bg-single

มนุษย์มิได้วิเศษวิโสไปกว่าสัตว์

30.07.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

บ่อยครั้ง ผมอดคิดไม่ได้ว่าความทุกข์ของมนุษย์เกิดขึ้นจากการสำคัญตนผิด หมายถึงมนุษย์รู้สึกว่าตนสำคัญเกินกว่าบทบาทของตัวเองที่เป็นจริงในโลกใบนี้

เราเติบโตและใช้ชีวิตในยุคสมัยที่เชื่อในความสามารถของมนุษย์อย่างยิ่งยวด เราเชื่อว่ามนุษย์สามารถจัดการโลกใบนี้ได้อย่างที่คิด สร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ขึ้นมาได้ และแก้ปัญหาสารพันในโลกได้ด้วย…น้ำมือมนุษย์

แต่เรายิ่งใหญ่และเปี่ยมศักยภาพถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

มีนักปรัชญาชาวอังกฤษท่านหนึ่งตั้งคำถามกับความคิดทำนองนี้เอาไว้อย่างขึงขัง ถึงขั้นเขียนหนังสือออกมาวิพากษ์แนวคิด ‘สำคัญตน’ ของมนุษย์เป็นเล่ม ท่านผู้นี้คือจอห์น เกรย์ ผู้เขียนหนังสือ Straw Dogs ซึ่งตั้งคำถามอย่างหนักกับลัทธิมนุษยนิยมที่เชื่อมั่นในมนุษย์เสียเต็มประดา

เกรย์วิพากษ์ว่า มนุษยนิยมนั้นนอกจากเชื่อว่ามนุษย์พิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแล้ว ยังเป็นแนวคิดที่มีความหวังต่ออนาคต เชื่อในความก้าวหน้า เพราะคิดว่ามนุษย์แปลงโฉมโลกได้ ซึ่งแนวคิดนี้ถูกขับเน้นอย่างมากจากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์-ที่ถูกทำให้เชื่อว่าจะช่วยให้มนุษย์เขยิบเข้าใกล้ ‘ความจริง’ แล้วปลดปล่อยตนเป็นอิสระ

กระนั้น เขาอ้างแนวคิดของชาร์ลส์ ดาร์วิน ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์”

เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์อื่น

นี่อาจเป็นความจริงที่เราหลงลืมไป หรือไม่ก็ไม่ยอมรับ แต่ที่จริงแล้ว สปีชีส์เป็นเพียงการรวมกลุ่มกันของยีนที่ปฏิสัมพันธ์ต่อกันแบบสุ่ม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ฉะนั้น ตามเส้นทางวิวัฒนาการแล้ว ไม่มีสปีชีส์ใดควบคุมชะตากรรมของตัวเองหรือ ‘เลือก’ ที่จะกลายไปเป็นอะไรแบบไหนได้เลย

มันแค่เปลี่ยนแปลง คัดสรร กลายร่าง ตามเหตุปัจจัย

มองมุมนี้เราย่อมเห็นว่า ในมุมของธรรมชาตินั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความก้าวหน้า’ เพราะโลกก็ยังมีสัตว์เซลล์เดียว แมลง ปลา สัตว์เลื้อยคลาน อยู่ร่วมกับเรา แต่มนุษย์มักมองเวลา ตนเอง และโลกใบนี้ว่าจะก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่าอยู่เสมอ โดยมองว่าเราเป็นจุดสุดยอดของเส้นทางวิวัฒนาการ-นี่เอง มุมมองแบบมนุษยนิยม

2

มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจของจอห์น เกรย์ คือการเปรียบเทียบทัศนะเรื่องความก้าวหน้านี้กับคำสอนของศาสนาคริสต์ เกรย์มองว่าสำหรับคริสตชนเอง การมีชีวิตอยู่ก็คือพัฒนาการไปข้างหน้าเช่นกัน จากการเกิดมาโดยมีบาปกำเนิดแล้วค่อยๆ ดำเนินชีวิตตามคำสอนเพื่อรอดพ้นจากบาป แต่มนุษยนิยมมองว่ามนุษย์สามารถใช้ความรู้ (ทางวิทยาศาสตร์) ปลดแอกมนุษย์ทั่วทั้งโลกได้-มันคือทัศนะแห่งการปลดปล่อยเหมือนกัน

ซึ่งวิทยาศาสตร์อาจทำหน้าที่คล้ายคริสต์ศาสนาในสองฟังก์ชั่น หนึ่งคือให้ความหวังกับผู้คน และสองคือตรวจสอบเซ็นเซอร์ว่าถูกหรือผิด ความหวังของคนในยุคปัจจุบันเป็นสิ่งสัมผัสได้โดยไม่ต้องรอให้ตายจากไป ด้วยสิ่งประดิษฐ์ทันสมัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เราสัมผัสถึงความก้าวหน้าและชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราหวังผลต่อไปอีก

สำหรับผมแล้ว มันช่างสอดคล้องไปด้วยกันกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ต้องกระตุ้นให้คนอยากได้ของใหม่และบริโภคสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ มันคือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนไปด้วย ‘ความหวัง’ โดยเชื่อว่าชีวิตฉันจะดีขึ้นได้ด้วยการ ‘ซื้อ’ ส่วนผู้ผลิตก็จะผลิตของใหม่ออกมายั่วใจไม่รู้จบ

แต่เกรย์บอกว่า ถ้าเราจะจิ้มไปที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตัวการที่ควรโทษอาจไม่ใช่ทุนนิยม การทำให้เป็นอุตสาหกรรม อารยธรรมตะวันตก หรือการบริหารจัดการผิดพลาดขององค์กรต่างๆ ในโลก แต่ที่โลกถูกมนุษย์เขมือบจนเละแบบนี้นั้นมีต้นตอมาก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นผลมาจาก ‘ความสำเร็จทางวิวัฒนาการ’ ที่สุดท้ายแล้วกลายมาเป็นโฮโมเซเปียนส์อย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละ

เมื่อลูกเต๋าของวิวัฒนาการให้ผลออกมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราเดินทางไปยังแผ่นดินใด สิ่งมีชีวิตอื่นก็เดือดร้อนกันไปทุกหัวระแหง หนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน เมื่อมนุษย์เดินทางไปถึงอเมริกา ทวีปนี้เต็มไปด้วยช้างแมมมอธ อูฐ ตัวสลอธยักษ์ และสปีชีส์คล้ายกัน สัตว์พื้นเมืองพวกนี้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ในอเมริกาเหนือสัตว์สูญพันธุ์ไปร้อยละ 70 ส่วนอเมริกาใต้สูญพันธุ์ไปร้อยละ 80

โฮโมเซเปียนส์คือความวินาศของสายพันธุ์อื่นมาเนิ่นนาน ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนนี้

3

มนุษย์มีมายาคติอย่างหนึ่งคือขีดเส้นแบ่งตัวเองออกจากธรรมชาติทั้งมวล เหมือนที่เราชอบอธิบายตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตผู้ชาญฉลาด ปัญญาสูงส่ง ขึงขีดเส้นแบ่งตัวเองออกจากสัตว์และธรรมชาติ ซึ่งตลกดีที่เราไม่นับตัวเองเป็น ‘ธรรมชาติ’ และยิ่งชัดขึ้นไปอีกเมื่อมนุษย์สร้างสภาพแวดล้อมของตัวเองขึ้นมาเป็น ‘โลกมนุษย์’ แล้วสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติว่า ‘ธรรมชาติ’ ส่วนสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นนั้นเรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ โดยเรียกเครื่องมือต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นว่า ‘เทคโนโลยี’

จึงกลายเป็นว่าทั้งมนุษย์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่ ‘ธรรมชาติ’

ว่าแต่ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

ไบรอัน เจ. ฟอร์ด อธิบาย ‘เทคโนโลยี’ ที่พบได้ในอาณาจักรแมลงว่า :

อุตสาหกรรมของพวกมดนักตัดใบไม้ดูคล้ายการทำฟาร์ม มดงานออกไปหาเก็บใบไม้ซึ่งพวกมันใช้ขากรรไกรตัดเป็นชิ้นๆ แล้วขนกลับมาที่รัง ใบไม้เหล่านี้ใช้เพาะปลูกเชื้อรา เอนไซม์ของราช่วยย่อยผนังเซลลูโลสของเซลล์ใบไม้ ทำให้ง่ายต่อการที่มดทั้งอาณานิคมจะกิน

เขาบอกว่าสิ่งที่มดทำไม่ต่างอะไรกับวิสาหกิจการเกษตรที่ทำอย่างเป็นระบบเพื่อความอยู่รอดของประชากรมดทั้งหลาย-สิ่งเหล่านี้เราไม่เรียกว่า ‘เทคโนโลยี’ หรือ?

ซึ่งถ้ามองแบบนี้ เมืองก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นไม่ต่างจากรังมด รังผึ้ง อินเตอร์เน็ตเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากข่ายใยของแมงมุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรต่างกัน สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนรังมดหรือฟาร์มใบไม้ของมด

หรือถ้ามองอีกแบบ มนุษย์เราก็เป็นเทคโนโลยีหรือเป็นอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยชุมชนแบคทีเรียโบราณเพื่อจะได้มี ‘เมือง’ ให้อาศัยและอยู่รอดต่อไป

เช่นนี้แล้ว ความฉลาดของเราไม่ได้เป็นของเราโดยเฉพาะ แต่มีอย่างอื่นที่มีส่วนสร้างขึ้นมา และอันที่จริง เราก็เป็นเพียงผลลัพธ์จากความบังเอิญบนเส้นทางวิวัฒนาการเท่านั้นเอง

