ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
อยากชนะเอไอ
ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์
ในงานประชุมล่าสุดที่มีโอกาสได้เข้าร่วม “งาน SYNTOPIA” ที่จัดโดยคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคน อุเอโนะ (Ken Ueno) ศาสตราจารย์ทางด้านดนตรีและนักแต่งท่วงทำนองชื่อดังจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California Berkeley) ก้าวออกมาอย่างมั่นใจในห้องที่มืดมิด มีเพียงหลอดไฟสลัวไม่กี่หลอดที่ส่อง พอให้เห็นเงาตัวคนวับๆ แวมๆ
เคนอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำตัดกับลำโพงตัวเขื่องที่ติดอยู่กับรากไม้สีขาวที่วางอยู่กลางห้อง มือข้างหนึ่งถือแขนงไม้กิ่งใหญ่ อีกมือหนึ่งถือโทรโข่ง
เขาทำเสียงซู่ซ่าฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมเต้นไปมาเป็นจังหวะ ท่วงท่าพลิ้วไหว พร้อมหวดไม้ลงพื้นดังเปรี้ยงปร้างราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่าง
เสียงไม้กระทบพื้นสะท้อนออกลำโพงดังเปรี๊ยะๆ ภายใต้แสงไฟสลัว กับเงาตะคุ่มๆ ทำให้บรรยากาศดูเข้มขรึมและสะกดสายตาของผู้ชมเอาไว้ได้อย่างน่าพิศวง
ปลายไม้หักแตกเป็นเสี่ยงๆ กระเด็นมาตกที่ตรงหน้าของผม นี่คือการแสดงที่แปลกประหลาด แต่น่าสนใจไม่น้อย
ผมคิด ในใจก็พยายามตีความหมายท่วงท่า แสง สี เสียงจากการแสดงของเขา
ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นศาสตราจารย์รุ่นใหญ่จากเบิร์กลีย์ออกมากระโดดโลดเต้นเริงระบำในงานประชุมวิชาการ
แต่ผมจะไปเข้าใจอะไร … นี่ไม่ใช่การบรรยาย แต่เป็นการแสดง ระบำ “She Sings the Body Electric for Robot and Ken Ueno” ที่เขาได้ร่วมรังสรรค์ขึ้นมากับศิลปิน อานนท์ นงเยาว์ สื่อนัยได้ลึกเกินกว่าที่ผมจะกล้าบอกว่าผมเข้าใจ
ถ้าให้เดา เสียงซู่ซ่าน่าจะสื่อถึง Body Electric ส่วนลำโพงกับแท่งไม้น่าจะเป็นโรบอต
ถ้าถามว่าอินไหม? บอกตามตรงว่า “ตอบยาก แต่ต้องยอมรับว่าแปลกใหม่ และน่าสนใจ”
ส่วนตัวคิดว่านัยที่แฝงอยู่ในการแสดงของเคนสามารถตีความได้หลากหลาย ชัดเจนว่าเขาได้พยายามที่จะหลอมรวมแนวคิดทั้งในเชิงปรัชญา วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต และเทคโนโลยีเข้ามาไว้ด้วยกัน
หลังการแสดงจบลง เสียงปรบมือดังสนั่น เคนเริ่มบรรยายถึงมะเขือเทศ และประวัติศาสตร์ของมัน…พร้อมโชว์ภาพที่เจเนเรตขึ้นมาจากเอไอขึ้นบนจอ
แนวคิดของเขาลึกซึ้ง และส่งสารที่ชวนให้ขบคิดในหลายมิติในภาษาทางศิลปะ

น่าสนใจ ในงานประชุมวิชาการด้านวิจิตรศิลป์ มีเรื่องราวของโรบอต เอไอ มะเร็ง เอนไซม์ เชื้อ การดื้อยา วิวัฒนาการ ฟิสิกส์ของการออกแบบท่าเต้น พืชแปลงพันธุ์ และกล้องจุลทรรศน์ดีไอวาย งานนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องของการบูรณาการเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน
ที่จริงในแวดวงการศึกษาในต่างประเทศ เขามีการพูดคุยในเรื่องนี้กันมานานมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990
กลุ่มนักการศึกษาหัวก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกาเริ่มเล็งเห็นว่าเนื้อหาและกิจกรรมที่พวกเขาใช้ต่อเนื่องกันมาเพื่อสอนและบ่มเพาะเด็กๆ และเยาวชนนั้นอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ของพวกเขามีความสามารถในการแข่งขันในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ภาคนโยบายต้องเริ่มหาวิธีที่จะพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรในโรงเรียนให้หมุนไวเท่าทันโลกที่หมุนไปไวราวติดจรวด
