bg-single

โคลอสซัล กับกลยุทธ์ผลักดันนวัตกรรม TRL ต่ำ แต่มูลค่าสูง

24.07.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

โคลอสซัล

กับกลยุทธ์ผลักดันนวัตกรรม TRL ต่ำ

แต่มูลค่าสูง

ในปีนี้ ในบรรดาสตาร์ตอัพชีวภาพสายดีพเทคทั้งหมด สตาร์ตอัพที่โดดเด่นและโด่งดังที่สุด คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโคลอสซัลไบโอไซแอนซ์ (Colossal Biosciences) หรือที่มักถูกเรียกสั้นๆ ว่า “โคลอสซัล (Colossal)”

หลังจากขึ้น pitch ระดมทุนรอบ Series C ได้อย่างน่าประทับใจ จน มาร์ก วอลเทอร์ (Mark Walter) นักลงทุนและ CEO ของ TWG Global และ Guggenheim Partners กลุ่มทุนชื่อดังที่มีมูลค่าการลงทุนในพอร์ตเกินกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ยอมควักกระเป๋าหยิบเงินก้อนโตกว่า 200 ล้านเหรียญ (ราวๆ หกพันห้าร้อยล้านบาท) เพื่อร่วมลงทุนลงไปกับงานวิจัยกระฉ่อนโลกของโคลอสซัล

มิสชั่นในงานวิจัยของโคลอสซัลนั้นไม่ซับซ้อน จุดมุ่งหมายของพวกเขานั้นชัดเจน พวกเขาต้องการเปิดโอกาสให้สัตว์ที่เคยสูญพันธุ์หมดสิ้นไปเนิ่นนานแล้ว ได้มีโอกาสที่สอง ที่จะกลับมาเดินเฉิดฉายมีชีวิตอีกครั้งบนโลกใบนี้

ไอเดียคล้ายๆ กับธีมหลักของนวนิยายแอ๊กชั่นไซไฟสยองขวัญชื่อดัง Jurassic Park ของไมเคิล ไครช์ตัน (Michael Crichton) ที่กลายเป็นหนังในชื่อเดียวกันที่ออกฉายกวาดเงินก้อนใหญ่ไปแล้วหลายภาคจนแทบเป็นซีรีส์

แต่ที่ต่างกันคือ พวกเขาไม่ได้มีแผนจะฟื้นชีพไดโนเสาร์ แต่เป็นสัตว์สูญพันธุ์ในตำนานอย่าง “แมมมอธขนยาว (Woolly mammoth)” “ไทลาซีน (Thylacine)” และ “นกโดโด้ (Dodo)”

“บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นมาจากความสนใจล้วนๆ” เบน แลมม์ (Ben Lamm) นักธุรกิจสายเทค หนึ่งในผู้ก่อตั้งของโคลอสซัลเล่า

นี่คือความฝันวัยเยาว์ของเขา เขาอยากเห็นแมมมอธแบบตัวเป็นๆ

แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบกับบทสัมภาษณ์ของ จอร์จ เชิร์ช (George Church) นักชีววิทยาหนวดงามจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) ผู้ซึ่งมีความฝันแบบเดียวกับที่เขาฝัน

ในบทสัมภาษณ์ จอร์จเล่าถึงแผนในการฟื้นชีพแมมมอธขนยาวอย่างละเอียด แม้เขาและทีมจะไม่มีทุนรอนที่จะทำให้แผนนี้เป็นจริงได้ แต่ในทางทฤษฎี แผนนี้เป็นไปได้

และนั่นทำให้ไฟแห่งความฝันในวัยเด็กของเบนถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

ธุรกิจของเขาไปได้สวย เขามีเม็ดเงินมากพอจะผันมาลงทุน และเขามั่นใจในเครือข่ายทางธุรกิจของเขา เบนตัดสินใจเดินหน้าไปต่อ

เขาติดต่อขอพบจอร์จ และหลังจากที่ได้พบเจอกัน เขาก็ขอทัวร์ห้องแล็บของจอร์จพร้อมทั้งเล่าความฝันของเขาให้จอร์จฟัง

และในที่สุด พวกเขาทั้งสองตัดสินใจร่วมกันก่อตั้งสตาร์ตอัพโคลอสซัลขึ้นมา

และทันทีที่จอร์จตกลง ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ก็ได้เริ่มถูกจารึกขึ้น

แต่คราวนี้จากเทคโนโลยี

เบนเริ่มระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง และด้วยความสามารถในเชิงวาทศิลป์อันแสนพิสดาร แม้ในรอบแรกของการระดมทุน เบนก็สามารถดึงเงินลงทุนก้อนโตกว่า 15 ล้านเหรียญมาให้จอร์จและทีมพัฒนาเทคโนโลยี de-extinction หรือการฟื้นชีพสัตว์สูญพันธุ์ขึ้นมาได้แล้ว

