มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
ศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง เคยกล่าวไว้เมื่อสามสี่สิบปีก่อนว่า ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจในเวลานั้น แม้จะทำให้กรุงเทพฯ มีสภาพทันสมัย ต่างไปจากภูมิภาคที่ยังไม่พัฒนา แต่ก็เป็นเพียงชนบทที่เติบโตเกินขนาด
มาถึงวันนี้ ความเป็นชนบทของกรุงเทพฯ ได้ยกระดับจากเมือง เป็นนคร มหานคร หรือเป็นถึงอภิมหานคร ทั่วทั้งปริมณฑลเต็มไปด้วยชุมชนพักอาศัยเก่า หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ปะปนกัน มีสำนักงานสูงระฟ้า ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และโรงแรมหรู
ในขณะที่ร้านค้า ศูนย์การค้าขนาดเล็ก และตึกแถวที่เหลืออยู่ มีทั้งที่ใช้งาน และไม่ใช้งาน กระจายไปทุกแห่งหน
การจราจรบนถนน นอกจากจะติดขัด ยังต้องรองรับยานพาหนะที่หลากหลาย โดยมีโครงข่ายการขนส่งมวลชนระบบราง ครอบคลุมบางพื้นที่ ยังไม่นับทางด่วนและทางพิเศษ ที่ผ่าผ่านไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ขณะที่คนส่วนน้อย ขยันส่งเสียง เลือกขับขี่จักรยาน เพื่อสุขภาพ รักษ์โลก และอยากเป็นฝรั่ง คนส่วนใหญ่ขับขี่จักรยานยนต์เต็มท้องถนน เพราะต้องยังชีพ ทำมาหากิน และสัญจรไปมา รวมทั้งมีการครอบครองพื้นที่สาธารณะและผิวจราจร เพื่อความสะดวกของตน และเพื่อสร้างรายได้
นอกจากการต่อเติมอาคารโดยพลการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยทั้งในอาคารเล็ก ด้วยความจำเป็น ทั้งอาคารใหญ่ ที่ผู้ออกแบบไม่ทันคิด ยังมีการใช้อาคารหลากหลายในบ้านพักและตึกแถว การให้เช่าห้องชุดพักอาศัยรายวัน ไปจนถึงการเลี้ยงสัตว์ในอาคาร ที่ไม่ได้เตรียมการรองรับการอยู่อาศัยกับสัตว์
ส่วนหนึ่งของปัญหา มาจากกฎระเบียบต่างๆ ไม่ได้แก้ไขปรับเปลี่ยน หลายเรื่องยังเป็นเรื่องเดิม สมัยรัชกาลที่ห้า
เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ระบบน้ำประปา ระบบระบายน้ำ ล้วนไม่พอเพียงหรือไม่สามารถรองรับได้
ระบบบำบัดน้ำเสียและของเสีย มีแค่ระดับบ้านเรือน หรือเฉพาะอาคาร ไม่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับความเจริญและขนาดพื้นที่เมือง
ส่วนระบบไฟฟ้า แม้จะมีขีดความสามารถ แต่ระบบกลับล้าสมัย ไม่ทันเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไม่เอื้อต่อพลังงานแสงอาทิตย์
ปัญหาทางกายภาพ ยังพอมีหนทางแก้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เหมือนกับอาคารสูงที่ไม่พังพินาศ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว
แต่สิ่งที่ยากนั้นมาจาก จำนวนประชากรกว่าสิบล้าน ยังมีพฤติกรรมและทัศนคติเช่นคนในชนบท
มีเพียงบางกรณี เช่น คาดเข็มขัดขณะขับขี่รถยนต์ สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนต์ หรือเข้าแถวตามลำดับตอนรอขึ้นรถไฟฟ้า รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์
แต่การดำเนินชีวิตทั่วไป ทั้งการตัดสินใจ การกระทำ และการวิพากษ์วิจารณ์ ยังไม่เปลี่ยน
ดังนั้น การเลือกที่จะแยกส่วน ในการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง ของผู้เกี่ยวข้องแต่ละราย เช่นที่ดำเนินการในปัจจุบัน ย่อมไม่เกิดผล ได้แค่ความสบายใจ รู้สาเหตุ รู้ว่าใครเป็นจำเลย และมีวิธีแก้ไขบ้างแล้ว แต่ความเสียหายยังคงอยู่ แค่เปลี่ยนรูปแบบ หรือลดความรุนแรงลงบ้าง
แต่ที่แน่ๆ แค่ทำให้หลายปัญหากลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้คนยอมรับว่า ต้องเป็นอย่างนั้น บังคับให้แต่ละคนค่อยๆ ปรับตัวเองให้สอดคล้อง
เช่น การตั้งหาบเร่แผงลอยในพื้นที่สาธารณะ ได้กลายเป็นแบบสตรีตฟู้ด จุดขายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กลายเป็นแบบแผนและอัตลักษณ์ของบ้านเมือง
