ตามไปดู ‘นฤมล’ ล่องใต้ เปิดแพ็กเกจลดภาระ-แก้หนี้ ดึงเสียงครู-น.ร.
| การศึกษา
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมพรรคกล้าธรรม (กธ.) นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. พาทีมรัฐมนตรีของพรรค ทั้งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี
พร้อมตีปี๊บนโยบาย เรียกคะแนนเสียงจากครูและนักเรียนทันทีแบบไม่รอช้า…!!
ในส่วนของนางนฤมล นำทัพผู้บริหารองค์กรหลัก ประกอบด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ลงพื้นที่ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนทั้ง 2 จังหวัด
ประกาศนโยบายแพ็กเกจแรก 4 หลัก คือ แยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นวิชาหลัก ลดภาระครู แก้หนี้ และยกเครื่องวิทยฐานะ

นางนฤมลประกาศว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้อยากให้นโยบายมาจากการมีส่วนร่วม แต่ละองค์กรทำเรื่องดีๆ ไว้อยู่แล้วรวมถึงฝ่ายการเมืองที่ผ่านมาก็มีนโยบายที่ดี เพียงแต่เรื่องใดที่เป็นอุปสรรคก็มาพูดคุยกัน เพื่อแก้ปัญหา โดยส่วนตัวมีเป้าหมายทางการเมือง คือ ยกระดับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ให้ชัดยิ่งขึ้นแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งวิชา เพราะความขัดแย้งส่วนหนึ่งมาจากการบ่มเพาะทางการศึกษา เนื้อหาทางประวัติศาสตร์บางส่วนที่หายไปอาจทำให้เยาวชนไม่เข้าใจหน้าที่ของตัวเองในฐานะพลเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างแท้จริง
จากการรับฟังปัญหาพบว่า มีทั้งเรื่องการจัดสรรอัตรากำลังคน การจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเรื่องอัตรากำลังไม่ได้สามารถแก้ได้เบ็ดเสร็จที่ ศธ. เพราะต้องไปขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และแผนยุทธศาสตร์รัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร เราก็พยายามต่อสู้ เพื่อให้ได้อัตรากำลังเพิ่ม รวมทั้งอัตรากำลังของสายสนับสนุน เพื่อให้ครูใช้เวลาหลักในการดูแลนักเรียน หัวใจครูควรจะอยู่กับนักเรียนและงานวิชาการที่จะช่วยเพิ่มวิทยฐานะ ความรู้ความเชี่ยวชาญให้ตัวเอง และพัฒนาโรงเรียน ไม่ใช่ไปทำงานสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เพิ่มภาระ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยง และจากการรับฟังก็พบว่ามีครูในโรงเรียนต่างๆ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ทำให้เกิดปัญหาในชีวิต เรื่องนี้ต้องแก้ไขจัดคนให้ครบ ถ้าเรื่องใดทำได้ในกระทรวง ก็ทำก่อน แต่ถ้าต้องไปขออัตรากำลังเพิ่ม ก็ต้องสู้ ในฐานะฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก็ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรี คุยกับสำนักงาน ก.พ. ว่าจำเป็นต้องขยับ จะเพิ่มให้เท่าไร ปีละเล็กน้อยเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ได้เพิ่ม “วันที่ 31 กรกฎาคม นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. จะเกลี่ยครูเกินเกณฑ์ กว่า 600 อัตรา มาจัดสรรเป็นอัตราสายสนับสนุน เริ่มต้นที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยก่อน ลำดับถัดไปจะมีอีกกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งก็ต้องมาดูว่าควรจะจัดสรรไปที่ไหน อย่างไรบ้าง ที่จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครูได้”
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

ส่วนเรื่องการลดภาระครู ก็ต้องควบคู่กับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อลดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะวิทยฐานะนอกจากเป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในวิชาชีพแล้ว ยังทำให้มีรายได้เพิ่ม ช่วยลดค่าครองชีพ โดยได้หารือกับเลขาธิการ ก.ค.ศ.ว่า หลักเกณฑ์ที่ผ่านมาก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ดี แต่อาจจะต้องปรับให้ตอบโจทย์ผู้ที่ถูกประเมิน สร้างแรงจูงใจให้ทุกคน ในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ โดยแยกการประเมิน แบ่งตามทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญ ครูประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ครู สกร.หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อที่ครูได้โฟกัสในสิ่งที่ทำ และสามารถนำไปพัฒนาวิทยฐานะ พัฒนาเด็กให้ตรงกับเรื่องที่ต้องประเมิน ไม่ใช่เป็นหลักเกณฑ์กลางทั้งหมด
ทั้งนี้ การที่ครูมีวิทยฐานะสูงขึ้นไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่หมายถึงการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การลดภาระในเรื่องของค่าครองชีพ และแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท
ที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มีการแก้ปัญหาโดยรวมหนี้ไว้ที่ธนาคารออมสิน แต่ปรากฏว่าครูก็ไปก่อหนี้เพิ่ม โดยปัจจุบันมีหนี้อยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีทั้งกลุ่มที่ยังเป็นข้าราชการประจำและผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ที่ผ่านมาจึงได้มีการหารือกับนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการก่อตั้งสหกรณ์กลางให้ครูที่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินต่างๆ และสมัครใจจะแก้หนี้ โอนหนี้เข้ามาที่สหกรณ์กลาง ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้น 0% และขยับตามขั้นบันได ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 1% และ 2% แต่จะไปจบที่ไม่เกิน 4- 4.5% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครู ซึ่งปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.5% โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่ไปก่อหนี้เพิ่มอีก ขณะเดียวกันจะต้องเพิ่มสวัสดิการทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภคด้วย มิฉะนั้น ไม่ว่าจะแก้หนี้อย่างไรคุณภาพชีวิตครูก็คงไม่ดีขึ้น
“ในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ จะหารือกับ สกสค. กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ สกสค.สามารถจัดตั้งสหกรณ์กลางได้ คาดว่าภายใน 3 เดือนน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมและประกาศให้ครูลงทะเบียนได้ ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนก็ไม่มีปัญหา เพราะได้เจรจาเป็นการภายในการกับธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งในเบื้องต้นแล้ว และคาดว่าจะมีเงินทุนก้อนแรกประมาณ 1 แสนล้านบาท มาช่วยแก้ปัญหาหนี้ครูในระยะแรก จากยอดหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ กว่า 9 แสนล้านบาท”
“หากมีความต้องการจนเต็ม 1 แสนล้านบาท คิดว่าจะไปขอความกรุณาจากรัฐบาล นำเงินทุนที่ไม่ใช่เงินจากแบงก์ของรัฐ แต่เป็นเงินจากกองทุนที่มีอยู่ของรัฐบาล เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มาช่วย แต่ก็ต้องไปดูระเบียบข้อบังคับว่าจะสามารถทำได้หรือไม่” นางนฤมลกล่าว

ทั้งหมดนี้ หากทำได้จริงก็นับว่าเป็นประโยชน์กับครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาไม่น้อย
และแว่วว่านางนฤมลเตรียมโชว์ความฟิต ลงพื้นที่ต่อเนื่องกว่า 2 เดือน
รอบหน้าถึงคิวภูเก็ต กระบี่ พังงา ซึ่งต้องจับตาว่าจะตีปี๊บเรื่องอะไรมาเอาใจครูกันอีก
เห็นแบบนี้แล้ว น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. จากพรรคเพื่อไทย และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. จากพรรคชาติไทยพัฒนา คงต้องเร่งเครื่อง โชว์ของดีที่เตรียมไว้ออกมาให้เห็นบ้าง…
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
