วัดดี-พระดี ในท่ามกลางความสั่นคลอน ของพุทธศาสนา | ธงทอง จันทรางศุ
หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
วัดดี-พระดี
ในท่ามกลางความสั่นคลอน
ของพุทธศาสนา
หลายวันที่ผ่านมา ข่าวสารตามสื่อมวลชนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนไม่น้อย คือ ความเป็นไปในหมู่คณะสงฆ์ ที่หลายเรื่องได้ยินได้ฟังแล้วทำให้เกิดความไม่สบายใจ และหลายคนเกิดความสั่นคลอนในหัวใจขึ้น ว่าพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเหตุใดจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้
ชาวเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนควรมีท่าทีหรือควรมีความเข้าใจในเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไรจึงจะเหมาะสม
คำตอบเชิงหลักการจากท่านผู้รู้หลายท่านเตือนสติเราว่า พระรัตนตรัยซึ่งเป็นดวงแก้วอันประเสริฐทั้งสามที่เราเคารพกราบไหว้อยู่นั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในส่วนของพระพุทธและพระธรรมนั้นไม่มีข้อสงสัยใดๆ ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเราอยู่แล้ว
แต่ในส่วนของพระสงฆ์นั้น พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีอยู่ เป็นธรรมดาของต้นไม้ใหญ่ที่จะมีนกหนูมอดปลวกขึ้นชอนไชเป็นปกติ แต่ต้นไม้ต้นนั้นก็ยังสามารถให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นกับคนทั้งหลายได้อยู่ดี
เราจะมองเห็นนกหนูมอดปลวกสำคัญกว่าต้นไม้ใหญ่ ตัวเราเองก็จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เสียเปล่าๆ
แต่ที่กล่าวเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลยยอมให้นกหนูมอดปลวกถ่ายมูลรดหรือกัดกร่อนต้นไม้ใหญ่ได้ตามใจชอบ
เราผู้เป็นชาวพุทธและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางราชการพึงสอดส่องดูแลกำจัดสารพัดสัตว์ที่บ่อนเบียนต้นไม้ให้สูญสิ้นไปโดยเร็ว
อย่าได้ถือคติ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” เป็นอันขาด

ผมเป็นคนที่สนใจในทางประวัติศาสตร์และเป็นคนเรียนกฎหมายมาแต่ดั้งเดิม อดไม่ได้ที่จะนึกถึงกฎหมายเก่าสมัยรัชกาลที่หนึ่งเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองแผ่นดิน
ในยุคนั้นพระสงฆ์บางรูปเห็นจะทำอะไรเลอะเทอะไม่แพ้ยุคปัจจุบัน พระเจ้าอยู่หัวเวลานั้นจึงทรงออกกฎหมายที่เรียกว่า “กฎพระสงฆ์” กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อไม่ให้พระประพฤติผิดพระวินัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อปฐมปาราชิก คือ มีความประพฤติเสื่อมเสียลึกซึ้งกับสีกา
ทรงอธิบายไว้ชัดเจนในกฎหมายว่า ภิกษุรูปใดทำผิดข้อนี้แล้ว ความเป็นภิกษุก็ขาดสิ้นลงตั้งแต่เวลานั้น แม้ยังครองผ้าเหลืองอยู่กับตัวก็ตาม ผู้ที่รู้ดีที่สุดคือเจ้าตัวเองว่าตนสิ้นภิกขุภาวะแล้ว ยังฝืนเข้าร่วมสังฆกรรม เช่น เข้าร่วมในพิธีอุปสมบทพระภิกษุใหม่ ทำให้สังฆกรรมนั้นเศร้าหมองเสื่อมเสียไป
ทรงเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เป็นโทษหนัก สมควรลงพระราชอาญาถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจก็ต้องรับโทษหนักเช่นเดียวกัน
เวลานี้ผมก็ได้ยินคนพูดอยู่เหมือนกันว่า ลักษณะการกระทำเช่นว่านี้ แม้เป็นเรื่องความยินยอมสมัครใจของชายหญิง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม จะดำเนินการเพียงขับให้พ้นหมู่สงฆ์ น่าจะไม่เพียงพอ ผู้ที่เกี่ยวข้องสมควรได้รับโทษในทางอาญาด้วย
เรื่องนี้คงต้องพูดกันอย่างจริงจัง และถ้าเห็นพ้องกันอย่างไรก็ว่ากันไปตามนั้น
แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกติกาอะไรทางฝ่ายบ้านเมือง ผมอยากจะกล่าวว่า ในขณะที่มีข่าวพระภิกษุบางรูปประพฤติตนไม่เหมาะสมเรื่องโน้นเรื่องนี้ พระภิกษุที่ครองตนอยู่ในศีลในธรรมก็ยังมีอีกมาก
พระภิกษุที่เมตตาสั่งสอนแนะนำให้คนทั้งหลายได้ปฏิบัติตามเพื่อมุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏก็มีให้กราบไหว้อยู่ไม่เคยขาดหาย
