หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
..สิ่งที่มากับงานเพื่อให้ได้พบเจอ และถ่ายภาพสัตว์ป่าของผม นอกจากต้องเรียนรู้การไปอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลาแล้ว ที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องคิดให้เหมือนสัตว์ป่า พวกมันปรับตัวและเดินทางไปตามแหล่งอาหาร ตามฤดูกาล ความรู้ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ช่วยให้สัตว์ป่ารู้ดีว่า ช่วงเวลาใดควรต้องไปที่ไหน เมื่อคิดแบบเดียวกับที่สัตว์ป่าจะทำ โอกาสที่จะได้พบก็มีมากขึ้น
นอกจากนั้น การเฝ้ารอตามแหล่งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นต้นผลไม้ หรือโป่งซึ่งเป็นแหล่งอาหารเสริม ก็เป็นวิธีหนึ่ง
บางครั้งผมใช้การตามรอย เพื่อให้รู้ว่าสัตว์ป่ามุ่งหน้าไปทางไหน โอกาสที่จะพบตัวด้วยวิธีตามรอยไม่ง่าย เพราะสัตว์ป่าจะสัมผัสกลิ่นกายคนได้ก่อนเสมอ
สำหรับผม ไม่มีวิธีไหนง่ายหรอก
แต่ที่ยาก และจำเป็นต้องใช้ความพยายามสูงสุด คือการเฝ้าซาก
“ซาก” หมายถึงร่างของสัตว์กินพืชซึ่งถูกล่าโดยสัตว์ผู้ล่า การทำงานของสัตว์ผู้ล่า ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการออกแบบร่างกายรวมทั้งมีทักษะสูงในการทำงานแต่ การล่าให้ประสบผลสำเร็จนั้นไม่ง่ายดาย และสัตว์ผู้ล่าจะมีชีวิตอยู่ได้นั้นปัจจัยสำคัญคือการล่า ต้องประสบผลสำเร็จ
เมื่องานขั้นต้นสำเร็จ สัตว์ผู้ล่าจะใช้เวลากิน และอยู่ใกล้ๆ ซากระยะเวลาหนึ่ง
หลายครั้งที่ล่าเหยื่อได้แล้วถูกรบกวน ไม่ว่าจะโดยอะไรก็ตาม หากเกิดความระแวง สัตว์ผู้ล่าอาจทิ้งเหยื่อไป และเริ่มต้นล่าครั้งใหม่
ความพยายามขั้นสูงสุดในการเฝ้าซากจำเป็น
วันหนึ่ง ขณะเดินสำรวจร่องรอยตามด่านข้างลำห้วย ผมพบซากควายป่า นอนอยู่กลางลำห้วย ระดับน้ำลึกเพียงท่วมข้อเท้า ซากนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก
ฝั่งห้วยด้านตะวันออกเป็นหน้าผาชัน ริมฝั่งด้านตรงข้ามมีร่องรอยต่อสู้ รอยตีนเสือโคร่ง รอยเลือด และรอยลากจากหาดทรายไปกลางลำห้วย
ซากยังใหม่ เนื้อช่วงก้นถูกกัดกินไปไม่มาก
ควายป่าน้ำหนักร่วมหนึ่งตัน นี่เป็นงานที่ยากไม่น้อยของเสือ
ผมหาทำเลตั้งซุ้มบังไพร ด้านตะวันออกไม่ได้เพราะเป็นผาชัน ส่วนด้านตะวันตกมีด่านสัตว์ เสือเจ้าของซากคงใช้ด่านนี้ ถัดจากด่านไปราวๆ 30 เมตรมีต้นมะเดื่อโคนต้นเป็นหญ้ารกๆ ค่อนข้างไกลจากตำแหน่งซาก แต่ มองเห็นชัด อีกทั้งอยู่บนตลิ่งสูงจากลำห้วยกว่าสองเมตร เป็นทำเลตั้งซุ้มบังไพรที่เหมาะสมพอสมควร
และถ้ากระแสลมไม่เปลี่ยนทิศทาง ผมจะเป็นฝ่ายอยู่ใต้ลม
ผมวางซุ้มบังไพรและเดินไปเอากิ่งต้นพงมาสุมๆ เอาขี้ควายป่าที่มีหลายกองแถวนั้นมาโรยๆ รอบๆ ทำให้แนบเนียนที่สุด เป็นเพราะผมไม่ได้กำลังเฝ้าโป่ง ซึ่งจะพบตัวอะไรไม่รู้
แต่ผมกำลังจะเฝ้ารอเสือโคร่ง ผู้เป็นเจ้าของซาก
เสือ ที่ผมรู้ดีว่า ผมอ่อนด้อยกว่าในทุกๆ ทาง

ทําซุ้มบังไพรเสร็จ ผมเดินลุยน้ำเลาะ ไปตามใต้หน้าผา ก่อนตัดขึ้นป่าเพื่อกลับแคมป์ หวังว่าการเดินลุยตามน้ำจะช่วยไม่ให้กลิ่นผมติดอยู่ตามทาง
สมหมาย คนงานจากหน่วยพิทักษ์ป่า เป็นเพื่อนร่วมทาง แคมป์อยู่ห่างลำห้วยกว่า 200 เมตร เราไม่ก่อไฟ ใช้เตาแก๊สตัวเล็กหุงข้าวทำอาหาร สมหมายเข้าใจดีว่า เราต้องระวังมากเพียงใด
งานของเราจะสำเร็จหรือไม่นั้นเรื่องหนึ่ง แต่หากเรารบกวนกระทั่งเสือระแวง ทิ้งซากไป
คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแน่ๆ
ผมขึ้นเปลตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปให้ถึงซุ้มบังไพรก่อนสว่าง
ในแคมป์ ไม่มีกองไฟ ไม่มีเสียง สักสองทุ่ม ผมได้ยินเสียงทักทาย เสือส่งเสียงคำรามท่วงทำนองสั้นๆ กระชั้นๆ ไม่ใช่สำเนียงการคุกคาม
แต่มันคือประกาศความเป็นเจ้าของ และรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในบริเวณนั้น
คืนนั้น ผมหลับไม่สนิทนัก ตื่นเต้น อยากให้เช้าเร็วๆ
หลับตาเห็นแต่ภาพเสือโคร่ง เดินเข้ามากินซากที่อยู่กลางลำห้วยโล่งๆ ราวตีสาม มีเสียงเสือคำรามอีกครั้ง
ผมลุกจากเปลตั้งแต่ตีสี่
เดินถึงซุ้มบังไพรก่อนฟ้าสว่าง มองเห็นซากควายป่านอนอยู่ในความสลัว
แสงอ่อนละมุนของดวงอาทิตย์โผล่พ้นสันเขา ซากมองเห็นชัดขึ้น มีรอยถูกกินเพิ่มขึ้น ช่วงท้องถูกแหวะออก
ตลอดสัปดาห์ ผมทำเช่นนี้ อยู่ในซุ้มบังไพ วันละกว่าสิบชั่วโมง กลางคืนฟังเสียงเสือคำราม เสือรู้ว่า ผมเฝ้ารอ มันไม่ทิ้งซาก แต่เข้ามากินตอนกลางคืน
กลางคืน เสือส่งเสียงบอกให้รู้ว่า มันไม่ได้ไปไหน
ซากเริ่มหมด เหลือเพียงกระดูก ซี่โครง และท่อนขาชิ้นโตๆ กลางวันเหี้ยเข้ามา
บริเวณนั้น นอกจากนกกระแตหาด นกจาบคาหัวสีส้ม และนกขุนแผน 2-3 ตัว ก็คล้ายจะไม่มีอะไรอีก ฝูงปลากระสูบว่ายทวนน้ำมาเป็นกลุ่มๆ
เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ซากหมด ผมรู้และยอมรับว่า สิ่งที่ได้จากการทำงานครั้งนี้ ไม่ใช่ภาพเสือกินซาก แต่เป็นบทเรียนที่มีค่า
เวลาเรียนขณะอยู่ในซุ้มบังไพร มี “ครู” คือสัตว์ป่าต่างๆ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาสอน
ครั้งนี้กับงาน “เฝ้าซาก” ครั้งแรกของผม คล้ายกับผมได้เรียนกับครูใหญ่ ครูในป่าไม่ได้สอนด้วยคำพูด จะสอนด้วยการกระทำ
ในการลงมือล่าสิบครั้ง เสือจะประสบผลสำเร็จเพียงหนึ่งครั้ง
บทเรียนที่ครูใหญ่สอนโดยกระทำให้ดูครั้งนี้คือ หากตั้งใจจะเดินไปบนเส้นทางนี้ ผมต้องเรียนรู้ถึงความอดทน รู้จักการรอคอย มุ่งมั่น ล้มเหลว เริ่มต้นใหม่
ครั้งที่พลาด ล้มเหลว นั่นแหละคือบทเรียนที่ดี
