bg-single

จดหมายรักถึง ‘หนังฮ่องกง’ จาก ‘นนทรีย์ นิมิบุตร’

27.07.2025

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

ช่วงท้ายๆ ของวงสนทนา “จากกระบี่เย้ยยุทธจักรถึงสตรีมมิ่ง : พลัง C-Pop และดาราจีน” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในงาน “Thai-Chinese Golden Fest : เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน” จัดโดยเครือมติชน เมื่อบ่ายๆ ถึงเย็นวันที่ 12 กรกฎาคม

“นนทรีย์ นิมิบุตร” ผู้กำกับฯ ที่เข้ามาปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2540 ได้ตั้งข้อสังเกต ซึ่งอาจเป็นเสมือน “จดหมายรัก” ถึง “วงการหนังฮ่องกง” เอาไว้ว่า

“ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต คือ ผมรู้สึกว่าตั้งแต่เมืองจีนเมนแลนด์ (แผ่นดินใหญ่) เติบโตขึ้นมาเรื่องภาพยนตร์ หนังแมสขึ้น ซีรีส์แมสขึ้น นักแสดงแมสขึ้น ทำให้วงการภาพยนตร์และซีรีส์ของฮ่องกงตายไปเลยนะ สนิทเลยนะ

“ผมก็แค่รู้สึกว่า ‘เสียดาย’ เหมือนกันนะ ผมเติบโตมาจากหนังฮ่องกงเลย เติบโตมากับซีรีส์ฮ่องกง อย่าง ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ซึ่ง (วงการบันเทิงฮ่องกงยุคก่อน) มีผู้กำกับฯ เก่งๆ เยอะมาก…

“ผู้กำกับฯ รุ่นใหม่ฮ่องกงตอนนี้แทบไม่เกิดเลย ได้แต่ทำหนังอินดี้เล็กๆ ที่ผมรู้จักก็มีอยู่แค่ 4-5 คน (ส่วน) ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ อายุ 30 ต้นๆ ไม่มีเหลือเลย หรือคนที่ดังๆ ก็ย้ายไปเมนแลนด์กันหมดแล้ว”

ประเด็นที่นนทรีย์ตั้งขึ้น ได้นำไปสู่บทสนทนาที่น่าสนใจระหว่างผู้ร่วมพูดคุยรายอื่นๆ

ดังที่ “ปรภาว์ สมบัติเปี่ยม” ผู้บริหารรุ่นใหม่จากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง “วีทีวี” เสริมรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

“จริงๆ ที่จีน หนังกลิ่นอายของฮ่องกงเขาก็ยังมีอยู่เยอะมาก เพียงแต่ว่าบางเรื่องอาจจะไม่ได้ถูกส่งออกมานอกเมนแลนด์

“คือในฐานะผู้ลงทุนหรือว่าแพลตฟอร์ม บางทีบางเรื่องมันก็ค่อนข้างนิช (มีตลาดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ) เทียบกับการที่จะสร้างรายได้ เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่าเราก็ยังเข้าไปไม่ถึงเขา เขาก็ยังออกมาไม่ถึงเรา ในหนังประเภทที่เข้มข้นหรือน่าสนใจ”

ขณะที่ “ปริภัณฑ์ วัชรานนท์” หรือ “โต๊ะ พันธมิตร” นักพากย์ที่คร่ำหวอดในแวดวงหนังจีนมานาน มองอีกมุมว่า

“เมื่อก่อนระบบการทำงานของฮ่องกงไม่มีเซ็นเซอร์เหมือนจีน (แผ่นดิน) ใหญ่ มันเลยมีความรุนแรง มีความมัน ความสะใจ ที่เราดูแล้วมันใช่ มันโดน

“แล้วพอ (ผู้กำกับฯ ฮ่องกง) หลายๆ คนไปเจอระบบของจีนใหญ่เข้าไป มันก็ไปไม่ได้ (เมื่อ) ทำดั่งใจไม่ได้ ก็ไม่ทำดีกว่า กลายเป็นฮ่องกงสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ‘ความเป็นฮ่องกง’ ไป”

สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีนอย่าง “สมชาย จิว” ซึ่งแสดงความเห็นคล้ายคลึงกันว่า

“แต่อย่าลืมว่าอุตสาหกรรมหนังฮ่องกงตอนนี้ ก็คือทุนส่วนใหญ่มาจากจีน เพราะฉะนั้น พวกค่าย (หนัง) ที่เราคุ้นเคย เดี๋ยวนี้ทุนจีนลงไปทั้งนั้น พอทุนจีนลงไปมันตามไปด้วยเซ็นเซอร์ชิพ

“ถามว่ายังมีผลิตหนังประเภทตำรวจปราบผู้ร้ายไหม ยังมีนะ แต่ไม่สนุก”

ก่อนที่นนทรีย์จะบอกเล่าข้อมูลที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

“เมื่อก่อนนี้ เรายังมีทำโค-โปรดักชั่นร่วมกัน (ระหว่างอุตสาหกรรมหนังไทยกับฮ่องกง) อย่าง ‘The Eye’ เรา (นนทรีย์) เป็นโปรดิวเซอร์

“อาจจะมีคนไม่ทราบ ภาพยนตร์เรื่อง ‘จันดารา’ เวอร์ชั่นผม ทุนฮ่องกงร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ‘ปีเตอร์’ (ชาน – ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องเถียนมีมี่ฯ) เป็นโปรดิวเซอร์”

นั่นคืออดีตอันงดงามหวานชื่น ที่คนทำหนังไทยในทศวรรษ 2540 เคยมีร่วมกับวงการภาพยนตร์ฮ่องกง ซึ่งผ่านพ้นจุดรุ่งเรืองไปแล้ว

ดังนั้น ภาพและแผนงานในอนาคตจึงต้องปรับเปลี่ยนไป เหมือนที่ผู้กำกับฯ ซึ่งขลุกอยู่กับวงการหนังไทยมาเกือบสามทศวรรษ ประกาศว่า

“ก็เลยคิดว่าชั่วโมงนี้ เราก็คงจะไปเมนแลนด์ (จีนแผ่นดินใหญ่) แหละ ถ้าจะทำโค-โปรดักชั่น (หนังร่วมทุนสร้าง) เราก็คงจะไปทำกับเมนแลนด์”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย