bg-single

วัคซีนเรืองแสงสุดโรแมนติก แพร่ผ่านการกุ๊กกิ๊กกันและกัน

17.07.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

วัคซีนเรืองแสงสุดโรแมนติก

แพร่ผ่านการกุ๊กกิ๊กกันและกัน

แวมไพร์มีจริง! อย่างน้อยก็ในทวีปอเมริกาใต้

กัดแล้วไม่แปลงร่างเป็นแวมไพร์ แต่อาจติดโรคร้ายอย่างพิษสุนัขบ้า!

แวมไพร์ที่ว่าไม่ใช่ผีดูดเลือด แต่เป็นค้างคาว

ค้างคาวพวกนี้ตัวเล็กนิดเดียว น้ำหนักแค่ 1-2 ออนซ์หรือแค่ราวๆ 30-50 กรัม พวกมันกินเลือดเป็นอาหารมิต่างแวมไพร์ในหนัง ซึ่งทำให้พวกมันถูกเรียกขานเปรียบเปรยว่าเป็นปีศาจดูดเลือด หรือค้างคาวแวมไพร์

ในยามค่ำคืน พวกมันจะบินเข้าจู่โจมเหยื่อที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเงียบเชียบ เขี้ยวที่คมกริบราวใบมีดโกนทำให้รอยกัดของพวกมันเล็กจิ๋วราวรอยสะกิด การสูบกินเลือดของพวกมันเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวล

ขนาดที่ว่าเหยื่อที่ถูกกินเลือดในหลายๆ กรณียังแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองโดนกัดไปแล้ว

รอยกัดเพียงแค่แผลเล็กๆ ไม่กี่มิลลิเมตร ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ แค่โดนสูบเลือดไปไม่กี่ออนซ์ คงไม่ได้ทำให้เดือดร้อนขนาดนั้น ถ้าไม่เจ็บปวดอะไร บริจาคเลือดนิดหน่อยก็คงไม่ใช่อะไรที่ต้องกังวล

ทว่า ปัญหาที่แท้จริงก็คือ เชื้อก่อโรคร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในน้ำลายของพวกมันอย่างไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าต่างหาก เพราะเมื่อพวกมันจู่โจมปศุสัตว์ น้ำลายเพียงแค่ติดปลายเขี้ยวก็แพร่เชื้อไวรัสได้ จากไม่กี่ตัว ก็กระจายติดได้ทั้งฝูง ทั้งฟาร์มได้อย่างรวดเร็ว

ระบาดทีก็เกิดเป็นความสูญเสียร้ายแรงในเชิงเศรษฐกิจ และหากติดข้ามมาถึงมนุษย์ด้วย ก็ถือเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข

จากการประมาณการในปี 2024 หลุยส์ เอสโคบาร์ (Luis Escobar) นักวิจัยจากเวอร์จิเนียเทค (The Virginia Polytechnic Institute and State University หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า Virginia Tech) เคยประมาณการเอาไว้ว่าเฉลี่ยแล้วในปีหนึ่งๆ ค้างคาวแวมไพร์อาจระบาดโรคพิษสุนัขบ้าได้มากถึง 450 ระลอกเลยทีเดียว

คุณอาจถามว่า… แล้วมนุษย์จัดการปัญหานี้ยังไง?

คำตอบง่ายๆ คือเมื่ออยู่แล้วสร้างปัญหา เราก็ต้องค้นหาวิธีการกำจัดพวกมัน…ไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น

ก็ถ้าโรคแพร่กระจายผ่านแวมไพร์พาหะ เมื่อแวมไพร์พาหะถูกทำลายจนหายสิ้นไป การระบาดของโรคก็น่าจะยุติตามไปด้วย

ไอเดียมันชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล ยิ่งฆ่าพาหะได้มากเท่าไร การระบาดโรคก็จะยิ่งลดลงได้ไวขึ้นเท่านั้น

แนวคิดงานวิจัยแนวทำลายล้างสุดซาดิสม์จึงถือกำเนิดขึ้น

นักวิจัยจึงออกแบบยาพิษฆ่าแวมไพร์ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า แวมไพริไซด์ (vampiricide) ขึ้นมาจากสารต้านการแข็งตัวของเลือด ที่เรียกว่า คลอโรฟาซิโนน (chlorophacinone) ที่ปกติใช้เป็นยาฆ่าหนู มาผสมลงไปในเจลข้นๆ แล้วทาไว้บนหลังของค้างคาวแวมไพร์ แล้วปล่อยกลับไปสู่ฝูง