พระภิกษุที่อุทิศตนเพื่อบำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนก็มีอยู่อีกไม่น้อย
วัดจำนวนมากยังคงเป็นที่พึ่งทั้งทางใจและทางโลกให้กับชาวบ้านที่อยู่รอบวัด
ตัวผมเองทุกครั้งที่ได้เห็นพระภิกษุหรือวัดที่ได้ทำหน้าที่อันงดงามอย่างนี้ก็เป็นเครื่องบำรุงศรัทธาให้แน่นแฟ้นขึ้น รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
เมื่อได้พบได้เห็นแล้วก็อยากเล่าให้คนอื่นฟังบ้างเพื่อจะได้เกิดความสบายใจแบบผม
ขออนุญาตนะครับ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมเดินทางไปที่ จ.สตูล ซึ่งแน่นอนว่าประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดนั้นถึงร้อยละ 80 เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือพระพุทธศาสนาอีกร้อยละ 20
แต่ถึงอย่างนั้น วัดใน จ.สตูลก็ยังมีมากถึงสี่สิบกว่าวัด ญาติโยมก็ยังคงใส่บาตรเพียงพอให้พระขบฉัน เสียงพระสวดมนต์ทำวัตรเช้าวัดเย็นยังคงเป็นสุ้มเสียงที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจำ
วัดที่ผมแวะไปพูดคุยกับพระภิกษุสงฆ์และญาติโยมประจำวัดนั้น ชื่อชนาธิปเฉลิม พระอารามหลวง ตั้งอยู่กลางเมืองสตูล
นอกจากกิจวัตรประจำวันซึ่งเป็นกรณียกิจของพระภิกษุที่มีจำนวนใกล้ 20 รูป ไม่ว่าจะเป็นการทำวัตรเช้าวัตรเย็น การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆ แล้ว
พระภิกษุในวัดนี้ยังมีงานอย่างอื่นที่ผมเห็นว่าควรจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ในที่นี้ เพราะฟังแล้วมีความสุข
เมื่อผมมีความสุข ผมก็อยากนำมาแบ่งปันท่านทั้งหลายบ้าง
เรื่องแรกคือวัดแห่งนี้มีกุฏิสงฆ์ที่เรียกว่า ชีวาภิบาล เป็นกุฏิสงฆ์ที่จัดไว้สำหรับดูแลรักษาพระภิกษุที่อาพาธซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพระของวัดชนาธิปเฉลิมเอง จะเป็นพระจากวัดไหนก็ได้
หลักสำคัญคือ กุฏิชีวาภิบาลนี้รับดูแลพระที่อาพาธต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสตูล
หมายความว่าเมื่อพระที่มีอาการอาพาธและไปรักษาจนแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ครั้นจะกลับวัดเดิมของตัวเองก็ยังต้องดูแลรักษาพยาบาลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เช่น ยังต้องทำแผล ยังต้องพักฟื้น ถ้ากลับไปอยู่ตามลำพังตนรูปเดียว ใครจะช่วยดูแล คำตอบคือให้มาอยู่ที่กุฏิชีวาภิบาลนี้
ที่นี่ก็มีพระที่ผ่านการฝึกอบรมจากโรงพยาบาลสงฆ์ตามหลักสูตร 20 วัน มีความรู้ในการรักษาพยาบาลตามสมควร หยูกยาเครื่องใช้ที่ได้รับการอุดหนุนจากกระทรวงสาธารณสุขถูกต้องครบถ้วนตามความจำเป็นที่จะพึงมี พระภิกษุอาพาธก็มาอยู่ที่นี่จนกว่าจะแข็งแรงดีพอจึงจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
บางกรณีเป็นเรื่องการเจ็บป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องรักษาแบบประคับประคอง เคยมีกรณีที่พระภิกษุมาพำนักอยู่ที่กุฏิชีวาภิบาลนี้เนื่องจากป่วยเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย ท่านก็มาอยู่ที่นี่จนถึงวาระที่สุดของชีวิต
ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในทางพระพุทธศาสนาย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทรงใส่พระทัยในเรื่องพระภิกษุอาพาธเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงเห็นว่าภิกษุทั้งหลายละบ้านเรือนและครอบครัวของตัวเองมาอยู่ในพระศาสนา เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย สหธรรมิกจึงควรถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงกระทำขึ้นมานั้นให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยเสด็จไปทรงพยาบาลภิกษุไข้ด้วยพระองค์เองมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล
พระพุทธรูปปางทรงพยาบาลภิกษุอาพาธก็มีให้รู้เห็นเป็นพยานอยู่
การจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลขึ้นเช่นนี้จึงเป็นการปฏิบัติตามคลองจารีตที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
พระเจ้าหน้าที่ในกุฏีชีวาภิบาลอธิบายเพิ่มเติมให้ผมฟังว่า การทำงานในกุฏินี้ นอกจากได้บุญกุศลในเรื่องการรักษาพยาบาลภิกษุผู้ป่วยไข้แล้ว
ในเวลาเดียวกันก็ได้ปลงอสุภกรรมฐานไปด้วย เพราะเป็นโอกาสที่ได้เห็นความไม่เที่ยงของสังขารอยู่ต่อหน้า ได้เห็นแท้ทีเดียวว่า เลือด หนอง บาดแผล อุจจาระปัสสาวะ เป็นความจริงส่วนหนึ่งของสังขารมนุษย์
นอกจากการดูแลพระภิกษุอาพาธแล้ว กุฏิชีวาภิบาลนี้ยังให้บริการสำหรับประชาชนรอบวัดที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขั้นพื้นฐานต่างๆ เพราะหยูกยาที่มีอยู่ก็เป็นของที่ทางราชการจัดไว้ให้ ยาสามัญที่พอจ่ายได้ตามความรู้ที่พระท่านได้รับการอบรมมาจะไปหวงห้ามไว้ทำไม คนเราเกิดมาร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น
อีกสักเรื่องหนึ่งไหมครับ
วัดแห่งนี้มีที่ดินบริเวณท้ายวัดกว้างขวางพอสมควร ภายในบริเวณวัดตั้งแต่ผ่านประตูเข้าไปก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย นั่นหมายความว่าแต่ละวันจะมีใบไม้ร่วงเป็นจำนวนมาก พระในวัดจึงต้องช่วยกันกวาดใบไม้ที่หล่นร่วงอยู่วันละหลายรอบ ใบไม้ที่กวาดรวมกองกันได้ท่านก็ไม่ใช้วิธีเผาไฟ เพราะทราบดีว่าเป็นมลพิษ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
วิธีจัดการคือท่านนำไปรวมกองกันอยู่ที่หลังวัด จัดเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับทำปุ๋ยชีวภาพ
ปุ๋ยที่ได้ก็ใช้สำหรับภายในวัด ถ้ายังเหลืออีกก็แจกจ่ายญาติโยม หรือถ้าใครอยากจะบริจาคเงินเพื่อขอรับปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ที่บ้านก็ไม่ขัดข้อง
เงินที่ได้แม้ไม่มากนักก็ใช้ประโยชน์สำหรับเป็นค่าน้ำค่าไฟของพระอาราม
แปลงผักแปลงต้นไม้แปลงดอกไม้ที่อยู่บริเวณด้านหลังวัดก็เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาลที่อยู่ติดกันกับวัดก็ได้ใช้พื้นที่ส่วนนี้เพื่อการเรียนการสอน
ไม้ดอกและไม้ใบท้ายวัดบางครั้งก็ได้ใช้ประโยชน์นำไปจัดแต่งเพื่อความสวยงามหน้าศพขณะตั้งบำเพ็ญกุศลในวัดเพื่อรอเผา เจ้าภาพงานศพไม่ใช่ว่ามีเงินทุกรายไปนะครับ เจ้าภาพบางรายก็ต้องพึ่งต้นไม้ดอกไม้ของวัดนี่แหละตกแต่งประดับประดาเพื่อความงดงามตามธรรมเนียม
ญาติโยมสูงอายุบางคนได้ใช้เวลาเวลาว่างเข้ามารดน้ำพรวนดินต้นไม้ แค่นี้ใจก็สงบ ใจก็เป็นสุขเหลือเฟือแล้ว
ในเรื่องปลูกต้นไม้ตัดต้นไม้นี้ พระภิกษุสงฆ์ท่านไม่ได้ลงมือเองนะครับ เพราะท่านทราบดีว่าขัดต่อพระวินัย แต่ท่านอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ญาติโยมได้ใช้พื้นที่ของวัดแทนที่จะปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า เมื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างนี้ก็เป็นประโยชน์กับทุกคน
หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ยินเรื่องอย่างนี้เข้า ก็พร้อมเข้ามาให้ความช่วยเหลือแนะนำ หรือบางทีก็มีข้าวของอุปกรณ์ทั้งหลายมาเสริมกำลังด้วย
คำพูดที่ว่า สังคมไทยเราควรอยู่ด้วยหลัก “บวร” คือ บ้าน วัด และโรงเรียน อยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ของยากเกินความสามารถในการทำให้เป็นจริงได้เลย
สองชั่วโมงครึ่งที่ผมนั่งสนทนาและเดินเที่ยวชมกิจการต่างๆ ภายในวัดชนาธิปเฉลิม ซึ่งตั้งอยู่เกือบสุดชายแดนประเทศไทย ทำให้ผมรู้จักเมืองไทยในอีกแง่มุมหนึ่งที่เมื่อรู้จักแล้วก็เกิดความสบายใจ ยังเห็นวัดเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้ และชาวบ้านก็ยังเกื้อกูลวัดให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้อีกช้านาน เป็นการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ผมเชื่อแน่ว่าใครได้มารู้เห็นแล้วก็เป็นสุข
พอจะทำให้ลืมข่าวเรื่องคนนอกรีตนอกรอยไปได้อย่างน้อยก็สองชั่วโมงครึ่งล่ะครับ
คงต้องไปวัดแบบนี้ให้บ่อยมากขึ้นเสียแล้ว สบายใจดีครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