4

หากลองลากเส้นประวัติศาสตร์มนุษย์ยาวยืด จะพบว่าเผ่าพันธุ์เราเพิ่งมองว่าตัวเองสูงส่งกว่าสัตว์เมื่อไม่นานมานี้เอง ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์หลายแสนปี กระทั่งถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์มองตัวเองไม่ต่างจากสัตว์อื่น อยู่กินด้วยกัน หากไม่มองว่าเหยื่อที่ตนล่าเท่าเทียมกัน ก็มองว่าสัตว์สูงส่งกว่า ดังเช่นที่มีการบูชาสัตว์เป็นเทพเจ้า เพราะบรรพบุรุษของเราสำนึกว่าพวกเขามีชะตากรรมร่วมกันกับสัตว์

กระทั่งเราทำเกษตร เริ่มล้อมรั้วล้อมเมือง เริ่มมีพื้นที่ของชุมชนมนุษย์ที่แยกออกจากธรรมชาติ จากนั้นเราเริ่มสร้างเรื่องราวที่วางอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ขึ้นมา ก่อเกิดอารยธรรม การค้นคว้าศึกษา จนมนุษย์เริ่ม ‘คิด’ ถึงความจริง แทนที่จะ ‘อยู่’ กับความจริง

นักคิดอย่างโสเครติสก็พยายามเข้าถึงความจริงให้จงได้ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ พัฒนามาในวัฒนธรรมตะวันตก กระทั่งกลายเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องการเข้าถึงความจริงของจักรวาลนี้ โดยเชื่อว่า ถ้ามนุษย์เข้าถึงสิ่งนั้นได้ เราจะรับบทบาทพระเจ้า บัญชา ควบคุม เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นอย่างใจ

แต่แล้ววิทยาศาสตร์ก็ดำเนินไปจนถึงการที่นักฟิสิกส์อย่างแอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ และแวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ก เสนอทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเองว่า มนุษย์สามารถเข้าใจความจริงได้จริงหรือ? ในเมื่อสิ่งเดียวกันอาจปรากฏเป็นคลื่นหรืออนุภาคก็ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้สังเกตมัน-แล้วตกลง ‘ความจริง’ คืออะไร?

จอห์น เกรย์ บอกว่า “คุณค่าสูงสุดของวิทยาศาสตร์อาจเป็นการที่มันแสดงให้เห็นว่า โลกที่มนุษย์ถูกวางโปรแกรมมาให้รับรู้นั้นแท้จริงหรือภาพลวงตา” ซึ่งแทนที่จะเพิ่มความมั่นใจและหยิ่งผยองของมนุษย์ กลับทำให้เราถ่อมตัวลง กลายเป็นผู้ไม่แน่ใจและผู้ไม่รู้

5

เมื่อได้อ่านหนังสือ Straw Dogs หรือ หมาฟาง ของจอห์น เกรย์ ผมดำเนินชีวิตไปด้วยคำถามที่มีต่อแนวคิดที่มองว่ามนุษย์วิเศษ เปี่ยมศักยภาพ สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงตั้งคำถามกับ ‘ความก้าวหน้า’ ด้วย เพราะในมุมมองของธรรมชาติแล้วมันไม่มีสิ่งนั้น ทุกสิ่งเพียงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ดำเนินไปตามวิถี จบลง และเกิดขึ้นอีก มีเพียงปัจจุบันที่ยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอดีตหรืออนาคตด้วยซ้ำ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ‘ความก้าวหน้า’ จะเกิดขึ้นตรงไหน อย่างไร?

เกรย์อธิบายชื่อหนังสือของเขาว่า ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง มีการพูดถึงพิธีกรรมโบราณของจีนซึ่งมีการใช้หุ่นฟางรูปสุนัขเป็นเครื่องบวงสรวงบูชาเทพเจ้า ในระหว่างพิธี หมาฟางจะได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพนอบน้อม แต่เมื่อพิธีจบพวกมันก็หมดความจำเป็น ถูกเหยียบย้ำและโยนทิ้งไป ตามระบบธรรมชาติ ฟ้าดินก็มองมนุษย์เหมือนหมาฟาง เราไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น ถ้าฝนจะตกลงมาก็ไม่ได้เพราะมนุษย์อ้อนวอน ถ้าน้ำจะท่วมก็เพราะน้ำมันต้องท่วม ธรรมชาติไม่ปรานีมนุษย์แล้วหยุดน้ำเอาไว้ หากมนุษย์รบกวนสมดุลของธรรมชาติก็ย่อมถูกธรรมชาติบดขยี้และโยนทิ้งไปในวันใดวันหนึ่ง

เราคิดไปเองว่าเราสำคัญและยิ่งใหญ่ แต่อันที่จริงแล้วเราเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นจุดเล็กๆ บนเส้นเวลาเป็นอนันต์ของจักรวาลแห่งนี้

หากมองในมุมกว้างที่สุด ผมแอบคิดว่า เราสำคัญน้อยกว่า ‘หมาฟาง’ ด้วยซ้ำ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย