ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ศีลธรรมของพระ
กับแหวนของไจจีส
เรื่องราวที่ร้อนแรงที่สุดในสังคมไทยตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องสีกากับผ้าเหลืองอย่างแน่นอน สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็น “นารีพิฆาต” หรือ “พิฆาตนารี” ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อพระสงฆ์ หรือแม้แต่ต่อพุทธศาสนาเองก็ตาม
สำหรับเรื่องนี้สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม คงไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะไปจบลงที่ตรงไหน หรือจำนวนพระชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องสึกไม่ว่าจะสึกเองหรือถูกจับสึกจะหยุดอยู่ตัวเลขที่เท่าไร
แต่มันน่าประหลาดใจเหลือเกินที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับพระผู้ใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนเรียนรู้อะไรมามากมายทั้ง “ธรรม” และ “วินัย”
ผู้เขียนจึงสงสัยไปถึงขั้นหลักศีลธรรมของพระที่ทั้งพระและศาสนิกชนให้ความสำคัญนั้นดูจะมีปัญหาในตัวมันเองหรือไม่
ศีลจำนวน 227 ข้อของพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนานั้นดูจะเป็นการเน้นหรือให้ความสำคัญกับพฤติกรรมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ห้ามพระทำหรือรวมทั้งข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทและความเหมาะสมต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จริยธรรม (ethic) หรือศีลธรรม (morality) นั้นมุ่งกำกับความประพฤติของคนจากภายนอก
ยิ่งผสมโรงกับศีลธรรมแบบไทยๆ ที่เรามักจะนิยมชมชอบพระที่ห่มจีวรสวย มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม แม้กระทั่งการฉันสำรวมของพระยังเป็นสิ่งที่นำมาอวดอ้างกันได้ว่าเหนือกว่าคนทั่วไป
หากเรายั้งคิดสักนิด การฉันสำรวมไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย เราลองนึกเทียบกับคนที่ไม่มีอะไรจะกิน การฉันสำรวมน่าจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าที่ผู้เขียนยกมาไม่กี่ตัวอย่าง แต่ท่านผู้อ่านคงนึกถึงได้หลายกรณีอย่างแน่นอน
ตัวอย่างไม่กี่กรณีที่ยกมานี้เพื่อจะบอกว่าสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องศีลธรรมนั้นเป็นแต่เรื่องภายนอก
รวมทั้งตัวพระเองก็ถือว่าถ้าทำตามข้ออ้างนี้ได้ ก็เท่ากับเป็นการกระทำที่ดีแล้ว
หากไม่ได้ทำตามแล้วไม่มีคนรู้ ก็เท่ากับไม่เป็นไร
ศีลธรรมเหล่านี้จึงห่างไกลจากการควบคุมตัวเองหรือเป็นคุณธรรมที่อยู่ข้างในตัวเรา หรือที่เราเรียกกันว่ามโนธรรม ที่มีเพียงแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่รู้หรือสำนึกผิด หรือละอายใจที่ได้กระทำในสิ่งที่ผิดลงไป
อันที่จริงหลักธรรมคำสอนของพุทธเรื่อง “หิริ โอตตัปปะ” ที่หมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาป” ก็น่าจะใกล้เคียงกับมโนธรรมหรือมโนสำนึกที่กล่าวข้างต้น
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สังคมไทย รวมทั้งพระสงฆ์ในสังคมไทยนั้นมักจะให้ความสำคัญกับ “วินัย” มากกว่า “ธรรม”

ในทางปรัชญา มีเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “แหวนของไจจีส” (The Ring of Gyges) ซึ่งเป็นการทดลองทางความคิด (thought experiment) ของเพลโต (Plato) ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง “อุตมรัฐ” (The Republic) ของเขา โดยมีเนื้อหาเป็นบทสนทนาระหว่างโสเครติส (Socrates) กับเกลาคอน (Glaucon)
เกลาคอนเล่าเรื่องถึง ไจจีส (Gyges) คนเลี้ยงแกะผู้รับใช้กษัตริย์แห่งเมืองลิเดีย (Lydia) วันหนึ่งเกิดพายุอย่างรุนแรงพร้อมทั้งแผ่นดินไหว ทำให้พื้นดินแตกแยกออกจากกันอยู่ใกล้กับบริเวณที่ไจจีสกำลังเลี้ยงแกะ
เขาเดินลงไปสำรวจตามรอยแยกดังกล่าวแล้วพบว่า มีรูปปั้นม้าสำริดขนาดใหญ่ข้างในกลวงมีช่องว่างข้างใน
เมื่อเขาก้มลงไปดูจึงพบกับศพที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ราวกับยักษ์และบนนิ้วของศพก็มีแหวนทองคำอยู่ เขาจึงถอดแหวนวงนั้นกลับมาด้วย
ต่อมาขณะที่เขานั่งอยู่กับคนอื่น เขาบังเอิญหมุนแหวนบนนิ้วหันด้านบนเข้าไปข้างในฝ่ามือของเขา ทันใดนั้นเขาล่องหนในทันที คนอื่นเริ่มพูดถึงเขาราวกับว่าไม่มีเขานั่งอยู่ตรงนั้น
ด้วยความแปลกใจ เขาจึงหมุนแหวนกลับ ปรากฏว่าคนอื่นก็รับรู้การมีอยู่ของเขาทันที
เขาทดลองอยู่หลายครั้งจึงรู้ว่าตัวเองหายตัวได้
หลังจากนั้นไจจีสก็ใช้แหวนของเขาเพื่อล่องหนเข้าไปในวัง ใช้เล่ห์กลหลอกลวงพระราชินีและร่วมกันลงมือลอบปลงพระชนม์กษัตริย์แล้วยึดอำนาจขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทน
จากที่เล่ามา เกลาคอนจึงสรุปว่า หากไม่มีใครเห็นเราหรือสามารถลงโทษเราได้ คนยุติธรรมหรือคนดีมีศีลธรรม กับคนชั่วร้ายหรือคนที่ไร้ซึ่งศีลธรรมนั้นไม่ต่างกัน คือเขาทั้งสองคนก็จะทำในแบบเดียวกัน
เรื่องราวที่เกลาคอนเล่ามานี้จึงต้องการเสนอว่า มนุษย์เราที่ทำความดีอยู่นี้ ก็เพราะกลัวผลที่ตามมาต่างหาก ไม่ใช่ทำดีเพราะเห็นว่าการกระทำความดีนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง
หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่กลัวถูกลงโทษ ก็ทำความดีเพราะอยากได้ผลดีจากการที่ดูว่าเป็นคนดีที่ทำเช่นนั้น
มนุษย์เราแม้แต่ผู้ที่ดูเหมือนเป็นคนดีที่สุด ก็จะทำในสิ่งที่ไร้ศีลธรรม หากไม่มีผลกระทบทางสังคมหรือไม่ต้องได้รับโทษ
เหตุที่เพลโตเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อตั้งคำถามว่ามนุษย์เรานั้นทำความดีเพียงเพราะว่าเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
หรือจริงๆ แล้วมนุษย์จำเป็นต้องทำความดีก็เพราะว่าเรานั้นกลัวผลที่ตามมาจากการกระทำไม่ดีนั้นต่างหาก
กล่าวคือ ถ้าเราทำสิ่งไม่ดีแล้วไม่ถูกลงโทษ มนุษย์เราก็คงไม่แยแสต่อการทำความดีหรือมีศีลธรรมแต่อย่างใด
เพลโตได้ตีแผ่ธรรมชาติของมนุษย์ถึงความกลัวการถูกลงโทษกับความปรารถนาส่วนตัวนั้นเป็นรากฐานของการกระทำทางศีลธรรม เพราะถ้ามนุษย์ทำความชั่วได้โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีผลเสียกับตัวเองแต่อย่างใด มนุษย์จะยังเลือกทำความชั่วเช่นนั้นอยู่อย่างแน่นอน
เราลองคิดดูสิ ถ้าเรื่อง “สีกา” ไม่แดงขึ้นมาแบบในปัจจุบัน เราก็ยังคงกราบไหว้พระผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าจะมีพระรูปไหนที่ออกมาสึกด้วยตนเองด้วยความสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ คงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น
กลุ่มคนที่สังคมยกให้ว่าเป็นแบบอย่างทางด้านคุณธรรมและมโนธรรม ยิ่งควรจะเคร่งครัดกับตัวเองให้มากและควรมีความละอายใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่ผ่านมา เหมือนว่าพระสงฆ์กลุ่มเหล่านี้มีแหวนทองคำของไจจีส ที่พร้อมจะพลิกหมุนแหวนเพื่อที่จะล่องหนประพฤติปฏิบัติอย่างที่ฆราวาสทำเป็นประจำ
แล้วก็ไม่ได้สำนึกผิดหรือสารภาพผิด เพราะคิดว่าไม่มีใครล่วงรู้นั่นเอง
มาถึงปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครไม่ทราบว่า ข้อห้ามต่างๆ เรื่องเพศ ของพุทธศาสนานั้นมันขัดแย้งกับแรงขับทางธรรมชาติ แต่เมื่อท่านเลือกแล้ว จะดำรงตนเป็นบุคคลต้นแบบในอุดมคติของพุทธศาสนา ท่านก็ต้องสละหรือควบคุมกำกับแรงขับทางธรรมชาติเหล่านั้นให้ได้ หากไม่ได้ท่านก็ต้องยอมรับผิดและลาสิกขาออกมาเป็นปุถุชน ไม่ใช่คิดว่าตนสวมแหวนของไจจีสอยู่ตลอดเวลา
เมื่อพระละเมิดศีลธรรม หรือทำในสิ่งที่สังคมมองว่าผิดศีลธรรม โดยเฉพาะเรื่องเพศ ผู้คนจำนวนมากรู้สึกโกรธและผิดหวัง ไม่ใช่เพราะตัวพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของพระที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่สังคมหวังเท่านั้น
แต่เป็นเพราะว่าพระผู้ใหญ่เหล่านี้ทำให้ศีลธรรมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือนั้นดูเป็นเรื่องหลอกลวงไม่มีอะไรน่าไว้วางใจได้อีกต่อไป
ฉะนั้น อาจจะถึงเวลาที่เราต้องหันมาพิจารณา ทบทวน หลักการทางศีลธรรมของพระเองนั้น ลำพังระเบียบวินัย ไม่ว่าเราจะบัญญัติเพิ่มเป็นพันข้อก็หาได้มีประโยชน์แต่อย่างใด
ศีลธรรมข้างในหรือมโนธรรมของเราต่างหากที่สำคัญ มีความละอายและเกรงกลัวที่จะทำในสิ่งที่ผิดบาป
เพราะสุดท้ายคำถามสำคัญของเพลโตยังดังก้องอยู่เสมอที่ว่า หากเราทำผิด แล้วไม่มีคนเห็นหรือไม่ถูกลงโทษ เรายังจะเลือกทำผิดแบบเดิมอยู่หรือไม่
ผมคิดว่าผู้อ่านคงต้องมีคำตอบให้ตัวท่านเองอยู่แล้ว
