มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
เพิ่งผ่านไปมอง ไนท์บาซาร์ เชียงใหม่ ในคืนที่ครึ้มฝน ในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวบางตา ร้านค้าริมถนน ร้านค้าในศูนย์หรือตลาด จึงเงียบเหงา จำนวนนักท่องเที่ยวน้อย แทบจะนับหัวได้
สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นสภาพที่เป็นจริงชัดเจน ตั้งแต่ร้านค้าที่เรียงรายบนทางเท้า แต่ละร้านหันหลังให้ถนน บางพื้นที่ยังเพิ่มแถวร้านค้าอีกด้านใน กลายเป็นร้านค้าขนาบทางเดินเล็กๆ ตรงกลาง สินค้าที่จำหน่ายคล้ายๆ กัน กางเกงช้างเหมือนกัน เสื้อผ้าฝ้ายพื้นเมือง เสื้อผ้าแบรนด์เนมปลอม เทียนหอม สบู่สมุนไพร ที่เหมือนกันไปหมด
แม้แต่ร้านค้า ที่รวมอยู่ใต้หลังคาโครงเหล็ก แยกอยู่ในซอย รายการสินค้ายังคงเหมือนเดิม มีเพิ่มแค่ร้านอาหาร ไอศกรีม เครื่องดื่ม สลับบ้าง
เช่นเดียวกับร้านค้าในตึกแถว ที่กลายเป็นว่าอยู่หลังแผงลอย ที่เป็นร้านอาหารจานด่วนและร้านกาแฟชื่อดังบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นร้านนวด โดยหนุ่มสาวไทยใหญ่ และร้านตัดเย็บเสื้อกางเกงของช่างอินเดีย
เท่ากับว่า ทั้งรายการสินค้าและบริการ ทั้งสภาพการตกแต่งและบรรยากาศ ล้วนเป็นแบบเดียวกันและพบเห็นทั่วไป ในเชียงใหม่และเมืองอื่น
เมื่อจำนวนคนมาเที่ยวน้อย บนถนนช้างคลานจึงกลายเป็นลานจอดรถตุ๊กตุ๊ก และรถสองแถวสีแดงจำนวนมาก เหลือช่องจราจรแค่พอผ่านได้
ไนท์บาซาร์ เชียงใหม่ตอนนี้เลยเหมือนสโมสร คนขายของนั่งเมาธ์มอย คนขับรถนั่งเล่นหมากรุก
รวมทั้งเวทีที่ทุกคนจะบ่นถึงความเลวร้ายของเศรษฐกิจ รายได้ที่หดหาย ต่างคิดถึงนักท่องเที่ยวจีน แม้จะมากับทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้คึกคักบ้าง
สภาพย่ำแย่นี้ คงเหมือนกับปัญหาอื่นๆ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านนวด ร้านขายของที่ระลึกในย่านอื่นของเชียงใหม่
คงเหมือนกับปัญหาจราจร ย่านนิมมานเหมินท์
คงเหมือนปัญหาการบริการของรถตุ๊กตุ๊กและสี่ล้อแดง
คงเหมือนกับปัญหาสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกที่ไม่น่าสนใจ
น่าเสียดาย สตอรี่ของไนท์บาซาร์ ที่เริ่มต้นเมื่อห้าสิบปีก่อน หลังเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ เผาผลาญตึกแถวตลาดวโรรสและต้นลำไยจนวอดวาย ด้วยช่วงเวลาการรื้อถอน ออกแบบ และก่อสร้างใหม่ยาวนาน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องย้ายไปเปิดตลาดใหม่บนถนนช้างคลาน ที่ต่อเนื่องจากถนนวิชยานนท์ มาทางทิศใต้
ในระยะแรก นอกจากเป็นสถานที่ใหม่ ผู้คนยังไม่คุ้นเคย และเป็นตลาดกลางแจ้งที่ร้อนมากในเวลากลางวัน จึงต้องขยายเวลาจนมืดค่ำ จนในที่สุดเปิดขายเฉพาะกลางคืนเท่านั้น เช่นเดียวกับร้านค้าและสินค้าที่หลากหลาย เหลือเพียงสินค้าพื้นเมืองเท่านั้น จนกลายเป็นไนท์บาซาร์ของนักท่องเที่ยว
ด้วยความแปลกและต่าง จึงได้รับความนิยมอย่างมาก จนเป็นต้นแบบของไนท์บาซาร์ หรือตลาดกลางคืน ของทุกเมืองในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน
ความแปลกแตกต่างที่เกิดขึ้นในอดีต กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาในปีปัจจุบัน ยิ่งผู้ประกอบการได้แต่ถวิลหาอดีตที่เคยคึกคัก เคยทำกำไร จึงได้แต่รอคอยการกลับมาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนบอกกล่าวให้เข้าใจ ใครจะเป็นคนชี้นำทางเลือกใหม่ ใครจะเป็นคนออกแบบสินค้าและบริการแนวใหม่ร่วมสมัย
ที่สำคัญใครคนนั้นไม่ใช่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ นักการเมือง หรือเอ็นจีโอ
แต่จะเป็นผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะลำบากตอนนี้นั่นเอง ดังคำที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ในเชียงใหม่เอง ทุกวันนี้มีกิจการ สินค้า และบริการใหม่ๆ ที่เป็นที่รู้จักมากมาย อาทิ ถนนคนเดินวันเสาร์และอาทิตย์ เทศกาลงานศิลป์แนพ ศูนย์การค้าร้านข้างวัด ร้านอาหาร อย่างข้าวซอยคาโซอิ ต๋องเต็มโต๊ะ หรือสลัดโอ้กะจู๋ ร้านนวดเลตรีแรกซ์ ฯลฯ ล้วนเป็นตัวอย่างให้ถอดบทเรียน
รวมทั้งต้องยอมรับว่า แม้แต่กิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์ของเชียงใหม่ ก็ยังแปรเปลี่ยนไป จากอดีตสมัยที่ยังเดินเท้าสาดน้ำ ก็จะคึกคักบริเวณริมแม่น้ำปิง ตรงสะพานนวรัฐ
ต่อมาเมื่อผู้คนพากันนั่งรถบรรทุกน้ำสาดกัน จะย้ายไปสนุกสนานบนถนนริมคูเมืองรอบเมืองเก่า
จนมาเป็นรวมตัวสาดน้ำฟังเพลงกันกลางดึก บริเวณสี่แยกศูนย์การค้าเมญาและวันนิมมาน ในปีที่เพิ่งผ่านมา ที่ใช้วิธีปิดการจราจรตรงทางแยก เปิดพื้นที่ให้คนบนถนนสนุกเต็มที่