ถึงเวลานี้ เบนและทีมได้ระดมเงินทุนมาแล้วทั้งสิ้น (รวมกับที่ได้จาก TWG Global แล้ว) มากถึงเกือบสี่ร้อยห้าสิบล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ หนึ่งหมื่นสี่พันห้าร้อยล้านบาท

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ที่น่าสนใจคือทำไมนักลงทุนถึงยอมลงทุนเป็นหมื่นล้านกับบริษัทที่มีมิสชั่นที่มุ่งเน้นเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐาน (Basic research) ที่หลายๆ คนมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อการทำวิจัยขึ้นหิ้ง

โปรเจ็กต์แนวนี้ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์หลักการด้วยซ้ำไปว่าทำได้จริง ถือเป็นงานวิจัยที่มีระดับความพร้อมในเชิงเทคโนโลยี หรือ Technology readiness level หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า TRL ต่ำ ความเสี่ยงสูง โอกาสแป้กเยอะ เพราะเทคโนโลยีที่ต้องใช้นั้นยังไม่พร้อม เทคนิคหลายๆ อย่างก็ต้องพัฒนาขึ้นมาเอง เพราะเมื่อไม่มีใครเคยทำมาก่อน และถ้าเจอปัญหาก็ต้องมานั่งไล่แก้กันเองไปทีละเปลาะอีก จะสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้

ที่น่าสนใจคือ Business model อะไรที่เบนใช้ในการเชื้อเชิญให้นักลงทุนยอมควักกระเป๋าก้อนโตมาลงทุนไปกับการฟื้นชีพแมมมอธ ไทลาซีน และสัตว์สูญพันธุ์ แล้วมันจะคุ้มจริงหรือ?

หรือว่าจะเปิดสวนเอาไว้ต้อนรับครอบครัวเศรษฐกิจมือเติบแบบในจูราสสิคปาร์คก็คงไม่น่าจะได้เยอะขนาดนั้น และถึงแม้จะเอาโดโด้มาจัดเสิร์ฟขึ้นโต๊ะเป็นเมนูเปิบพิสดาร แทนเป็ด ห่าน หรือไก่งวงก็ไม่น่าจะคุ้มค่า

และคำตอบก็คือ “ดอกไม้ริมทาง” … และถ้าเราเปิดใจ เราจะเห็นโอกาส!”

มิสชั่นที่ดูสะท้านสะเทือนโลกอย่างการฟื้นชีพแมมมอธ ไทลาซีน และโดโด้ แม้จะไม่มีมูลค่า และไม่ทำเงินให้เห็นออกมาชัดๆ

แต่เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาระหว่างทางนั้นอาจมีมูลค่าได้มหาศาล

อย่างเช่น แพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อจัดการกับข้อมูลดีเอ็นเอโบราณที่กู้คืนกลับมาจากการพัฒนาพวกสัตว์สูญพันธุ์ ที่ในเวลานี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวิเคราะห์สารสนเทศชีวภาพ (Bioinformatics) ของข้อมูลจีโนมขนาดใหญ่และการทำงานด้านชีววิทยาเชิงคำนวณ (Computational Biology) ที่ในเวลานี้สปินออฟออกไปเป็นบริษัทลูกชื่อว่า FormBio ที่สามารถระดมทุนหลักหลายสิบล้านเหรียญได้ด้วยตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และล่าสุด เริ่มมีผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ ในข่าวบอกว่าเจ็ดหลักแล้วด้วย

และเนื่องจากในทุกมิสชั่นของโคลอสซัล ต้องมีการตัดต่อยีน ทดสอบคุณสมบัติยีน และอีกสารพัดจากจีโนมของสิ่งมีชีวิต

และนั่นทำให้ทางโคลอสซัลต้องมีทีมนักจุลชีววิทยาอยู่ด้วย ในระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการการฟื้นชีพสัตว์สูญพันธุ์

ทางทีมนักจุลชีววิทยาของโคลอสซัลก็ได้ออกแบบแพลตฟอร์มในการพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ

และด้วยแพลตฟอร์มที่ว่า พวกเขาได้ออกแบบจุลินทรีย์ X-32 ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายพลาสติกพวกโพลีโอเลฟิน โพลีเอสเตอร์ และโพลีเอไมด์ได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 22 เดือน

ประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะพลาสติกที่น่าตื่นเต้นของ X-32 กลายเป็นที่โจษขานและเป็นข่าวใหญ่ในวงการบำบัดสารพิษ

ถึงขนาดที่บางสื่อเอาไปจั่วหัวคำโตไว้ว่าบางทีนี่อาจจะเป็นคำตอบของปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกก็เป็นได้

ในปี 2024 เบรกกิ้ง (Breaking) สปินออฟที่สองของโคลอสซัลก็ดีดตัวออกมาตั้งตัวเป็นเอกเทศ โดยมีผู้สนใจลงทุนตั้งต้นกว่าสิบล้านเหรียญ

และถ้าดูในแผน ทางโคลอสซัลยังมีแนวคิดที่จะสปินออฟเทคโนโลยีอื่นๆ ออกมาสร้างผลกำไรอีกมาก ทั้งเทคโนโลยีครรภ์จำลอง (Artificial womb) ไปจนถึงเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์ของนก วัคซีนช้าง และอีกมากมาย

บางที ดอกไม้ริมทางที่ผลิบาน ก็อาจสุกงอมและหอมหวานกว่าที่คาด ถ้าหากเราเข้าใจและรู้วิธีที่จะเก็บเกี่ยว

หนึ่งบทเรียนที่เห็นได้ชัดคือ … ถ้าเราดำเนินการอย่างชาญฉลาด เราอาจจะไม่ต้องทำตามตำราเป๊ะๆ หรือตาม TRL เป๊ะๆ ก็ได้ เพราะบางทีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีมูลค่าก็อาจจะรอให้เราค้นหาในระหว่างทาง และถ้าเราปัดเส้นผมบางๆ ออก บางทีภูผาใหญ่ก็อาจจะตระหง่านอยู่ด้านหน้า

แต่แค่สปินออฟยังไม่พอ เพราะถ้าอยากได้ความสนใจของนักลงทุน บางทีอาจต้องมีกระแสมาร่วมด้วยช่วยดัน…และที่สำคัญ ตั้งมาแล้วหลายปี

ต้องมีความก้าวหน้าในแต่ละมิสชั่นที่น่าสนใจ

และนั่นคือสาเหตุที่ทำไมโคลอสซัลถึงจ้างอินฟลูเอนเซอร์แนวผจญภัย/แนวอนุรักษ์อย่าง ฟอร์เรสต์ กาแลนเท (Forreste Galante) มาคอยช่วยเปิดกระแสสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ให้คนติดตาม

พร้อมทั้งเปิดข้อมูลความก้าวหน้าในงานวิจัย อย่างเช่น หนูขนแมมมอธ หรือที่เรียกว่า หนูวูลลี่ (Woolly mouse) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อโชว์ออฟว่ายีนขนทองในแมมมอธ สามารถทำให้หนูมีขนเป็นวูลลี่โค้ต (Woolly coat) เหมือนแมมมอธได้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ช่วยให้ใจชื้นได้ในเบื้องต้นสำหรับนักลงทุนว่า…ถ้าเวิร์กในหนู ในช้างก็น่าจะได้เหมือนกัน…

แต่จะได้จริงไหม และจะเวิร์กแค่ไหนอาจจะต้องรอดูอีกที

นอกจากนี้ ยังต้องมีมิสชั่นใหม่ๆ ออกมาสร้างกระแสเรื่อยๆ ที่เห็นได้เด่นชัดและเป็นข่าวใหญ่จนเป็นกระแสถกเถียงก็คือการโคลนหมาป่าโลกันตร์ หรือ Dire Wolf ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากสำหรับโคลอสซัล เพราะยิ่งเผ็ดร้อน ก็ยิ่งไวรัล และยิ่งเป็นกระแสมากขึ้น บริษัทก็จะเป็นที่โจษขานกันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนมากขึ้นตาม

และล่าสุด ยังเปิดตัวมิสชั่นใหม่อย่างนกโมอาด้วย

โครงการนี้มีปีเตอร์ แจ็กสัน (Peter Jackson) ผู้สร้างภาพยนตร์ The Lord of the Rings แฟนคลับนกโมอาตัวจริง มาช่วยสมทบลงขันให้ 15 ล้านเหรียญ หรือเกือบๆ ห้าร้อยล้านบาท เพื่อให้ทำภารกิจ

สำหรับปีเตอร์ ภารกิจนี้มีคุณค่าทางจิตใจ…และโคลอสซัลก็แถลงออกมาเป็นข่าวใหญ่ มิสชั่นใหม่ ไอเดียใหม่ เทคโนโลยีใหม่เพราะต้องเพาะตัวอ่อนในไข่ ซึ่งแตกต่างออกไปจากหมาป่าโลกันต์ และช้างแมมมอธ ซึ่งก็ไม่ผิด

แต่ไอเดียนี้จริงๆ ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น เพราะถ้าลงไปค้นหาดูในรายละเอียด จะเห็นว่ามิสชั่นโมอานั้นแทบจะเหมือนมิสชั่นโดโด้แบบเป๊ะๆ ต่างกันแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

น่าสนใจ เพราะในมุมของนักวิทยาศาสตร์และนักนวัตกรรม กลยุทธ์ในการสร้างกระแสดูดทุนวิจัยแบบนี้อาจจะไม่ได้เห็นได้เด่นชัดสักเท่าไรในวงการ แต่ถามว่าจำเป็นไหม ก็ถ้าอยากให้ภารกิจได้เดินต่อไป ไม่แน่ก็อาจจะจำเป็น…

บางที ถ้าอยากสร้างนวัตกรรมก็ต้องมองออกนอกคอมฟอร์ตโซนบ้าง ไม่ใช่แค่ในเชิงเทคนิค แต่ในด้านมุมมองด้วย ไม่งั้น ผมเส้นเดียวก็อาจจะปิดกั้นได้ทั้งภูผา!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”