บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ไม่น่าเชื่อว่าปี ค.ศ.2019 ประชากรวัย 18 ปีขึ้นไป จนถึง 44 ปี มากถึง 0.3% “หัวใจวาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปี ค.ศ.2023 คนวัย 18-44 “หัวใจวาย” เพิ่มขึ้นถึง 0.5%
ข้อมูลของ “ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ” ระบุว่า ในแต่ละปี ผู้คนประมาณ 800,000 คนในสหรัฐ มีอาการหัวใจวาย ในจำนวนนี้มี 600,000 คนที่เกิดอาการนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก
ขณะที่อีก 200,000 คน เคยประสบภาวะดังกล่าวมาก่อน ซึ่งเท่ากับว่า ปัจจุบันจะต้องมีคน 1 คนเกิดอาการ “หัวใจวาย” ในทุกๆ 40 วินาทีเลยทีเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก
แพทย์โรคหัวใจได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันของคนวัยหนุ่มสาว เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขาและเธอ “เสี่ยงหัวใจวาย” มากขึ้น
ความรู้เดิมของเราก็คือ ความเสี่ยง “หัวใจวาย” จะมีมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น
แต่ข้อมูลจาก “ศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ” บอกกับเราว่า ทุกวันนี้มีผู้ป่วยกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวมากขึ้น

เป็นที่แน่ชัดว่า แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารแปรรูปในปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ออกกำลังกาย
แพทย์โรคหัวใจเตือนว่า ไม่ถึงกับต้องไปยิม แต่ควรออกกำลังกายบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิด COVID ผู้คนทำงานที่บ้าน และเริ่มมีวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ
แม้การสูบบุหรี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง จากไขมันสะสมในหลอดเลือดแดง แต่คนวัยหนุ่มสาวกลับสูบบุหรี่กันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลจาก “สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน” พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 24,927 คน ซึ่งมีผู้สูบทั้งบุหรี่แบบจุดไฟ และบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดเท่ากับผู้ที่สูบบุหรี่แบบจุดไฟเพียงอย่างเดียว
“สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน” ระบุว่า แม้ผู้ที่สูบเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเดียวจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าผู้ที่สูบบุหรี่แบบจุดไฟถึง 50% ก็ตาม
แพทย์โรคหัวใจจึงแนะนำว่า นอกจากการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 5 ครั้งต่อสัปดาห์แล้ว วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่งก็คือ การงดสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ไฟฟ้า
แน่นอนว่า ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง สามารถถ่ายทอดได้ในครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อการเกิดหัวใจวายก่อนวัยอันควร แต่ความเครียด และการนอนหลับที่ไม่ดี ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ
องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด คือสาเหตุการเสียชีวิตที่พบมากที่สุดในโลก เพราะมันคร่าชีวิตผู้คนราว 18 ล้านคนทุกปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 ใน 5 ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดดังกล่าว มาจาก “อาการหัวใจวาย” และ “โรคหลอดเลือดในสมอง”
ตัวเลขที่น่าตกใจอีกอย่างก็คือ ในบรรดาผู้มีอาการหัวใจวายมาแล้วหนึ่งครั้ง ประมาณ 1 ใน 5 มีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการหัวใจวายครั้งที่ 2 ภายใน 5 ปี
เป็นที่ทราบกันดีว่าหัวใจที่แข็งแรงมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เพราะหัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดเพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหารไปทั่วร่างกาย
แพทย์โรคหัวใจกล่าวว่า การรักษาสุขภาพหัวใจในวัยผู้ใหญ่ หมายถึง การรักษาอัตราการเต้นของหัวใจเอาไว้ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที สิ่งนี้เป็นเรื่องที่พวกเราสามารถทำได้ทุกวัน
เราสามารถลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่ดี หมั่นออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
คําถามมีว่า การรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงเพียงพอต่อการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยอาการ “หัวใจวาย” ได้จริงไหม?
เพราะ “หัวใจวาย” เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจถูกปิดกั้นอย่างกะทันหัน การที่เลือดซึ่งลำเลียงออกซิเจนไปสู่หัวใจ ถูกขัดจังหวะการไหลเวียน กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับความเสียหาย หรือเริ่มตายช้าๆ
หากไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงที กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับความเสียหายถาวร ส่งผลให้หัวใจหยุดทำงาน ซึ่งเรียกว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” โดยผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด
สาเหตุของอาการ “หัวใจวาย” ที่พบบ่อยสุด คือโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเกิดจากการที่สารไขมันที่เรียกว่า “คราบพลัค” เกาะสะสมอยู่ในเส้นเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดตีบตัน ยากต่อการไหลผ่านของเลือด
ข้อมูลจากสถิติชี้ว่า 50% ของการเสียชีวิตจากอาการ “หัวใจวาย” เกิดขึ้นภายใน 3-4 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ
ดังนั้น การรีบรักษาอาการเมื่อเกิด “หัวใจวาย” จึงมีความสำคัญสูงสุด
แม้ “อาการหัวใจวาย” จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ทว่า บางครั้งอาจมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายชั่วโมง หรือหลายวัน อาทิ อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่หายไป แม้ร่างกายจะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
แพทย์โรคหัวใจแนะนำว่า สัญญาณที่บ่งบอกให้เรารู้ว่าเรากำลังมี “อาการหัวใจวาย” คืออาการเจ็บที่หน้าอก ในลักษณะมีแรงกดทับ และแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่อาการปวดแบบปวดจี๊ดๆ
“อาการหัวใจวาย” ในช่วงแรก อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการอาหารไม่ย่อย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะ “หัวใจวาย” มักตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น แขนข้างซ้าย กราม หลัง และท้อง
อาการอื่นๆ ของ “หัวใจวาย” เช่น วิงเวียนศีรษะ หรือมึนงง มีเหงื่อออกมากผิดปกติ หายใจถี่ และมีเสียงหวีดออกมา ผู้ป่วยหญิงบางคนอาจรู้สึกเจ็บที่หน้าอก รวมถึงบริเวณคอ และแขนทั้งสองข้าง
แพทย์โรคหัวใจเน้นว่า ต้องได้รับการรักษาทันที หากคุณคิดว่าตัวเองกำลังมีอาการหัวใจวาย เพราะหลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง กล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มตาย หากเลือดไม่กลับมาไหลเวียนดังเดิม
ทั้งนี้ เราสามารถประเมินความเสี่ยง “หัวใจวาย” เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง เช่น อายุ น้ำหนัก พฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงประวัติคนในครอบครัว
เราต้องมีข้อมูลเหล่านี้ติดตัว และทันทีที่เกิดอาการเจ็บหน้าอก ให้โทร.หาหน่วยแพทย์ฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ท้ายที่สุดนี้ มีวิธีลดความเสี่ยงจาก “หัวใจวาย” มาฝาก เริ่มด้วยการลดความดันโลหิต และลดระดับคอเลสเตอรอล ด้วยการออกกำลังกาย หรือดูแลอาหารการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพักผ่อนให้เพียงพอ
แพทย์โรคหัวใจย้ำว่า การรักษาวิถีการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อปกป้องหัวใจของเรา โดยแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและอาหารที่มีไขมันต่ำ
รวมถึงจำกัดปริมาณการบริโภคเกลือให้ไม่เกิน 6 กรัมต่อวัน เนื่องจากปริมาณเกลือที่มากเกินไป อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นการรักษาสุขภาพหัวใจโดยรวมได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ดัชนีมวลกาย และน้ำหนักที่สมดุล ยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความดันโลหิตสูง
ข้อมูลทางการแพทย์ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ยิ่งเรารักษาระดับคอเลสเตอรอล LDL ของเราให้ต่ำมากเท่าไร ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ ก็จะยิ่งต่ำมากเท่านั้น