และเพื่อแก้ปัญหา ทีมนักวิจัยทางด้านการศึกษา นักวางแผนนโยบายและมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Science Foundation หรือ NSF) ได้พัฒนาแนวคิด “STEM Education” หรือ “สะเต็มศึกษา” รวมถึงวิธีการในการบูรณาการองค์ความรู้และการสอดแทรกกระบวนการทางสะเต็มศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematic) เข้าไปในเนื้อหาวิชาและกิจกรรมในห้องเรียน
แต่พอแนวคิดสะเต็มศึกษาได้ถูกเอาไปประยุกต์ใช้จริง พวกเขาก็พบว่าในแผนบูรณาการที่พวกเขาสร้างขึ้นมาอย่างแยบยลนี้กลับขาดบางอย่างไป
และนั่นก็คือจินตนาการ และทักษะชีวิต หรือที่หลายๆ คนอาจจะเรียกว่า Soft Skill อย่างเช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) การปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิด (Cognitive Flexibility) และความคิดในเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
เพราะ Soft Skill หรือทักษะชีวิตพวกนี้จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าในยุคแห่งการแข่งขันด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สะเต็ม (วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี) เป็นแค่เครื่องมือ แต่ถ้าจะสร้างนวัตกรรมต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าจะให้นวัตกรรมได้ถูกนำมาใช้จริง ก็ต้องข้ามศาสตร์ให้ได้ สื่อสารให้เป็นและเข้าใจความต้องการมนุษย์ด้วย และถ้าไอเดียที่ออกแบบมาไม่เวิร์ก ก็ต้องหัดที่จะลดอัตตาลง ยอมถอยและปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ซึ่งในมุมนี้ สะเต็มศึกษาอย่างเดียวอาจจะแข็งกระด้างเกินไป
นั่นหมายความว่าหลักสูตรที่เคยแต่โฟกัสกับความแข็งกระด้างในการศึกษา น่าจะต้องเพิ่มด้านที่ละมุนของทักษะชีวิตเข้ามาด้วย จึงมีอีกเทรนด์หนึ่งเกิดขึ้นมา ซึ่งก็คือ สตีมศึกษา (STEAM Education)
และตัว A ที่เติมเข้ามาคือ Arts หรือศิลปะ ซึ่งรวมทุกแขนงตั้งแต่ภาพ สี กวี ดนตรี รสชาติ และกลิ่น
ซึ่งน่าสนใจ ยิ่งในยุคที่เอไอกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิต

ผมเพิ่งอ่านเปเปอร์ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) “Why evaluating the impact of AI needs to start now” … ที่คณะทำงานด้านการประเมินผลของสำนักงานคณะรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและกระทรวงการคลัง (the UK Cabinet Office and HM Treasury’s Evaluation Task Force) เขียนออกมาเพื่อให้คิดและเริ่มตั้งคำถาม
ซึ่งเป็นคำถามที่ตรงเป้า เพราะในตอนนี้หลายคนก็ใช้เอไอกันอย่างสนุกสนาน (รวมทั้งผมด้วย) แต่ประเด็นน่าคิดคือ “แล้วอิทธิพลของเอไอนั้น จะเปลี่ยนสังคมเราไปมากน้อยแค่ไหน?”
เอไอมีบทบาทอะไรบ้างกับสังคมและชีวิตของพวกเรา?
หลายคนบอกว่า เอไอคืออนาคต แต่เราได้ประเมินบทบาทของมันบ้างหรือยังว่าผลที่ได้นั้นคุ้มเสียไหมในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อมันผิดและเราเชื่อ?
ที่สำคัญ เอไอมันหลอนแค่ไหนและความหลอนของมันจะสร้างปัญหาอะไรได้บ้าง?
และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราพึ่งพาเอไอมากจนเกินไป
นี่เป็นประเด็นใหญ่ในวงการการศึกษา เพราะยังไงเอไอก็ต้องมา ไม่มีทางที่เราจะปิดกั้น ถ้าปิดก็คงเหมือนไม่ให้เด็กใช้เครื่องคิดเลข หรือมือถือ แต่จะปล่อยให้ใช้ได้เลยแบบไม่มีกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ก็คงเละเทะ สุดท้าย อาจจะได้มาแต่คำตอบที่ก๊อบปี้มาจากเอไอ
แต่เราต้องสอนให้เด็กรู้พอที่จะสงสัย ตั้งคำถาม เข้าใจว่าเอไอไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ให้พวกเขาตระหนักถึงความหลอนของเอไอและใช้มันอย่างมีสติ
เพราะท้ายที่สุด เอไอก็เป็นแค่เครื่องมือ

แต่คุณเคยได้ยินคำว่า “การผลักภาระทางความคิด” หรือ “Cognitive Offloading” ไหมครับ
นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ถ้านึกไม่ออกลองจินตนาการดูว่าในเวลานี้ คุณสามารถจำเบอร์เพื่อน หรือคนในครอบครัวได้สักกี่เบอร์
ในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่มี คนส่วนใหญ่จำเบอร์ของคนสำคัญได้หมด เพราะทุกอย่างต้องจดเข้าไว้ในสมุด และทุกครั้งที่กดโทร.ก็เป็นการย้ำเตือนความทรงจำ
แต่เมื่อคุณสามารถเมมเบอร์เข้ามือถือได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องจำเบอร์อีกต่อไป แม้เป็นเบอร์ของคนสำคัญก็ตาม เพราะภาระในการจำ ตอนนี้เป็นหน้าที่ของโทรศัพท์มือถือ
เช่นเดียวกับแผนที่ ตอนนี้คุณจำเส้นทางบนแผนที่กลับบ้านคุณได้ไหม? หรือเปิดมือถือกดถามกูเกิลแมพแค่อย่างเดียว และถ้าอินเตอร์เน็ตล่ม ก็ขับชมวิวเล่นไปเรื่อยๆ เพราะหาทางกลับไม่ถูก
ถามว่าแล้วเด็กควรต้องเรียนรู้เนื้อหามากแค่ไหน และต้องจดจำมากเพียงไหนจึงจะเพียงพอ ประเด็นนี้น่าคิด ส่วนตัว ผมคิดว่าเด็กต้องรู้มากพอที่จะเข้าใจและประเมินคำตอบของเอไอ และสามารถตรวจสอบและสั่งให้มันแก้ไขได้ ถ้าคำตอบที่ได้นั้นผิด
เอไอควรเป็นเหมือนผู้ช่วย และเด็กต้องเรียนรู้ที่จะเป็น “บอส” และบอสต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และสามารถสั่งให้ได้ผลสัมฤทธิ์สมประสงค์ และแน่นอนว่าต้องพร้อมจะรับผิดชอบกับผลงานนั้นด้วย
เพราะในโลกที่เอไอกับหุ่นยนต์สามารถทดแทน “ทักษะทางเทคนิค” ได้มากขึ้นเรื่อยๆ Soft Skills จึงกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ “ได้เปรียบ” ที่สุด เพราะมักจะเป็นตัวแยกคนที่ “ทำงานได้” กับ “สร้างการเปลี่ยนแปลงได้” ออกจากกัน
เพราะเอไอ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ยังไม่มีทักษะชีวิต หรือ Soft Skills เหมือนมนุษย์
ล่าสุด เอไอในหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) สามารถผ่าตัดต่อลำไส้ ผ่าถุงน้ำดีได้เองใน (ซาก) สัตว์ทดลองได้แล้ว
และในกรณีของถุงน้ำดี ผ่าเอง แก้ปัญหาเอง มีบางทีแอบโดนแกล้งโดนมนุษย์ เช่น เอาสารสีแดงคล้ายเลือดไปฉีดให้เหมือนเลือดสาดตอนผ่า หรือแกล้งวางเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ไว้ผิดที่ ก็ยังแก้ปัญหาได้อย่างไม่มีปัญหา
ผ่า 8 เคส สำเร็จลุล่วงทุกเคส …
“ความก้าวหน้านี้ ทำให้เราก้าวข้ามไปอีกขั้น จากหุ่นยนต์ที่ทำได้แค่หัตถการเฉพาะตามสั่ง ไปเป็นหุ่นยนต์ที่เข้าใจกระบวนการทางศัลยกรรมอย่างจริงจัง” แอกเซล ครีเกอร์ (Axel Kriegger) หัวหน้าทีมวิศวกรจากจอห์นส์ ฮอปกินส์กล่าว
นี่คือความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้น และน่าตกใจไม่แพ้กัน เพราะถ้าทำได้จริงในคนเมื่อไร ก็น่าจะลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างน่าสนใจ แต่ในกรณีที่ซับซ้อน ยังไงแพทย์ที่เปี่ยมประสบการณ์ก็ยังจำเป็น
แม้หุ่นยนต์จะอาจผ่าตัดได้แม่นยำกว่า แต่การจะออกแบบประสบการณ์ให้คนไข้สบายใจและไม่รู้สึกเหมือนนอนอยู่ใต้คมมีดของเครื่องจักรได้อย่างไรนั้น คำตอบคงจะอยู่ในพื้นที่ของศิลปะและหัวใจของความเป็นมนุษย์
แน่นอนว่าเอไอน่าจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนชีวิตมนุษย์ ทำให้งานบางอย่างง่ายและเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่จะทำได้ทุกอย่าง เอไอเรียนรู้ตลอดที่จะพัฒนา แต่มนุษย์ต้องเก่งกว่า ชัดเจนทั้งในเรื่องไอเดีย องค์ความรู้ บูรณาการให้เป็น และที่สำคัญ ต้องเป็น “บอส” ตัวจริงให้ได้!!!
เพราะถ้าคุณอยากชนะเอไอ จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์
