bg-single

‘รัฐประหารคืออาชญากรรม’

23.07.2025

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

‘รัฐประหารคืออาชญากรรม’

Coup is Crime!

คําว่า “รัฐประหาร” (Coup d’état) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolutist monarchy) ในแง่รากศัพท์ คำว่า “coup” นั้นหมายถึง การกระทำที่รุนแรงหรือจับฉวยยึดครอง ส่วนคำว่า “d’état” นั้นหมายถึง ของรัฐหรือเกี่ยวกับรัฐ เมื่อรวมสองคำเข้าด้วยกันจึงหมายความว่า การกระทำที่รุนแรงอย่างฉับพลันหรือกระทำการยึดครองโดยรัฐ

โดยในสมัยนั้นคำคำนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงลบหรือนับว่าผิดกฎหมายโดยตรง แต่ใช้อธิบายการกระทำของกษัตริย์หรือองค์อธิปัตย์ที่จำเป็นต้องละเมิดกฎหมายหรือจารีตเพื่อ “ยึดครองหรือรักษา” รัฐไว้หรือเป็นการกอบกู้สถานการณ์ของรัฐไว้ไม่ให้เสียหาย

ในแง่นี้ “รัฐประหาร” ยังไม่ใช่การล้มล้างรัฐบาลหรือการยึดอำนาจจากผู้อื่นในแบบที่เราเข้าใจกันอย่างทุกวันนี้ แต่เป็นการกระทำที่ใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายโดยผู้นำสูงสุดของรัฐเอง เพื่อจัดการกับภัยคุกคามหรือสภาวะวิกฤตในขณะนั้น โดยมักจะมีข้ออ้างว่า กฎหมายปกติไม่สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในขณะนั้น

รัฐประหารในความหมายดังกล่าวจึงเป็นการกระทำของผู้ปกครอง ไม่ใช่เกิดจากผู้ถูกปกครอง กล่าวอีกอย่างคือ รัฐประหารในความหมายดั้งเดิมไม่ใช่การลุกฮือของประชาชน หากแต่เป็นการใช้อำนาจของรัฐเองเพื่อจัดการกับกลุ่มอื่นภายในรัฐ เช่น ขุนนาง ข้าราชการ หรือฝ่ายตรงข้าม ผู้กระทำรัฐประหารจึงไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นผู้ปกครองที่ลงมือทำสิ่งที่ขัดกฎหมายโดยไม่เสียความชอบธรรม เพราะถือว่าตนเป็นแหล่งอำนาจสูงสุด มันจึงไม่ใช่อาชญากรรมต่อรัฐ เป็นแต่เพียงวิธีการที่รุนแรงที่ใช้เพื่อปกป้องรัฐ มันเป็นการละเมิดกฎหมายก็จริงแต่ก็เป็นไปเพื่อรักษากฎหมายโดยรวม มันทำลายระเบียบเดิมเพื่อที่จะได้ฟื้นฟูระเบียบใหม่ที่ดีกว่า

เราจะเห็นว่ารัฐประหารในบริบทดั้งเดิมมันเป็นข้อยกเว้น (exception) ที่อำนาจสูงสุดมีสิทธิตัดสินโดยไม่ต้องยึดกฎหมาย รัฐประหารในความหมายนี้จึงสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับการเมืองแบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ แต่รัฐประหารในความหมายนี้จะค่อยๆ เปลี่ยน เมื่อระบอบการปกครองมีรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเป็นบรรทัดฐาน

เมื่อเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญและรัฐบาลแบบตัวแทน แนวคิดรัฐประหารก็สูญเสียความชอบธรรมในแบบดั้งเดิมไป มิหนำซ้ำรัฐประหารยังถูกถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นการต่อต้านประชาธิปไตย เพราะในรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยจะไม่ใช่ของกษัตริย์หรือองค์อธิปัตย์คนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคน ผู้ใดละเมิดหรือกระทำการนอกระบบหรือรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับละเมิดประชาชนทุกคน ผู้ทำรัฐประหารจึงทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือการกระทำนั้นเป็นอาชญากรรมนั่นเอง

ในศตวรรษที่ 19 และ 20 เมื่อรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐธรรมนูญและอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แนวคิดรัฐประหารก็เปลี่ยนจาก “ข้อยกเว้นที่จำเป็น” มาเป็น “อาชญากรรมทางการเมือง” คำว่า “รัฐประหาร” กลายเป็นคำศัพท์ทางการเมืองที่ใช้ประณามการยึดอำนาจอย่างผิดกฎหมายจากรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

ความหมายของคำว่า “รัฐประหาร” เริ่มแฝงฝังอยู่ในโครงสร้างเชิงบรรทัดฐานของระบอบประชาธิปไตย การกระทำใดที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งหรือละเมิดรัฐธรรมนูญแล้วละก็ ย่อมถูกตีตราว่าเป็นรัฐประหาร และนั่นก็ย่อมหมายความว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอาชญากรรมต่อรัฐนั่นเอง

มากไปกว่านั้นในโลกร่วมสมัย แนวคิดเรื่องรัฐประหารถูกพิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย ก็ด้วยเหตุที่ว่าประชาธิปไตยนั้นให้ความสำคัญทั้งกับ “วิถีทาง” (means) และ “จุดหมาย” (end) พอๆ กัน นั่นหมายความ วิถีทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งจุดหมายที่เป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก หรือต่อให้บรรลุจุดหมายประชาธิปไตยแต่ได้มาโดยวิถีที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไร้ความหมาย เพราะประชาธิปไตยนั้นเป็นคุณค่าที่ต้องนับรวมทั้งวิธีการและเป้าหมายไปพร้อมกัน

รัฐประหาร จึงกลายเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบและผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ มันจึงกลายเป็นการต่อสู้ช่วงชิงกันทางความหมายระหว่างอำนาจรัฐต่างๆ ที่พยายามหลีกเลี่ยงการถูกตีตราว่าเป็นผู้ทำรัฐประหาร

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อันใกล้ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า คนที่ยึดอำนาจมักจะปฏิเสธว่าตนทำรัฐประหาร แต่จะอ้างว่าเป็น “การปฏิรูปการเมือง” บ้างก็อ้างว่า “เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ” บ้างก็อ้าง “ความจำเป็นที่จะรักษาความมั่นคงของชาติ”

รัฐในสมัยที่อำนาจการปกครองต้องอิงกับความชอบธรรม (legitimacy) จากกฎหมายและประชาชน รัฐประหารกลับเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าใช้อำนาจเพื่อจัดระเบียบใหม่กลับถูกมองว่าเป็นการทำลายระเบียบ การอ้างว่าทำเพื่อประชาชนกลับถูกมองว่าเป็นการล้มล้างกลไกตัวแทนของประชาชน

เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำรัฐประหารจึงเป็นไปได้ยากที่อ้างความชอบธรรมที่จะละเมิดอำนาจอธิปไตยของประชาชนในปัจจุบัน ฝ่ายที่สนับสนุนการทำรัฐประหารจึงพยายามในการหาเหตุแห่ง “การยกเว้น” ให้ได้ เพราะองค์อธิปัตย์หรืออธิปไตยสูงสุดคือผู้ตัดสินว่าอะไรคือข้อยกเว้นนั่นเอง

การชุมนุมประท้วงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิของ “ม็อบรวมพลังแผ่นดิน” เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจึงเป็นความพยายามที่จะทำให้องค์อธิปัตย์ในระบอบประธิปไตย นั่นก็คือประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันกับกลุ่มของตนว่าเรามาถึงจุดแห่งเหตุของการยกเว้นแล้ว หรือที่เราพูดกันง่ายๆ ว่าเป็นม็อบเปิดทางให้รัฐประหาร ดังดูได้จากคำปราศรัยของแกนนำบางคนว่า หากทหารจะทำรัฐประหารก็ไม่ติดขัดอะไร นี่จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แกนนำม็อบหรือผู้ประท้วงพยายามแสดงตนเสมือนว่าเป็น “องค์อธิปัตย์” โดยอ้างสถานการณ์ที่ต้องมีข้อยกเว้น พวกเขาจึงพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการอ้างว่า “ปกป้องประชาธิปไตยและประเทศชาติบ้านเมือง”

แม้ว่าจะมีบทความของนักรัฐศาสตร์ชาวต่างประเทศบางคนที่พยายามจะปกป้องแนวคิดรัฐประหารแบบเดิมว่ามีการยึดอำนาจบางรูปแบบที่เรียกว่า “รัฐประหารแบบประชาธิปไตย” (democratic coup d’?tat) นั่นก็คือการยึดอำนาจที่โค่นล้มระบอบเผด็จการแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยด้วยเสรีภาพและการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มาก และหากพิจารณาดูเงื่อนไขต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “รัฐประหารแบบประชาธิปไตย” ก็ยังต้องพิจารณารายละเอียดกันอีกพอสมควร เพราะดูเหมือนว่าเงื่อนไขและบริบทต่างๆ เหล่านั้นดูจะแตกต่างจากสิ่งที่เราพูดถึงรัฐประหารมาตั้งแต่ต้น ผู้เขียนคงต้องหาโอกาสงามๆ เขียนถึงเรื่องนี้แยกต่างหากอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากเราอยู่ในเงื่อนไขและบริบทของระบอบประชาธิปไตยแบบปกติทั่วไป สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงให้มากอย่างแรกคือ ประชาธิปไตยเป็นทั้งวิถีทางและจุดหมาย หากเราไม่เคยเรียนรู้ที่จะมีทั้งวิถีทางแบบประชาธิปไตยและจุดหมายปลายทางแบบประชาธิปไตยไปพร้อมกันแล้ว วิธีคิดแบบประชาธิปไตยในสังคมไทยก็จะไม่มีวันเติบโตหรือเบ่งบานได้เอง มัวแต่มองหาทางลัดหรือวิธีนอกระบบ เหมือนเด็กไม่รู้จักโตที่เอาแต่ใจตนเองจนกลายเป็นเด็กนิสัยเสียอย่างที่เราเป็นมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย

อย่างที่สองและสำคัญที่สุด เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนซึ่งแสดงเจตนารมณ์ผ่านการเลือกตั้งแล้ว หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุแห่งข้อยกเว้นนั้น แล้วมีใครบางคนหรือบางกลุ่มมาแอบอ้างอำนาจอธิปไตยนี้ด้วยข้อยกเว้นของพวกเขาเองโดยการยึดอำนาจหรือเปิดทางให้มีการรัฐประหาร นั่นจึงเท่ากับเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยโดยแท้

รัฐประหารจึงเป็นอาชญากรรม!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง