปรวมกองกันอยู่ที่หลังวัด จัดเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับทำปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยที่ได้ก็ใช้สำหรับภายในวัด ถ้ายังเหลืออีกก็แจกจ่ายญาติโยม หรือถ้าใครอยากจะบริจาคเงินเพื่อขอรับปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ที่บ้านก็ไม่ขัดข้อง

เงินที่ได้แม้ไม่มากนักก็ใช้ประโยชน์สำหรับเป็นค่าน้ำค่าไฟของพระอาราม

แปลงผักแปลงต้นไม้แปลงดอกไม้ที่อยู่บริเวณด้านหลังวัดก็เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาลที่อยู่ติดกันกับวัดก็ได้ใช้พื้นที่ส่วนนี้เพื่อการเรียนการสอน

ไม้ดอกและไม้ใบท้ายวัดบางครั้งก็ได้ใช้ประโยชน์นำไปจัดแต่งเพื่อความสวยงามหน้าศพขณะตั้งบำเพ็ญกุศลในวัดเพื่อรอเผา เจ้าภาพงานศพไม่ใช่ว่ามีเงินทุกรายไปนะครับ เจ้าภาพบางรายก็ต้องพึ่งต้นไม้ดอกไม้ของวัดนี่แหละตกแต่งประดับประดาเพื่อความงดงามตามธรรมเนียม

ญาติโยมสูงอายุบางคนได้ใช้เวลาเวลาว่างเข้ามารดน้ำพรวนดินต้นไม้ แค่นี้ใจก็สงบ ใจก็เป็นสุขเหลือเฟือแล้ว

ในเรื่องปลูกต้นไม้ตัดต้นไม้นี้ พระภิกษุสงฆ์ท่านไม่ได้ลงมือเองนะครับ เพราะท่านทราบดีว่าขัดต่อพระวินัย แต่ท่านอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ญาติโยมได้ใช้พื้นที่ของวัดแทนที่จะปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า เมื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างนี้ก็เป็นประโยชน์กับทุกคน

หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ยินเรื่องอย่างนี้เข้า ก็พร้อมเข้ามาให้ความช่วยเหลือแนะนำ หรือบางทีก็มีข้าวของอุปกรณ์ทั้งหลายมาเสริมกำลังด้วย

คำพูดที่ว่า สังคมไทยเราควรอยู่ด้วยหลัก “บวร” คือ บ้าน วัด และโรงเรียน อยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ของยากเกินความสามารถในการทำให้เป็นจริงได้เลย

สองชั่วโมงครึ่งที่ผมนั่งสนทนาและเดินเที่ยวชมกิจการต่างๆ ภายในวัดชนาธิปเฉลิม ซึ่งตั้งอยู่เกือบสุดชายแดนประเทศไทย ทำให้ผมรู้จักเมืองไทยในอีกแง่มุมหนึ่งที่เมื่อรู้จักแล้วก็เกิดความสบายใจ ยังเห็นวัดเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้ และชาวบ้านก็ยังเกื้อกูลวัดให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้อีกช้านาน เป็นการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ผมเชื่อแน่ว่าใครได้มารู้เห็นแล้วก็เป็นสุข

พอจะทำให้ลืมข่าวเรื่องคนนอกรีตนอกรอยไปได้อย่างน้อยก็สองชั่วโมงครึ่งล่ะครับ

คงต้องไปวัดแบบนี้ให้บ่อยมากขึ้นเสียแล้ว สบายใจดีครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?