รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!… ประโยคนี้ดังกึกก้องทันทีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
เมื่ออยู่ดีๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยเพิ่งค้นพบว่าตัวเองรวยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อผลการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือชื่อเล่นที่คุ้นหูกันดีว่าบัตรคนจน รอบปี 2569 ถูกประกาศออกมาผ่านโซเชียลมีเดียและหน้าสื่อต่างๆ
เป็นระยะเวลากว่าร่วมเดือนที่รัฐบาลให้ผู้มีสิทธิ์เดิมยืนยันตัวตนระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อผู้ตกหล่นจากฐานข้อมูลเดิมที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีอยู่ ควบคู่กับการค้นหาผู้ตกหล่น หรือคนชายขอบที่ยังคงไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลเดิมในรูปแบบเชิงรุกไปพร้อมๆ กัน
แต่เกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามากลับถูกสังคมมองว่าเข้มงวดเกินความเป็นจริง แม้รัฐบาลจะปรับแก้เงื่อนไขมาแล้วถึง 2 ครั้งก็ตาม ภายใต้ความพยายามแยก “คนจนจริง” ออกจาก “คนจนไม่จริง” ด้วยเหตุผลว่าฐานข้อมูลเดิมยังมีผู้ที่ไม่ได้ยากจนแต่ได้รับสิทธิ์อยู่ไม่น้อย จึงจำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลครั้งใหญ่ในปีนี้
ทว่าคำถามสำคัญคือ เกณฑ์เหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตคนยากจนได้มากน้อยเพียงใด หรือแท้จริงแล้วกำลังสะท้อนข้อจำกัดด้านการคลังของประเทศมากกว่ากัน
ย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมา บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นหนึ่งในนโยบายสวัสดิการที่มีเม็ดเงินสูงที่สุดของประเทศ เริ่มต้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยออกแบบให้เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง และก๊าซหุงต้ม
ก่อนที่รัฐบาลปัจจุบัน ยุคอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะปรับรูปแบบมาเป็นการโอนเงินช่วยเหลือรายเดือน เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิ์มีความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย และหวังให้การใช้จ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์มากขึ้น โดยให้วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาทต่อเดือน
ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือลุงตู่ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาประมาณ 6 ปี หรือถึงปี 2566 รัฐบาลใช้งบประมาณสำหรับบัตรคนจนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3.3 แสนล้านบาท ขณะที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 13-14 ล้านคน
มาถึงปี 2569 รัฐบาลอนุทินยังเดินหน้านโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อ แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้มีสิทธิ์เดิมต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก ให้เหตุผลสำคัญคือ รัฐบาลต้องการคัดคนจนจริง ลดคำครหาคนจนจริงไม่ได้รับสิทธิ์ แต่คนจนไม่จริงกลับสวมสิทธิ์และได้รับเงินกันยกครัว
ผลคือ มีผู้ลงทะเบียนรวม 18.82 ล้านคน
แต่เมื่อประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม กลับมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ถึง 9.31 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้สมัครทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ยังทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังคัดกรองคือ ‘คนจนจริง’ หรือเป็นเพียงการใช้ฐานข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์มาตัดสินฐานะของผู้คน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยเผชิญแรงต้านมาแล้วจากเงื่อนไขให้ตัดสิทธิ์ผู้สูงอายุ หากบุตรหลานนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการบังคับให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่าง ‘สิทธิ์คนจน’ กับ ‘สิทธิ์ลดหย่อนภาษี’ ก่อนรัฐบาลจะยอมถอยและยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว
แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนบทเรียนเดิมจะยังไม่จบ
เพียงไม่กี่วันหลังประกาศผล มีผู้ยื่นอุทธรณ์แล้วกว่า 2.7 ล้านราย เมื่อแยกสาเหตุพบว่า เกือบ 40% ถูกตัดสิทธิ์เพราะมีกรรมสิทธิ์รถยนต์เกินเกณฑ์
ปัญหาคือ หลายกรณีไม่ได้สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจจริง รถบางคันขายไปนานแล้ว บางคันใช้การไม่ได้ บางรายกลับไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีชื่อเป็นเจ้าของรถ
รัฐบาลยอมรับว่าฐานข้อมูลขนาดใหญ่ระดับ 18.8 ล้านคน ย่อมมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อน และการตรวจสอบสิทธิ์ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูลจากหลายหน่วยงาน
โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า เป้าหมายคือการช่วยเหลือผู้ที่ยากจนจริง พร้อมเชื่อมั่นว่าผู้ได้รับสิทธิ์ใหม่จะมีความยากลำบากมากกว่าผู้ที่หลุดออกจากระบบ
ในอีกมุมหนึ่ง รัฐบาลยังมองว่าการตรวจสอบครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนพบความผิดปกติของข้อมูล เช่น การถูกนำชื่อไปถือครองทรัพย์สิน จดทะเบียนบริษัท หรือเปิดบัญชีธนาคารโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายเหล่านี้อาจช่วยอธิบายปัญหาเชิงเทคนิคได้ แต่ยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยในประเด็นสำคัญที่สุดคือ เกณฑ์คัดกรองสามารถสะท้อน “ความจน” ได้จริงหรือไม่
เพราะในโลกความจริง คนจำนวนไม่น้อยมีทรัพย์สินเพียงชิ้นเดียว แต่รายได้กลับไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
ข้อสงสัยที่ใหญ่กว่านั้นคือ เหตุใดรัฐบาลจึงต้องเข้มงวดกับการคัดกรองมากกว่าที่ผ่านมา
คำตอบหนึ่งที่สำคัญอาจอยู่ที่ ‘สถานะการคลัง’
โดยตลอดช่วงปี 2561-2569 รัฐบาลไทยใช้งบประมาณอุดหนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมแล้วกว่า 6 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 4-7 หมื่นล้านบาท นับเป็นหนึ่งในโครงการสวัสดิการที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดของประเทศ
เฉพาะปีงบประมาณ 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมได้รับงบปกติ 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมงบกลาง 6,466 ล้านบาท และเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 18,800 ล้านบาท ทำให้วงเงินรวมขยับขึ้นเป็นกว่า 52,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลตั้งงบไว้เพียง 42,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 4,700 ล้านบาทต่อเดือน ลดลงจากปีก่อนถึง 14,400 ล้านบาท แม้กระทรวงการคลังจะยืนยันว่ายังประเมินไม่ได้ว่างบประมาณดังกล่าวจะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากต้องรอจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์หลังสิ้นสุดการอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 1 ตุลาคมนี้
แต่การปรับลดงบประมาณก็สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังบริหารนโยบายสวัสดิการภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังที่เข้มข้นขึ้น
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่เพียงว่างบบัตรคนจนจะเพียงพอหรือไม่ หากแต่เป็นภาพรวมของงบประมาณประเทศ เมื่อสัดส่วนงบลงทุนเหลือเพียง 20.8% ซึ่งเป็นงบสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า รัฐบาลจะคัดกรอง ‘คนจนจริง’ ออกจาก ‘คนจนไม่จริง’ ได้อย่างไรโดยไม่ซ้ำเติมผู้ที่เดือดร้อนจริงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่า ประเทศไทยควรใช้งบประมาณไปกับการเยียวยาปลายเหตุเพียงอย่างเดียว หรือควรเร่งลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นและพึ่งพาสวัสดิการของรัฐน้อยลง
เพราะการคัดคนออกจากระบบสวัสดิการอาจช่วยประหยัดงบประมาณได้ในวันนี้ แต่หากรัฐไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชน สวัสดิการแห่งรัฐก็อาจเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ต้นตอของปัญหาความยากจนยังคงอยู่!!
