หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
เปลี่ยนผู้นำประเทศ
มีอะไรเปลี่ยนบ้าง
การเปลี่ยนผู้นำประเทศใหญ่หรือเล็กต่อจากนี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคู่ไปด้วย
ก็เนื่องจากสถานการณ์ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ กำลังเปลี่ยนอย่างมาก
และการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกระทบไปยังประเทศที่อยู่ข้างเคียงหรือแม้อยู่ไกลออกไปเนื่องจากระบบการค้าเศรษฐกิจเทคโนโลยีได้ถูกเชื่อมสัมพันธ์หรือกระทั่งผูกพันกัน
บางประเทศมีลักษณะพึ่งพาในบางด้าน เมื่อเกิดผลกระทบก็จะสะเทือนกับชีวิตความเป็นอยู่ การค้าขาย การผลิตของประเทศอื่น
การเปลี่ยนผู้นำบางประเทศอาจจะมีผลต่อปัญหาของประเทศนั้นโดยตรง เช่น รัสเซีย และกัมพูชา
แต่หลายประเทศมีความซับซ้อน
การเปลี่ยนแปลงการนำในประเทศจีน
ถ้าประเมินจากข่าวคราวที่ได้รับในช่วงนี้มีการคาดการณ์กันว่าการนำแบบรวมศูนย์ของผู้นำ สี จิ้นผิง น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่โค่นล้มแบบฉับพลัน เพียงแต่อำนาจทางการเมืองจะถูกกระจายออกไป เป็นการนำรวมหมู่ ทำให้เกิดความสมดุลในหมู่ผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนั้นจะถูกตัดสินใจจากสภาพแวดล้อม และปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพภายใน และระหว่างประเทศ ตามความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย และภูมิภาคอื่นตามสภาพจริง ซึ่งมีผลประโยชน์ของแต่ละชาติเป็นพื้นฐาน ดังนั้นนโยบายย่อมแตกต่างกัน
ที่จะกระทบต่อโลกแน่ๆ คือนโยบายในกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินที่ต้องการให้กลุ่มประเทศตนเองไม่ต้องการพึ่งพาระบบการเงินที่ผูกพันกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจในจีนจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้และกินเวลาประมาณ 1 ปี แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้เวลานาน ไม่ว่าจะเกิดจากการผลิตรถ EV การแก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างอย่างล้นเกิน ระบบการผลิตเพื่อการส่งออกที่มีอย่างมากมาย เมื่อถูกบีบด้วยอัตราภาษีจากสหรัฐอเมริกาทำให้ส่งออกได้ยาก
แม้จะมีประชากรถึง 1,400 ล้าน ก็ยังไม่ใช่ตลาดที่จะรองรับการผลิตได้อย่างเพียงพอ ถ้าหยุดผลิตคนก็ตกงาน
การเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐอเมริกา
การเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีทรัมป์คงจะต้องรอครบ 4 ปี ซึ่งขณะนี้ยังดำรงตำแหน่งมาไม่ครบปีด้วยซ้ำ แต่สหรัฐอเมริกาจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาในกลางเทอมซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสาม นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเกือบ 40 ครั้งทั่วรัฐและดินแดนต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา
สภาคองเกรสชุดนี้เสียงข้างมากเป็นของพรรครีพับลิกันในทั้งสองสภา ในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันมีสมาชิก 220 คน ส่วนพรรคเดโมแครตมี 212 คน ในวุฒิสภา พรรครีพับลิกันมีสมาชิก 53 คน พรรคเดโมแครตมี 45 คน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ทรัมป์ได้ประกาศและนำออกไปปฏิบัติในขณะนี้น่าจะมีผลกระทบต่อชาวอเมริกันอย่างชัดเจนในอีก 1 ปี ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า ความพึงพอใจของประชาชนจะไปแสดงออกในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2569 ถ้าจำนวนเสียงในสภาคงที่หรือมากขึ้นการดำเนินนโยบายก็จะทำต่อไปอย่างสะดวก ผ่านกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย
แต่ถ้ากระแสความไม่พอใจมีมากจำนวนเสียงทั้ง 2 สภาของพรรครีพับลิกัน อาจจะลดลงกลายเป็นเสียงข้างน้อย การบริหารประเทศต่อตามนโยบายก็จะไม่ง่ายอีกแล้ว
และจะมองเห็นความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปของพรรครีพับลิกัน ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการปรับนโยบายต่างๆ
ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนผู้นำหรือไม่?
การเปลี่ยนผู้นำในประเทศไทยที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่.. ในช่วงใกล้ๆ นี้เป็นการตัดสินของศาล ซึ่งอาจจะไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกก็ได้
แต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาลตัดสินให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง หรือนายกฯ ตัดสินใจลาออกก่อนศาลตัดสิน การเลือกตั้งนายกฯ ใหม่ในสภาก็ดูแล้วจะไม่ง่าย ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันสามัคคีกันมีเสียงเกินครึ่ง พรรคเพื่อไทยก็จะสามารถเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เข้าสู่สภา
ถ้ามีคู่แข่งก็น่าจะชนะ แต่ถ้าไม่มีพรรคใดเสนอแข่งเลย ก็ต้องคุมให้ ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน ให้มีเสียงเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการต่อรองกันหลายรอบ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่วุ่นวายแบบนี้ยิ่งทำให้เสถียรภาพทางการเมืองไม่มั่นคง แม้ยืดเวลาออกไปแต่ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ในระยะเวลาไม่นาน
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นใคร ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับพรรคการเมืองไหนเข้ามาเป็นพรรคหลักในการบริหารบ้านเมือง
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงผู้นำไทยคงจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายน้อยมาก อีกเหตุผลหนึ่งก็คือคนที่มีอำนาจจริงๆ ของทุกกลุ่มล้วนแล้วแต่อยู่หลังฉาก
การเปลี่ยนแปลงผู้นำในประเทศเวียดนาม
เวียดนามก็มีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองค่อนข้างถี่ใน 3 ปีหลังนี้ แต่การเปลี่ยนประธานาธิบดี ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการนำระบบการเมืองพรรคเดียว ทำให้ผู้นำที่ขึ้นมาใหม่แต่ละครั้งมาจากความเห็นชอบของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ลำดับของผู้นำ ตามอำนาจคือ เลขาธิการพรรคฯ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา
พฤษภาคม 2567 นายโต เลิม ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแทนคนเก่าที่ลาออกเมื่อเดือนมีนาคม
ต่อมากรกฎาคม 2567 เหงียน ฟู จ่อง เลขาธิการพรรคฯ เสียชีวิต นายโต เลิม ก็ได้รับแต่งตั้งให้ควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงอำนาจมากกว่า เขาจึงสละตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อประนีประนอมทางอำนาจหลังจากที่เกิดความวุ่นวายในผู้นำตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนมีการลาออกของประธานาธิบดีสองคนและประธานรัฐสภาอีกหนึ่งคน
เดือนตุลาคม 2567 พล.อ.เลือง เกือง วัย 67 ปี ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
การเปลี่ยนประธานาธิบดี 3 คนในช่วงระยะเวลาสั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายมากพอสมควร จะเห็นว่าถึงปัจจุบันประเทศเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมากมายและยังมีข้อตกลงพิเศษกับนโยบายภาษีของทรัมป์ได้ก่อนประเทศอื่น
ถ้าการเมืองประเทศเวียดนามนิ่งอย่างนี้อีกระยะหนึ่งการพัฒนาประเทศน่าจะก้าวไปและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศใกล้เคียงรวมทั้งไทยด้วย เพราะเวียดนามมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน ซึ่งขยันอดทนและใฝ่หาความรู้
เมื่อมีทุนและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริมโอกาสที่จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และความซื่อสัตย์ของผู้นำ
กัมพูชาจะมีการเปลี่ยนผู้นำหรือไม่?
สําหรับประเทศข้างเคียง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย การเปลี่ยนผู้นำเป็นไปตามปกติ ส่วนเมียนมา ลาว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่มีผลทางนโยบายต่อไทย
ที่มีปัญหาขณะนี้คือกัมพูชา คนกัมพูชาคือเพื่อนบ้านและลูกค้าไม่มีปัญหา แต่ผู้นำมีปัญหา เพราะครองอำนาจแบบเผด็จการมานานถึง 40 ปี อาจจะนานที่สุดในโลก
การเลือกตั้งที่อ้างว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ความเป็นจริง ก็คล้ายกับมีพรรคการเมืองพรรคเดียวเพราะฝ่ายค้านถูกปราบจนเรียบถ้าไม่หนีออกไปเมืองนอกก็ต้องติดคุก บางคนจึงเรียกว่าระบอบการปกครองแบบฮุน เซน แต่ที่ผ่านมา 40 ปีภายใต้อำนาจของฮุน เซน ประเทศพัฒนาได้ขึ้นมาเล็กน้อย
มีช่วงหลังที่ประเทศจีนเข้ามาลงทุนหลายคนคิดว่าประเทศน่าจะเปิดกว้างและพัฒนาไปได้แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เป็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อประเทศประสบปัญหาจากโรคระบาดโควิด-19 และปัจจุบันภาษีการส่งออกนำเข้าที่สหรัฐอเมริกาประกาศ ทำให้อุตสาหกรรมที่เพิ่งจะเจริญเติบโตไปต่อลำบากมาก การเกษตรก็ยังไม่พัฒนา
การยอมให้กลุ่มโจรไซเบอร์มาตั้งฐานทำมาหากิน กลายเป็นผลร้ายต่อประเทศ เพราะกำลังถูกต่อต้านจากนานาชาติ
ดังนั้นชะตากรรมของประชาชนในประเทศจะยากลำบากมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมากต่อรัฐบาล
การปลุกกระแสชาตินิยมโดยการต่อต้านไทย ไม่สามารถกลบความลำบากยากแค้นได้
แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการนี้จะไม่น่าเกิดขึ้นตามระบอบประชาธิปไตยได้ โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบโค่นล้มกันจึงมีสูง
ความยากลำบากของประชาชนจะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้นำไปกี่ประเทศ แต่ปัญหาเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ ปัญหาสงครามอาจลดลงได้บ้าง ความยากลำบากจะยืดไป 5-10 ปี แล้วแต่ความเข้มแข็งของประชาชนแต่ละประเทศ
