bg-single

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (22) อสรพิษแมงมุมสงคราม

23.07.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (22)

อสรพิษแมงมุมสงคราม

“นับจากปี 2016 เป็นต้นมา โดรนได้แพร่กระจายและเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นต่อฐานทัพและบุคลากรทางทหาร [ของสหรัฐ] ทั้งในประเทศและนอกประเทศ”

บทประเมินภัยคุกคามต่อฐานทัพอเมริกันจากปฏิบัติการของโดรน

RAND Research and Commentary (January 2, 2025)

วันที่ 1 มิถุนายน 2025 เป็นเส้นแบ่งเวลาที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งถึงการที่โลกได้เห็น “โฉมหน้าใหม่” ของสงครามในแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน… เกิดการโจมตีและมีการระเบิดหลายจุดในบริเวณฐานทัพรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปดินแดนของรัสเซีย น่าสนใจว่าเป็นการระเบิดที่เกิดจากการโจมตีของโดรนยูเครน และยูเครนตั้งชื่อการโจมตีครั้งนี้ว่า “ปฏิบัติการใยแมงมุม” (The Operation Spider Web) ซึ่งคงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า โดรนยูเครนจึงเป็นดัง “แมงมุมพิษร้าย” ที่กระทำกับรัสเซีย

ความสำเร็จเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในทางทหารว่า เป็นไปได้อย่างไรที่โดรนจะทำหน้าที่เป็นดัง “เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล” ที่บุกเข้าไปโจมตีเป้าหมายทางทหารที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย อีกทั้งเกิดอะไรกับระบบป้องกันทางอากาศรัสเซีย ที่เคยมีประสิทธิภาพอย่างมากตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ในการป้องกันการล่วงล้ำเข้ามาของอากาศยานข้าศึกหรือขีปนาวุธข้าศึก แต่สำหรับการโจมตีครั้งนี้ ระบบป้องกันทางอากาศกลับไม่สามารถมีประสิทธิภาพในการยับยั้งได้แต่อย่างใด

ความสำเร็จจากการโจมตีต่อเป้าหมายฐานทัพอากาศรัสเซีย ไม่เพียงจะชวนให้เราต้องคิดเรื่องของสงครามในศตวรรษที่ 21 ใหม่เท่านั้น หากแต่ปฏิบัติการนี้ยังเป็นเสมือน “นาฬิกาปลุก” ที่กระตุ้นให้เราต้องตื่นจาก “ภวังค์สงครามเก่า” ที่เชื่อว่าฐานทัพที่อยู่หลังแนวรบเป็นระยะไกลในทางภูมิศาสตร์ และการรบไม่ใช่อยู่ในเงื่อนไขของการทำสงครามตามแบบเต็มรูปนั้น จะมีความปลอดภัยจากการถูกโจมตี และฝ่ายข้าศึกเองก็อาจจะไม่อยู่ในสถานะที่จะใช้การโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่กระทำกับเป้าหมายเช่นนั้นได้ เพราะจะนำไปสู่การยกระดับสงคราม จนอาจไม่สามารถควบคุมได้

ปฏิบัติการใยแมงมุม

ในการทำสงครามกับยูเครนนั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่ากองทัพรัสเซียใช้อากาศยานจากฐานทัพอากาศที่อยู่ลึกเข้าไปตอนในของประเทศรัสเซีย เป็นเครื่องมือสำคัญในการโจมตีเป้าหมายในยูเครน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการตอบโต้ ด้วยการเปิดการโจมตีต่อฐานทัพอากาศดังกล่าวได้เลย เพราะด้วยเงื่อนไขความห่างไกลของพื้นที่ในทางภูมิศาสตร์นั้น เป็นคำตอบในตัวเองว่า ฐานทัพในแนวหลังมีความปลอดภัยอย่างมาก เพราะข้าศึกไม่มีขีดความสามารถระยะไกลในการโจมตี

แต่ “ปฏิบัติการใยแมงมุม” ของยูเครนกลายเป็น “ตัวแบบสำหรับการโจมตีใหม่” ที่รัฐเล็กจะใช้กระทำกับรัฐใหญ่ ที่แม้เป้าหมายการโจมตีจะอยู่ลึกเข้าไปในทางภูมิศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในยุทธศาสตร์ทหาร ดังนั้น ปฏิบัติการนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำลายเครื่องบินรบของข้าศึกเท่านั้น หากยังเป็นการทำลายจินตนาการสงครามเก่าในเรื่องความปลอดภัยของฐานทัพในแนวหลัง

ในการเตรียมแผนการโจมตีของกองทัพยูเครนนั้น มีข้อมูลระบุว่าได้มีการเตรียมโดรนเป็นจำนวน 117 ลำ พร้อมชุดอุปกรณ์ควบคุม โดยได้มีการทยอยลักลอบนำเข้าไปในรัสเซีย และใช้เวลาลักลอบนำเข้าเป็นเวลาถึง 18 เดือน 9 วัน (ตามคำบอกเล่าของประธานาธิบดีเซเลนสกี หรือราว 1 ปีครึ่งโดยประมาณ) การโจมตีในครั้งนี้ ผู้ควบคุมได้อยู่ห่างออกไปจากเป้าหมายอย่างมาก

การโจมตีในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียเป็นจำนวน 41 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้าแบบเอ-50 (AEW A-50) อีกด้วย สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ถูกโจมตีและประสบความเสียหายนั้น ได้แก่ เครื่องบินแบบตู-95 ตู-160 และตู-22 เอ็ม 3 (Tu-95, Tu-160, Tu-22 M3) และในจำนวนนี้ 13 ลำถูกทำลายเสียหายยับเยิน

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ความเสียหายที่เกิดกับเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เนื่องจากสายการผลิตของเครื่องบินเหล่านี้ปิดไปนานแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาอะไหล่ทดแทนสำหรับการซ่อมอากาศยาน

เครื่องบินเหล่านี้เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ระยะไกล ที่มีภารกิจของการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็น และความสูญเสียจากการถูกโจมตีในครั้งนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนปริมาณของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ในกองทัพรัสเซีย และความเสียหายที่เกิดมีมูลค่าราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล และเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าของโดรนจำนวน 117 ลำที่ใช้ปฏิบัติการในภารกิจนี้ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดรน ที่ทำงานเชื่อมต่อสัญญาณกับระบบนำร่องของดาวเทียม และการเชื่อมต่อเช่นนี้ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดไปอย่างไม่น่าเชื่อ และโดรนแต่ละลำจะถูกควบคุมโดยนักบินแต่ละคน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยอมรับว่า ปฏิบัติการโดรนของยูเครนเกิดขึ้นใน 5 พื้นที่ของรัสเซีย คือ Murmansk, Irkutsk, Ivanovo, Ryazan และ Amur ส่วนการโจมตีในพื้นที่อื่นๆ นั้นไม่ประสบความสำเร็จ และฐานทัพอากาศที่ถูกโจมตี ได้แก่ Olenya (ในเขตเมือง Murmansk) และ Belaya (อยู่ในเขตเมือง Irkutsk) อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายรัสเซียพยายามตอบโต้ในทางข่าวสารว่า เครื่องบินรัสเซียไม่ได้ประสบความเสียหายเป็นจำนวนมากเท่าที่ปรากฏในสื่อตะวันตก… ต้องยอมรับในทางการเมืองว่า ปฏิบัติการใยแมงมุมของยูเครนครั้งนี้ เป็นเสมือนการฉีกหน้ากองทัพรัสเซียครั้งใหญ่

ความใหม่ของสงคราม

สําหรับนักการทหารแล้ว สิ่งที่ถูกสอนในการวางแผนการทัพ (campaign plan) มาโดยตลอด คือ การต้องทำให้เกิด “ความลึก” ของพื้นที่การรบ ดังนั้น รัฐที่ทำสงครามจึงมักจะจัดวางกำลังไว้ในพื้นที่แนวหลัง (rear area) ของตน เพื่อให้กำลังเหล่านี้มีความปลอดภัยมากที่สุด หรืออยู่ในระยะไกลที่รอดพ้นจากการโจมตีของข้าศึกให้ได้มากที่สุด ดังนั้น จึงถือเป็นหลักการในทางทหารว่า พื้นที่ส่งกำลังบำรุงจะต้องอยู่ห่างจากแนวรบออกไปมากกว่า 100 ไมล์ เพื่อความปลอดภัย

ดังนั้น เราจะเห็นชัดเจนว่า การจัดวางกำลังของกองทัพรัสเซียมีการนำเอาเครื่องบินทิ้งระเบิดไปไว้ในฐานทัพอากาศที่อยู่ในแนวหลัง โดยเครื่องบินเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นฐานปล่อยอาวุธทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ หรืออาวุธปล่อยโจมตีจากอากาศสู่พื้นในแบบต่างๆ และมุ่งกระทำการแบบไม่จำแนกเป้าหมาย ซึ่งว่าที่จริงแล้ว การโจมตีในลักษณะเช่นนี้ก็คือ การโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนนั่นเอง เพราะต้องการให้เกิดการ “ทำลายขวัญ” อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของปัญหาจิตวิทยาสังคมในยามสงคราม

สำหรับฐานทัพอากาศบางแห่งเช่นนี้ จะอยู่ห่างจากแนวรบในยูเครนมากกว่า 2,000 ไมล์ คืออยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในระยะทางที่กำลังรบพิเศษของยูเครนไม่สามารถบุกเข้าไปก่อวินาศกรรมได้ ฐานทัพอากาศเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นฐานหลักของการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อีกส่วนหนึ่งของการโจมตีทางอากาศคู่ขนานคือ ทำหน้าที่เป็นฐานของโดรนแบบชาฮีด (Shahed attack drone) ที่จะเปิดปฏิบัติการโจมตีที่พักอาศัยของชาวยูเครนในเวลาค่ำคืน จนโดรนโจมตีของรัสเซียเหล่านี้เป็นดัง “ผู้ทำลายล้างยามวิกาล” สำหรับสังคมยูเครนอย่างเห็นได้ชัด

ฉะนั้น หากสรุป “หลักการแห่งชัยชนะ” ในสงครามของกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครนแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำรัสเซียใช้กำลังรบทางอากาศเป็นเครื่องมือหลักในการทำลายล้างสังคมยูเครน หรืออาจเรียกในทางทฤษฎีว่า เป็น “การใช้กำลังทางอากาศเพื่อการบังคับ” (coercive air-power) ซึ่งการใช้กำลังเช่นนี้เป็นเพราะกำลังรบทางบกของรัสเซียถูกตรึงอยู่ในแนวรบ ไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นแนวรบได้อย่างจริงจัง

การโจมตีฐานทัพอากาศที่เป็นดัง “ฐานที่มั่นหลัก” ที่ใช้ในการโจมตียูเครน จึงเป็นเสมือนการทำลายหลักการแห่งชัยชนะของรัสเซียโดยตรง และความสำเร็จของปฏิบัติการในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 นี้ ยังสร้างผลในทางจิตวิทยาอย่างมากด้วย ดังจะเห็นได้ว่าข่าวความเสียหายของอากาศยานที่เกิดจากการโจมตีของยูเครนในครั้งนี้ แทบไม่ปรากฏในสื่อรัสเซียแต่อย่างใด อีกทั้งเห็นถึง “เศรษฐศาสตร์สงคราม” ที่มูลค่าของโดรนที่ใช้ในการโจมตีในครั้งนี้ มีราคาที่ต่ำอย่างมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ซึ่งประมาณการราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ความสำเร็จในการโจมตีครั้งนี้ยังเป็นความหวังโดยตรงที่จะช่วยลดทอนการโจมตีทางอากาศที่รัสเซียกระทำกับยูเครน เพราะขีดความสามารถในการทำ “สงครามต่อต้านโดรน” (Anti-Drone Warfare) นั้น มีตัวเลขของความสำเร็จในการทำลายราว 80% ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์ทางทหาร ที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐได้ช่วยสนับสนุน แต่อุปกรณ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง เพราะทิศทางความเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศอเมริกันในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดภาระของสงครามยูเครนลง

ความเปราะบางของแนวหลัง

ปฏิบัติการใยแมงมุมของยูเครนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ฐานทัพแนวหลังที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของประเทศ ที่เคยมีความปลอดภัยนั้น อาจจะมีความเปราะบางจากสงครามโดรน

ว่าที่จริงแล้วในอดีตก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เคยมีความเชื่อว่า พื้นที่แนวหลังของรัฐคู่สงครามที่เป็นเมือง เขตอุตสาหกรรม หรือเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนนั้น เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพราะคู่สงครามไม่มีขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล กระทั่งอากาศยานถือกำเนิดและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้พื้นที่แนวหลังถูกโจมตีไม่ต่างจากแนวหน้า อันนำไปสู่ทฤษฎีการสงครามทางอากาศเรื่อง “การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์” (Strategic Bombing) เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนในประเทศข้าศึก

อย่างไรก็ตาม การโจมตีในระดับเช่นนี้จะไม่ถูกนำมาใช้ในสภาวะที่รัฐคู่พิพาทไม่ได้ทำ “สงครามเบ็ดเสร็จ” (Total War) ต่อกัน อันส่งผลให้พื้นที่แนวหลังในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐที่เกิดขึ้น จึงไม่ถูกโจมตี และฐานทัพในพื้นที่นี้มีความปลอดภัย ดังเช่นที่เห็นได้จากการวางกำลังของกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครน และใช้พื้นที่ในแนวหลังเป็นฐานทัพของการโจมตีเป้าหมายในยูเครนโดยตรง

การปรากฏตัวของสงครามโดรนทำลายแนวคิดเช่นนี้ไปหมด และล้มสมมุติฐานของการสงครามแบบเก่าที่เชื่อมั่นว่า ฐานทัพในแนวหลังที่อยู่ห่างไกลจะปลอดภัยเสมอ… สมมุติฐานนี้ไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กำกับและตัดต่อ
สุดารัตน์ ถามประชาชนจะเชื่อมั่นในความเป็นกลางของกระบวนการตรวจสอบ คดีฮั้วเลือก สว.ได้ ?
เชลยศึกสงครามลาว (35)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (18) การตีความละคร Return to the East
E-DUANG | ทำไม ประยุทธ์ จันทร์โอชา แตกกับ ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS