| การศึกษา
ปัญหาที่ถูกพูดถึงน้อย แต่ฝังรากลึกอยู่ในแวดวงอุดมศึกษาไทย คือการรับจ้างเขียนวิทยานิพนธ์และรับจ้างทำวิจัย ซึ่งถือเป็นการทุจริตทางวิชาการอย่างชัดเจน
ไม่เพียงบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางวิชาการ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงกระทบต่อการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศ
ล่าสุด นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ระบุว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นการคอร์รัปชั่นทางวิชาการ ที่รุนแรงขั้นวิกฤต สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สังคมไทยยอมรับและมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ไม่มีการตรวจสอบ
ทั้งที่ขบวนการดังกล่าวมีอยู่จริงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามเพจต่างๆ ที่มีการประกาศรับจ้างอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทั้งการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ วิจัยและการทำผลงานทางวิชาการเพื่อนำไปใช้ยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะ ในวงการครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา
“คนไทยยังคงยึดติดกับคำนำหน้านามอย่างคำว่า ด็อกเตอร์ (ดร.) ศาสตราจารย์ (ศ.) หรือรองศาสตราจารย์ (รศ.) ทำให้มีนักการเมือง นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนมีตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้นำหน้าชื่อ บางส่วนได้รับตำแหน่ง ศ.พิเศษ หรือ รศ.พิเศษ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าไปทำผลงานวิจัยในช่วงเวลาใด ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการยอมรับการทุจริตในทางที่ผิด ว่าใครทำได้หรือซื้อมาก็ได้รับการยอมรับและได้ตำแหน่ง”
“ถือเป็นความวิปริตในสังคมไทยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมถึงกระทบต่อการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศ” นายอดิศรกล่าว
ปัจจุบันสำนักข่าวต่างประเทศเริ่มเผยแพร่เรื่องการทุจริตสอบเข้ารับราชการของไทยไปทั่วโลก หากสังคมโลกมองว่าประเทศไทยมีการทุจริตสูง ย่อมไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน
ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาทำ “วิจัยทิพย์” ทั้งการทำเองและรับจ้างทำ
ขอฝากไปยังหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยงานบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค./สอวช.) หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตรวจสอบที่มาที่ไปของผลงานวิจัยและการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการอย่างเข้มงวด ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยงานอื่นๆ เพราะปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความชั่วร้ายที่สังคมยอมรับร่วมกันจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
สถานการณ์ปัจจุบันนำไปสู่ภาวะ ดร.โหล หรือตำแหน่งวิชาการโหล โดยเฉพาะในระดับปริญญาเอกที่เกิดภาวะเฟ้อเป็นอย่างมาก
เช่น กรณีอดีตผู้บริหารสถานศึกษาบางแห่งที่ได้ปริญญาเอกกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากทุกมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมีการแจกปริญญาเอก และการเรียนการสอนไม่ได้เข้มข้นเหมือนในอดีต
แม้จะมีเครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ความลึกซึ้งในการเข้าถึงแก่นสาร เนื้อหาวิชาการ และระเบียบวิธีวิจัยในปัจจุบันกลับอ่อนแอลงอย่างมาก
ขณะที่นายคงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เห็นคล้ายกันว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สั่งสม ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีระบบการตรวจสอบที่ค่อนข้างเข้มงวด จึงยังไม่พบปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การรับจ้างทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากผู้เรียนบางกลุ่มต้องการเพียงแค่วุฒิการศึกษา แต่ไม่ได้มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
การแก้ไขปัญหานี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่อาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้เรียน โดยเฉพาะในระดับปริญญาโทและเอก จะสามารถดูแลและติดตามกระบวนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้เรียนมีจำนวนน้อย ไม่เหมือนกับระดับปริญญาตรี ที่มีผู้เรียนมีจำนวนมาก อาจไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อวงการการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยตรวจสอบคำถูกคำผิดในวิทยานิพนธ์และงานวิจัย ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะ AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ถ้าใช้อย่างถูกต้อง
แต่ในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ การตั้งโจทย์ และการอภิปรายผล เป็นสาระสำคัญที่ผู้เรียนต้องทำเอง
หากลอกเลียนแบบงานของคนอื่นทั้งเล่มหรือจ้างทำ ถือเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงที่เรายอมรับไม่ได้ในแวดวงวิชาการ ผิดทั้งจรรยาบรรณและจริยธรรม ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกก็จะถูกลงโทษ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจะมีมาตรการลงโทษและดำเนินการต่อไปอย่างไร
ทั้งนี้ ในกรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หากพบว่ามีการกระทำผิด อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่สามารถปล่อยให้ผ่านจนจบการศึกษาได้ ส่วนจะถึงขั้นแบล็กลิสต์ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมาตรการแต่ละมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ว่าการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยจะไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงทางจรรยาบรรณและจริยธรรม
