บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
พระ/ศาล/ทหาร
: ความล่มสลายของสถาบันหลักที่อันตราย
โดยปกติแล้วศาล, ทหาร และคณะสงฆ์คือสามสถาบันที่คนไทยถูกสอนให้นับถือมานาน
ส่วนความนับถือจะมาจากการถูกปลูกฝังให้นับถือหรือนับถือจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ได้ เพราะคนไทยเกิดมาก็ถูกสอนว่าต้องไหว้พระ ต้องกลัวศาล และกลัวทหาร ไม่อย่างนั้นอาจมีโทษด้วยวิธีต่างๆ นานา
สามสถาบันมีอำนาจตามกฎหมายต่างกัน แต่มีอำนาจทางวัฒนธรรมเหมือนกันหมด คนไทยจึงรู้โดยอัตโนมัติว่าต้องกลัวพระ, กลัวศาล และกลัวทหาร
คนรุ่น Baby Boomer และก่อนหน้าจึงมีสำนวนว่า “ไหว้พระสิลูก” ซึ่งเป็นคำสอนว่าเจอพระต้องไหว้โดยไม่ต้องสนใจว่าไหว้ใครและไหว้ทำไม
ตามกฎหมายจริงๆ แล้วทั้งศาล, พระ และทหารแทบไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะลงโทษใครที่อยู่นอกองค์กรตัวเอง
แต่ทั้งสามองค์กรสามารถทำให้คนกลัวจนยอมทำตามเพราะเชื่อว่าศาล, พระ และทหารมี “อิทธิพล” ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายรับรองอย่างลงนรกหรืออุ้มไปเลย
น่าสังเกตด้วยว่าศาล, พระ และทหารล้วนอ้างอิงตัวเองอยู่กับสถาบันที่สูงขึ้นไป ทั้งสามสถาบันจึงคล้ายกันตรงมีความเคร่งครัดเรื่องฐานันดร และสังคมไทยก็ปลูกฝังให้คนไทยมีหน้าที่ต้องรู้จักและเคารพฐานันดร เช่น รู้ว่าพระชั้นเทพสูงหรือต่ำกว่าพระชั้นราช หรือดาวแสดงยศอะไรของนายพล
ในแง่นี้ ความยำเกรงต่อศาล ต่อพระ และต่อทหารคือความยำเกรงต่อฐานันดรแบบทางการซึ่งทำให้คนไทยรู้สึกว่าคนเหล่านี้มีอำนาจทางวัฒนธรรมหรือ “อิทธิพล” ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนด แต่ความยำเกรงไม่ได้เกิดจากการบังคับเท่ากับเกิดจากความเชื่อว่าฐานันดรมีความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างจริงๆ
ควรระบุด้วยว่าทั้งศาล, พระ และทหารมักถูกใช้เป็นเครื่องค้ำยันอำนาจของสถาบันหลักอื่นๆ ทั้งที่แทบไม่มีอำนาจตามกฎหมายด้วยเหมือนกัน
ตัวอย่างคือทุกครั้งที่ประเทศเกิดรัฐประหารหรือแต่งตั้งนายกฯ ด้วยอำนาจเหนือระบบ การใช้ศาล, กองทัพ หรือศาสนาเป็นเครื่องมือจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา
พูดสั้นๆ ทั้งสามสถาบันล้วนใช้อำนาจทางวัฒนธรรมของตัวเองเป็นนางแบกให้สถาบันอื่น ส่วนสถาบันอื่นก็ใช้อำนาจทางวัฒนธรรมของตัวเองเป็นนางแบกให้สามสถาบันไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ฐานันดรต่างๆ ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เคยเป็นต่อไป และจะไม่มีทางกลับไปเป็นแบบนั้นในอนาคต
ใครจะแบกใครจึงไม่ง่าย การแทรกแซงทางการเมืองซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าจึงต้องการต้นทุนของสถาบันอื่นที่สูงมาก หรือไม่ก็ใช้อำนาจแบบเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างง่ายๆ ข่าวเรื่องพระสิบกว่ารูปมีเมีย, ใช้เมียร่วมกัน, หึงหวงกัน, เอาเงินวัดไปให้เมีย, มีชู้จนเมียโกรธ, ถ่ายคลิปร่วมเพศแบบพิสดาร, รับงานจนมีเงินหลายสิบล้าน, อยู่กับเมียมา 15 ปี ฯลฯ ทั้งที่มีตำแหน่งเกือบถึงขั้นสมเด็จ ผลที่เกิดขึ้นคือความศักดิ์สิทธิ์ของคณะสงฆ์ไม่มีทางเหมือนเดิม
แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยมีพระเอาเมีย หรือขโมยเงินวัดไปให้เมีย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พระระดับผู้บริหารคณะสงฆ์ถูกจับได้ว่าทำเรื่องผิดกฎหมายกับผิดศีลธรรมมากอย่างเป็นระบบ ที่แย่กว่านั้นคือทุกกรณีเป็นตำรวจจับได้ ซ้ำตำรวจยังบอกว่าสำนักพุทธไม่เคยจับได้ว่าพวกเดียวกันโกงหรือหื่นกาม
ดีที่ตำรวจยังไม่กล้าพูดขั้นคณะสงฆ์ไม่เคยจับได้เวลาพวกเดียวกันต้มตุ๋นหลอกลวงและผิดศีลธรรม
ทุกคนทราบดีว่าผู้บริหารคณะสงฆ์ที่หลอกประชาชนแล้วเอาเงินไปปรนเปรอเมียเป็นปีๆ คือ “สมี” และในทางกฎหมายคือ “เจ้าพนักงานรัฐ” ที่ฉ้อโกงประชาชน แต่ด้วยการปกป้องตัวเองของอำนาจทางวัฒนธรรม คนเหล่านี้ยังคงเป็นทิดราวกับเป็นคนสึกตามปกติและไม่มีความผิดอะไรเลย
ความเสื่อมทรามแบบนี้ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของคณะสงฆ์ไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมแน่ๆ และการใช้คณะสงฆ์เพื่อแบกสถาบันอื่นยิ่งไม่มีทางทำได้เท่าเดิม
กองทัพมีเป็นอีกสถาบันที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมทำเรื่องต่างๆ มากกว่าอำนาจตามกฎหมาย แต่คดีน้องเมยซึ่งรุ่นพี่เตรียมทหารซ้อมจนตายแล้วควักอวัยวะไปทิ้ง แต่ศาลทหารลงโทษแค่คุก 4 เดือน รอลงอาญา และปรับ 15,000 เป็นอีกเรื่องที่ความเชื่อถือต่อกองทัพลดแบบไม่มีวันเหมือนเดิม
ต้นเหตุของคดีน้องเมยคือรุ่นพี่เตรียมทหารซ้อมจนตายเพราะกล่าวหาว่า “น้องเมย” ไปใช้บันไดที่นักเรียนเตรียมทหารปี 1 ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต น้องเมยบอกว่ารุ่นพี่ให้ใช้ แต่รุ่นพี่ปฏิเสธ น้องเมยเลยถูก “ธำรงวินัย” จนตาย แต่ภายหลังรุ่นพี่คนนั้นสารภาพว่าเป็นคนอนุญาตให้น้องเมยใช้จริงๆ
ลำพังการใช้บันไดแล้วถูกซ้อมจนตายก็ผิดอยู่แล้ว ที่แย่กว่านั้นคือรุ่นพี่ที่เป็นคนบอกให้น้องเมยใช้กลับบอกว่าไม่ได้ให้ใช้ ซ้ำเมื่อน้องเมยตายยังถูกหมอคนแรกควักสมอง หัวใจ และกระเพาะอาหารไปทำลายหลักฐาน และเมื่อคดีถึงศาลก็มีการข่มขู่พยานฝ่ายน้องเมยตลอดเวลา
เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดของคดีนี้คือการฆ่าที่รุ่นพี่เตรียมทหารฆ่าและมีการทำลายพยานหลักฐานเพื่ออำพรางคดี แต่ศาลทหารชั้นฎีกากลับตัดสินว่าคนฆ่าซึ่งปัจจุบันเป็นนายร้อยควรโดนโทษปรับแค่ 15,000 บาท โดยอ้างว่าลงโทษไปก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้เลย
ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่พอใจกองทัพเรื่องช่วยพวกพ้องไม่ให้พ้นผิด (Culture of Impunity) อยู่แล้ว คำตัดสินคดีน้องเมยทำให้ความไม่พอใจต่อกองทัพเรื่องนี้พุ่งขึ้นไปอีก ความศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพไม่มีทางเหมือนเดิมแน่ๆ
และการใช้กองทัพเพื่อแบกสถาบันอื่นยิ่งไม่มีทางทำได้ง่ายเท่าเดิม
ศาลรัฐธรรมนูญที่ สว.สีน้ำเงินเป็นคนเลือกตุลาการใหม่จากอธิบดีกรมทางหลวงก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญลดลงไปเยอะ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาไม่ต่างจากคณะสงฆ์และทหาร นั่นหมายความว่าความศักดิ์สิทธิ์ไม่มีเหมือนเดิม และการใช้องค์กรเพื่อแบกสถาบันอื่นไม่มีทางทำได้เท่าเดิม
เทคนิคที่สังคมไทยใช้เพื่อปกป้องสถาบันต่างๆ คืออ้างว่าความย่ำแย่ทั้งหมดเป็นปัญหาของบุคคล ไม่ใช่สถาบัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคณะสงฆ์, ในศาล และในทหารคือหลักฐานว่าแทบทุกสถาบันหลักของไทยกำลังมีปัญหา และทุกปัญหากระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันระดับองค์รวม
ที่ผ่านมานั้นสังคมไทยไม่เคยยอมรับว่ามี “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องแก้โดยเร็ว แต่ปัญหาแบบนี้ต้องแก้ เพราะถ้าไม่แก้ ไม่เพียงแต่สถาบันซึ่งเป็นรากฐานของอำนาจทางวัฒนธรรมจะพัง แต่สิ่งที่จะพังไปด้วยคืออำนาจทางวัฒนธรรมของสถาบันอื่นๆ ที่อยู่บนอิทธิพลของสถาบันเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
รัฐบาลควรจะเป็นหลักในการแก้ปัญหานี้ แต่คนกลุ่มเดียวที่พูดเรื่องจะแก้ปัญหาศาลรัฐธรรมนูญหรือทหารกลายเป็นพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรครัฐบาลซึ่งไม่ยอมทำเรื่องที่ควรทำแบบนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นเพราะความไม่กล้าหาญของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ฉลาดพอจะเห็นนัยยะของปัญหานี้ก็ตาม
แน่นอนว่านี่จะเป็นอีกเรื่องที่พรรคประชาชนผลักดันให้แก้ปัญหา และสังคมก็อยากเห็นการแก้ปัญหา และก็จะเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลกับสถาบันหลักอื่นๆ ไม่สนับสนุนการแก้ปัญหา
จนในที่สุดยิ่งตอกย้ำว่าประเทศต้องมีการ “เปลี่ยนโครงสร้าง” ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่ประเทศจะมีอะไรดีขึ้นเลย
