หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
เศรษฐกิจตกต่ำ อย่าโทษ
‘ภาษีทรัมป์’ เพียงอย่างเดียว
ความตกต่ำของเศรษฐกิจทั้งโลกวันนี้และในอนาคตอันใกล้จะอยู่ในระดับที่รุนแรงจนถึงมีกิจการที่ล้มละลายปิดตัวลงจำนวนหนึ่ง
ซึ่งเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อเจ้าของกิจการคนชั้นกลางและคนชั้นล่างซึ่งเป็นลูกจ้าง
สาเหตุมีมานานหลายประการไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษีทรัมป์
1 ทุนขนาดใหญ่ขยายเขต ครอบคลุมระดับโลก
พ.ศ.2538 องค์การการค้าโลก หรือ WTO ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศในระดับพหุภาคี ทั้งภาษี ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร จีนเข้าร่วมปี 2544 แต่ระบบการค้าโลกฝ่ายตะวันตกได้เปรียบ ด้วยเทคโนโลยี สิทธิบัตร การสื่อสาร การขนส่ง การค้าขาย ซึ่งเคยทำอยู่ในบางประเทศและในภูมิภาคใกล้เคียงสามารถขยายไปในขอบเขตทั่วโลกได้
ดังนั้น บริษัทใหญ่จึงทำกำไรจากการค้าขายได้ทั่วโลก ส่วนทุนท้องถิ่นในหลายประเทศก็พ่ายแพ้ลดขนาดการค้าลงหรือต้องปิดกิจการไป
ระบบอุตสาหกรรมข้ามประเทศซึ่งใช้วัตถุดิบจากบางที่ไปผลิตอีกประเทศหนึ่งและส่งสินค้าไปขายในหลายประเทศ เติบโตอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีใหม่ได้เบียดขับสินค้าหลายอย่างที่ปรับตัวไม่ทัน ให้หลุดหายไปจากตลาดสินค้าและบริการ
และระบบการค้าใหม่ซึ่งผ่านทางระบบสื่อสารออนไลน์ ได้เข้ามาแบ่งสรรกำไรไปจากเจ้าของกิจการจริง หรือผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นระบบค้าขายออนไลน์ ระบบจองโรงแรม ระบบส่งของ ระบบแท็กซี่ ฯลฯ
2 กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทั้งโลก ทำให้ขัดแย้งหนัก
ประมาณ 10 ปีต่อมาประเทศซึ่งเคยถูกปิดกั้นทางการค้าและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาบางประเทศ มีการเพิ่มกำลังผลิต โดยคนหลายพันล้าน ผ่านเครื่องจักร เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ มีการลงทุนข้ามชาติจากนายทุนประเทศอุตสาหกรรม ที่ต้องงานแรงงานราคาถูก เป็นการเพิ่มการผลิตแบบรวดเร็ว จึงเกิดการแข่งขันเรื่องราคา และการกระจายตลาด การแย่งวัตถุดิบแหล่งแร่ แหล่งพลังงาน
เช่น สินค้าชนิดหนึ่งซึ่งเคยมีกำลังผลิตทั้งโลกเพียง 2,000 โรงงาน เปลี่ยนมาเป็น 8,000 ถึง 10,000 โรงงาน จนล้นตลาด ราคาสินค้าจึงลดลง แต่วัตถุดิบที่แย่งกันราคาเพิ่มขึ้น ใครเก่งก็อยู่รอดใครแพ้ก็ต้องปิดกิจการ
ตัวอย่างในประเทศจีนจะเห็นได้ชัดโรงงานที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน วันที่ลูกค้ามากพอก็อยู่ได้ แต่เมื่อสินค้าล้นตลาด ลูกค้าลดลง ก็มีบางโรงงานที่ต้องปิดกิจการไป
ถ้ามองการแข่งขันระดับประเทศใหญ่ จะเห็นความขัดแย้งทางการค้า การแย่งทรัพยากรที่ขยายตัวมากขึ้น ที่ชัดเจนคือ สินค้าเทคโนโลยีสูงและรถไฟฟ้า สุดท้ายเป็นสงครามทางการค้าที่เกิดขึ้น
องค์การการค้าโลก หรือ WTO ตอนนี้ไม่สามารถเจรจาลดข้อกีดกันทางการค้า และจัดทำกฎระเบียบการค้าแบบสมัย 20 ปีก่อนได้อีกแล้ว
3 ผู้บริโภคกู้เงินมาซื้อสินค้า กลายเป็นหนี้ ประเทศใหญ่เล็กล้วนเป็นหนี้
ผู้ซื้อจากทั่วโลกเป็นคนหลายระดับ ซื้อสินค้าได้ทุกชนิด ปัจจุบันมีสินค้าที่ล่อตาล่อใจมากมาย ทำให้ผู้ที่ซื้อได้กู้ยืมเงินในอนาคตออกมาใช้จ่าย สมัยก่อนจะเป็นของแพง เช่น บ้านหรือรถยนต์ ต่อมาขยายเป็นมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
สุดท้ายเมื่อมีบัตรเครดิตมาก็กลายเป็นว่าทุกคนสามารถนำเงินยืมมาจากสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินกู้ออกมาใช้ล่วงหน้า ระบบใช้ก่อนผ่อนทีหลัง ขยายตัวในระยะ 40 ปีหลังอย่างรวดเร็ว และขยายกว้างออกไปเมื่อระบบบัตรเครดิตได้รับความนิยมมากขึ้น สิ่งนี้ได้สนองตอบผู้ผลิตสินค้าซึ่งผลิตกันมากจนล้นตลาด ขณะเดียวกันผู้ทำธุรกิจทางการเงินก็ทำกำไรจากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย สุดท้ายคนเกือบทุกระดับจึงกลายเป็นลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง
ไม่ต้องนับรัฐบาลเกือบทุกประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำโครงการขนาดใหญ่หรือทำสาธารณูปโภค ก็ต้องไปกู้เงินเพื่อมาลงทุน แต่การลงทุนหลายอย่างก็คุ้มค่าพอเพราะจะตอบสนองต่อประชาชนจำนวนมาก
ถ้าไปศึกษาดูในรายละเอียดของแต่ละประเทศจะพบว่าไม่ว่าสหรัฐอเมริกา จีน ประเทศในยุโรป และประเทศที่ยากจน ล้วนแล้วแต่เป็นหนี้จำนวนมหาศาล
4 การเปลี่ยนแปลงระเบียบการค้าโลก ขณะนี้ไม่แน่นอน การลงทุนหยุดชะงัก
การแข่งขันทางการค้าและการบริโภคทำให้ความขัดแย้งทางการค้า การแย่งทรัพยากรขยายตัวมากขึ้น สุดท้ายเป็นสงครามทางการค้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ให้แก่ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกา
แต่เดิมไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 10 ของโลกถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท
ในขณะที่จีนได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐเป็นอันดับ 1 คือ 97 ล้านล้านบาท (2024) ในขณะเดียวกันไทยก็เสียเปรียบดุลการค้าให้กับจีน 1.3 ล้านล้านบาท
แต่การเปลี่ยนแปลงการค้าโลกยังไม่แน่นอน มีคำถามว่าถ้าอีกไม่กี่ปีทรัมป์หลุดจากตำแหน่งไปและสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนนโยบาย เพราะได้รับผลกระทบที่ไม่ดี ระบบการผลิตและการค้าถ้ามีการย้ายฐานไปจริงจะทำอย่างไร
การต่อสู้เรื่องอัตราภาษีเป็นเพียงเรื่องเดียว ยังมีเรื่องทรัพยากร พลังงาน และที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง คือระบบการเงินโลกซึ่งเดิมผูกพันกับ US Dollar ของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก
ถ้ามีสงครามการเงินเกิดขึ้นติดต่อกันประมาณ 3-4 ปีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน
และอาจมีการเชื่อมโยงไปต่อรองทางการเมือง การทหาร โดยเฉพาะประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