และด้วยค้างคาวพวกนี้มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด นั่นก็คือพวกมันมักจะกรูมมิ่ง หรือเสริมสวยให้กันและกัน เลียหน้า เลียหลังให้กันอย่างกระหนุงกระหนิง เมื่อเลียโดนยาพิษแวมไพริไซด์ที่ทาไว้ พวกที่โดนก็จะค่อยๆ ล้มตายหายไป

ในทางทฤษฎี โรคก็ควรจะหยุดระบาด

แต่ในความเป็นจริง… ผลที่ได้ออกมากลับตาลปัตรราวพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ การกระจายโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้หยุด ยาพิษที่ให้ไม่ได้ฆ่าพวกมันอย่างที่คาด แต่ไปกระตุ้นให้พวกมันอพยพย้ายถิ่นฐานไปตายเอาดาบหน้า หาที่ใหม่ที่ไม่มียาอยู่แทน เกิดเป็นปัญหาใหม่ กลายเป็นว่าโรคระบาดแพร่ไปทั้งไกลและหนักยิ่งกว่าเดิม เล่นเอาคนออกแบบแทบกุมขมับ

และพอมีโรคระบาด ผลผลิตในฟาร์มก็เสียหาย รายได้ก็ร่อยหรอ แถมบางทียังมีคนโดนหางเลขพิษสุนัขบ้า ติดโรคไปด้วยอีก

“และด้วยความสิ้นหวัง ในบางที่ถึงขนาดมีชาวบ้านบุกเข้าไปจุดไฟวางเพลิงเผาถ้ำ เผาโพรงไม้ที่เชื่อว่ามีค้างคาวแวมไพร์อยู่กันเลยทีเดียว” เจอรัลด์ คาร์เตอร์ (Gerald Carter) นักวิจัยค้างคาวจากมหาวิทยาลัยพรินซตัน (Princeton University) เผย

“ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีจริงๆ กับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังบ่อนทำลายความหลากหลายทางชีวภาพอีก วิธีการแบบนี้จะทำให้ค้างคาวอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศอย่างค้างคาวกินผลไม้และค้างคาวกินแมลงโดนหางเลขไปด้วย”

“การจะจัดการกับมันเราต้องรู้จักมันให้ดีเสียก่อน” แดเนียล สไตรเคอร์ (Daniel Streicker) ศาสตราจารย์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สุขภาพองค์รวมและสัตวแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) กล่าว

แดเนียลคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านค้างคาวตัวจริง

เขาและทีมวิจัยของเขาปักใจอยู่กับไวรัสในค้างคาวมาตั้งแต่สมัยยังเพิ่งตั้งแล็บใหม่ๆ ที่กลาสโกว์ งานวิจัยของเขาจะเน้นโฟกัสไปที่กลไกการระบาดข้ามสายพันธุ์ของไวรัสในสัตว์ที่ในภาษาระบาดวิทยามักจะเรียกว่า spill over พลวัตในการวิวัฒนาการของไวรัสก่อโรค และการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อควบคุมไวรัส

แดเนียลไม่ใช่นักวิจัยแบบที่อยู่ในห้องแล็บ ถือปิเปตต์ วิเคราะห์ แต่เป็นสายออกป่า มีไฟฉายติดหน้าผาก ไล่ดักค้างคาวจับมาสกัดไวรัสออกมาวิเคราะห์

และด้วยศึกษาไวรัสมายาวนานจนทะลุปรุโปร่ง แดเนียลนำเสนอไอเดีย “ปรับแต่งไวรัสให้เป็นวัคซีนที่ส่งต่อได้ (transmissible vaccine)” โดยเขาได้เลือกไวรัสที่ติดง่ายอย่างไวรัสเบตาเฮอร์ปีส์ (Betaherpesvirus) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูลเริม มาสร้างเป็นวัคซีนชื่อ DrBHV ที่ถูกตัดต่อให้มีชิ้นส่วนไกลโคโปรตีนของไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าไปด้วย เพื่อให้สามารถกระตุ้นภูมิได้อย่างชะงัด

“ไวรัสเบตาเฮอร์ปีส์นี้มีค่า R? ??6.9 ซึ่งหมายความว่าหากปล่อยค้างคาวตัวเดียวที่ติดไวรัสออกไป มันสามารถ…แพร่ต่อไปยังค้างคาวอื่นๆ ถึง 6-7 ตัวโดยเฉลี่ย ซึ่งถือว่าอัตราการระบาดจัดอยู่ในเกณฑ์สูงมาก หมายความว่าวัคซีนนี้จึงมีศักยภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ฉีดให้เพียงไม่กี่ตัว

โมเดลจำลองทางคณิตศาสตร์แสดงว่าขอแค่มีเพียง 1-2 ตัวในฝูงที่ได้วัคซีน ประชากรค้างคาวมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ก็จะมีภูมิ

และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาด วัคซีนนี้จะสามารถหยุดการระบาดของพิษสุนัขบ้าได้มากถึง 50-95 เปอร์เซ็นต์

ไอเดียนี้น่าสนใจ วัคซีนแบบแพร่เอง แต่การแพร่ที่ไว ย่อมมากับความเสี่ยงที่ยากจะรับไหว เพราะถ้าเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นเพียงนิด ผลกระทบอาจยิ่งใหญ่มหาศาล

แต่นวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

ทีมของพวกเขาได้เริ่มพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ใช้ไวรัสแรคคูนพ็อกซ์ (raccoonpox virus) เป็นฐาน และใส่ยีนไกลโคโปรตีนของไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าไป เรียกว่า RCN-MoG (Raccoonpox virus + Mosaic Rabies Glycoprotein)

วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงและไม่แพร่กระจายต่อเอง และเมื่อฉีดเข้าไปในค้างคาว ผลที่ได้คือมีแอนติบอดีอยู่ราวๆ 28 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญคือจากการ challenge หรือการทดลองเอาไวรัสพิษสุนัขบ้าไปปลูกเชื้อเข้าไปในค้างคาวที่เคยได้รับวัคซีน ผลออกมาชัดเจนว่าไม่พบการปล่อยไวรัสใดๆ ในน้ำลายของค้างคาวที่ติดพิษสุนัขบ้าไปหลังฉีด 9 ใน 10 ตัว เรียกง่ายๆ ว่า “แม้จะติด ก็ไม่แพร่โรค”

และในปี 2025 ได้แรงบันดาลใจมาจากยาฆ่าค้างคาวแวมไพริไซด์ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน (University of Wisconsin Madison) นำโดยโทนี่ รอคคี (Tonie Rocke) ได้นำเสนอวิธีการแบบใหม่ บูรณาการวัคซีนกับพฤติกรรมการกุ๊กกิ๊กกัน แต่งองค์ทรงเครื่องให้กันและกันของพวกค้างคาวดูดเลือด เพื่อแพร่กระจายวัคซีน

ก็ถ้าคุณไม่สามารถไปไล่ฉีดได้ทีละตัว ก็ทำแบบวัคซีนกินได้เสียเลย แล้วให้พวกมันเลียและแพร่กันไปเอง

พวกเขาเลือกใช้เจลเหนียวมาผสมกับวัคซีน RCN-MoG ที่เอามาใช้ทาที่หลังของค้างคาว แล้วปล่อยให้พฤติกรรมธรรมชาติทำงาน

แน่นอนว่าค้างคาวก็กุ๊กกิ๊กกัน ช่วยกันเลีย ช่วยกันทำความสะอาดให้กัน เพื่อให้มองเห็นได้ชัดว่าค้างคาวตัวไหนได้รับวัคซีนแล้ว ทีมวิจัยยังใส่สีฟลูออเรสเซนต์เข้าไปในเจลด้วย!

ตัวไหนที่ได้วัคซีนก็จะเรืองแสงฟลูออเรสเซนต์สีสันสวยงาม …ชัดเจน

ซึ่งจากการทดลองแบบลงพื้นที่ภาคสนามจริงในเมืองคาสิมิโร คาสทิลโล (Casimiro Castillo) ในเม็กซิโก ผลที่ได้น่าประทับใจ ภายในระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ค้างคาวกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ในแหล่งอาศัยนั้นก็ได้รับวัคซีนกันถ้วนหน้า

กลยุทธ์การกระจายวัคซีนแบบนี้น่าสนใจ และอาจจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ไม่ใช่แค่โรคพิษสุนัขบ้า แต่กับโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ด้วย ไม่ใช่แค่ค้างคาวแวมไพร์แต่กับค้างคาวอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

และที่จริง กลยุทธ์แบบเดียวกันนี้ก็อาจจะเวิร์กเช่นกันกับการจำกัดการระบาดของโรคจมูกขาว (white nose syndrome) ที่บ่อนทำลายประชากรค้างคาวของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไปจนน่าวิตกได้อีกด้วย

แต่ที่สำคัญที่สุด งานนี้บอกเราว่าจะออกแบบอะไร ต้องเข้าใจพื้นฐานให้ถ่องแท้เสียก่อน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจพฤติกรรม ก็คงต่อยอดมาเป็นยุทธศาสตร์ที่แสนชาญฉลาดแบบนี้ได้

เหมือนคำโบราณท่านว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”