ส่องนโยบาย ‘3 รมต.ศธ.’ ป้ายแดง ดันสวัสดิการ-ลดภาระครู-มุ่งสอนวิทย์-ชู ปวศ.
| การศึกษา
ได้ฤกษ์งามยามดีเข้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมมอบนโยบายให้ผู้บริหาร และข้าราชการระดับสูง สำหรับ 3 รัฐมนตรี ศธ.ทั้ง “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. 2 ราย คือ “น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์” และ “นายเทวัญ ลิปตพัลลภ” ใน ครม.แพทองธาร 2 หรือ ครม.อิ๊งค์ 2
เรื่องแรกที่นางนฤมลได้กล่าวกับผู้บริหารและข้าราชการ ศธ. คือ ยืนยันว่านโยบายใดที่ดีจะสานต่อ และไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหา เพราะทราบว่าผู้บริหาร ศธ.และข้าราชการหลายคนกังวลว่าจะถูกมองว่า “ใคร” เป็น “พวกใคร” และจะมีการ “แบ่งฝ่าย” ข้าราชการ โดยยืนยันว่าไม่ได้มองว่าผู้บริหารหรือข้าราชการเป็นคนของใคร เพราะทุกคนเป็นบุคลากรของ ศธ.เป็นข้าราชการของแผ่นดิน
ขณะที่ฝ่ายการเมืองมาบริหารเป็นวาระ และทุกที่ที่ไปดำรงตำแหน่งจะทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ ช่วยเหลือขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นครอบครัวเดียวกัน
ซึ่งนางนฤมลได้แจกแจงถึงนโยบายที่อยากทำให้เป็นรูปธรรม คือ ช่วยให้ครูมี “สวัสดิการ” มีกำลังใจในการทำงาน “ลดภาระงาน” โดยได้หารือกับนายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องวิทยฐานะ และระบบโยกย้ายครู เพื่อทำให้เกณฑ์การย้ายเป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด
ส่วนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ที่เน้นตัวเด็กเป็นหลัก จนอาจลืมองค์ประกอบสำคัญ คือบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้น นอกจากผู้เรียนจะมีความสุขแล้ว ต้องทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพ และมีความสุขด้วย
นอกจากนี้ นางนฤมลยังต้องการขับเคลื่อนการศึกษา “วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน” เพื่อเป็นรากฐานนำไปสู่วิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยได้ขยายความแนวนโยบายด้านการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ รวมถึงสร้างประสบการณ์ในการพบปะและเรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ทำให้เกิดความต้องการศึกษาวิทยาศาสตร์ในเชิงลึกยิ่งมากขึ้น
โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ย้ำว่า มีความตั้งใจ และมีแนวนโยบายเน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ ภายหลังจากรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์พื้นฐานมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยจะต้องพัฒนาบุคลากรให้เข้มแข็งและยั่งยืนควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก
โดย ศธ.พร้อมสนับสนุนงบประมาณวิจัย รวมถึงการอบรมพัฒนาต่อยอด และการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้และศักยภาพของบุคลากรครูให้เข้มแข็ง ก่อนจะพิจารณาเรื่องฮาร์ดแวร์ เครื่องมือ สถานที่ ที่จะเข้ามาเสริมในภายหลัง
อีกทั้งจะพัฒนานักเรียนควบคู่ไปด้วย โดยมุ่งหวังให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้ยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน การลดภาระงาน การดูแลความเป็นอยู่ และสวัสดิการของครู ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะหารือกับทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองฝากมา คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใน “วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง” โดยอยากให้ ศธ.ยกระดับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์แบบชัดเจน ว่าการเรียนวิชาดังกล่าวภายใต้ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีรูปแบบต่างจากประเทศอื่น เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังเข้าใจรากเหง้า และหน้าที่ของตัวเอง
นโยบายที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่มอบกับผู้บริหารและข้าราชการ ศธ.นั้น เป็นการตอกย้ำสิ่งที่นางนฤมลต้องการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่มอบให้ผู้บริหารและข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา สพฐ.ครบรอบ 22 ปี ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว
โดยเน้นใน 4 เรื่องหลักๆ เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ได้แก่
1. การลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูไทยกว่า 5 แสนคนมีเวลาพัฒนางานของตนเอง และมุ่งสอนลูกศิษย์ให้มากยิ่งขึ้น
2. สวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ให้ครูต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทำหน้าที่หลักของครูให้ดีที่สุด
3. วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และหน้าที่ความเป็นพลเมือง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของประเทศ ที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และ 4. การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากปรับปรุงได้ทัน จะให้ สพฐ.ช่วยเรื่องการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
นางนฤมลยังทิ้งท้ายถึงรูปแบบการทำงานว่า ไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ฝากให้ ศธ.รับฟังความคิดเห็นของครู ผู้บริหาร และองค์กรต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายขับเคลื่อนงานการศึกษาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป
ขณะที่ น.ส.ลิณธิภรณ์กล่าวเสริมในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ว่า อยากเข้ามาช่วยเสริมในเรื่องของการพัฒนาการศึกษา และอยากเติมเต็ม ซึ่งเท่าที่พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว เห็นพ้องกันในเรื่องการลดภาระครู
อีกส่วนที่ไม่ควรละเลยคือ “การอาชีวศึกษา” จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ในอนาคตภาพลักษณ์ของการเรียนอาชีวะไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียนนักเลงตีกัน แต่ต้องทำให้เห็นว่าเรียนอาชีวะแล้วสามารถช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งหมดนี้จะหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากทุกคนเพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากทุกคนไม่ร่วมมือกัน
ด้านนายเทวัญ บอกเป็นเกียรติที่สุดในชีวิตที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคนใน ศธ.เพราะไม่ได้อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนเหมือนนางนฤมล และ น.ส.ลิณธิภรณ์ ที่มีความรู้ในเรื่องนี้ แต่ก็อยากเห็นการศึกษาไทย เด็กไทยพัฒนาขึ้น เพราะเชื่อว่าหากเด็กทุกคนในประเทศได้รับการศึกษาที่ดี จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นไปด้วยดี
ดังนั้น การศึกษาจึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่จะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศ
ขณะที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา มองว่าสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ควรให้ความสำคัญกับนโยบาย 9 ข้อ ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ ได้แก่
1. ส่งเสริมการเกิด และเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม
2. เด็กไทยทุกคนต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน ได้เรียนหนังสือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
3. ส่งเสริมการปลดล็อกศักยภาพ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา
4. พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
5. ส่งเสริมให้เกิดการเรียนสองภาษา โดยใช้ AI เป็นตัวช่วย
6. เน้นการสอนทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เพื่อการสร้างรายได้
7. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ
8. เฟ้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา
และ 9. ส่งเสริมการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคต และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ต้องติดตามว่า รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ป้ายแดง จะช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาไทยให้ไปได้ไกลแค่ไหน ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