จากสงครามการค้ามีความเป็นไปได้ว่ากฎการค้าของโลกจะเปลี่ยนไปมากพอสมควร และการเห็นแก่ประโยชน์ของแต่ละประเทศจะเกิดการปิดกั้นการค้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและการผลิตภายในประเทศ แม้ว่าหลายธุรกิจจะขัดต่อความเจริญทางเทคโนโลยี
ผลกระทบ
1.คนส่วนใหญ่ในโลกขณะนี้ได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำมาหากินยากลำบากขึ้น คนทำมาค้าขายได้กำไรน้อยลง การแข่งขันมากขึ้น คนที่เป็นลูกจ้างแม้เงินเดือนไม่ลดลง แต่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นมากกว่าเดิม คนชั้นล่างรายได้ไม่พอเพียงกับรายจ่าย มีหนี้เพิ่ม
อย่าไปคิดว่าระดับเศรษฐีไม่รู้สึกเดือดร้อน ในความเป็นจริงพวกเขาได้รับผลกระทบมากกว่า ในเชิงรายได้และผลตอบแทน แต่ความเดือดร้อนในชีวิตความเป็นอยู่ไม่มี เพราะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้แม้ว่าจะลดลงก็ตาม
2. เมื่อทำมาหากินยากและมีคนจำนวนมหนึ่งก็ไม่รู้วิธีที่จะทำการผลิตหรือสร้างผลกำไรแบบสุจริต พวกเขาจะทำแบบทุจริตผิดกฎหมาย
– คดโกงและคอร์รัปชั่นผ่านการใช้อำนาจทุกระดับ
– เป็นโจรไซเบอร์ ปล้นและคดโกงคนทั้งโลก และค้ามนุษย์ รวมทั้งยาเสพติด
– ทำธุรกิจสีเทา ผ่านบ่อนพนันทั้งเปิดเป็นสถานที่ และผ่านระบบพนันออนไลน์
3. การเก็งกำไรจะเฟื่องฟู เพราะเป็นห่วงโซ่ชั้นบนสุดของการหากำไรสูงสุดในระบบทุนนิยม ซึ่งได้รับการยอมรับให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีทั้งตลาดการลงทุนที่เป็นตลาดหุ้นของกิจการต่างๆ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งสามารถเก็งกำไรทรัพยากรที่เป็นแร่ธาตุ วัตถุดิบ และสินค้าเกษตร เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง แร่หายาก น้ำมัน ข้าว ถั่วเหลือง
ล่าสุด ยังมีตลาด crypto currency ถึงแม้ยังไม่เป็นที่ยอมรับทั่วทั้งโลกแต่ก็ได้เปิดตลาดการซื้อขายมาเป็นสิบปีแล้ว เช่น Bitcoin Ethereum Soluna ฯลฯ
4. คนชั้นกลางและชั้นล่างลำบาก หนี้เพิ่ม ถ้ามองดูจากระบบการผลิต ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่เจริญอย่างมากมาย ผลพวงของการผลิตเหล่านั้นควรจะทำให้ประชาชนสุขสบายมีพอกินพอใช้ทั้งโลก แต่ในความเป็นจริง ความร่ำรวยสุขสบายก็จะตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก คนชั้นกลางจำนวนน้อยก็พออยู่ได้ เพราะการกระจายผลผลิต และการบริการไม่ได้ไปทั่วถึงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก แต่ผลผลิตที่เกินต้องทิ้งเป็นขยะ
คนชั้นล่างจะยิ่งทุกข์ยากลำบาก อาจไม่มีงานทำ
โอกาสในชีวิตยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองใหญ่
การขยายตัวของเมืองใหญ่จึงมีมากขึ้นทั่วทั้งโลก
ช่วงนี้รัฐบาล กลุ่มทุน และผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ต้องร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศให้ดี ส่วนชาวบ้าน ถึงเวลาที่ต้องนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตจริงได้แล้ว
