ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ระเบียบวินัยแบบทหาร
ก่อนหน้าที่ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชากลบคลุมข่าวพระชั้นผู้ใหญ่กับสีกานั้น ยังมีข่าวที่สังคมให้ความสนใจอยู่บ้างก็คือ ข่าวการสิ้นสุดคดีการเสียชีวิตของ “น้องเมย” หรือนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตในรั้วโรงเรียนเตรียมทหารหลังถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ภายในโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว
โดยศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี มีคำพิพากษาชั้นฎีกาให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้ง 2 นายมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และลงโทษการฝ่าฝืนคำสั่งของโรงเรียน ลงโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
การธำรงวินัยของทหาร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า การซ่อม หรือลงโทษ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ไม่อยู่ในระเบียบหรือกระทำผิดข้อบังคับที่กำหนดในที่นี้ก็คือวินัยของทหาร
วินัยของทหารคืออะไรบ้าง ก็ดูได้จากพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 โดยถือว่า วินัยเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร
เพราะฉะนั้น ทหารทุกคนจักต้องรักษาระเบียบวินัยนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด
ระเบียบวินัยที่กล่าวมาก็อย่างเช่น ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร ก่อให้แตกความสามัคคีในคณะทหาร ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างเล็กน้อยของระเบียบวินัยแบบทหารนี้ ล้วนเป็นระเบียบวินัยที่มาจากคำสั่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่เปิดพื้นที่เหลือไว้สำหรับสิ่งใดเลยไม่ว่าจะเป็น ชีวิต เสรีภาพ หรือแม้กระทั่งเหตุผล
ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดคดี เพราะหากลงรายละเอียดเหตุการณ์ต่างๆ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงอาการของน้องเมยที่ถูกทำร้ายจากรุ่นพี่อย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะกระทำกับอีกคนหนึ่งได้
และประโยคของแม่น้องเมยที่ร้องบอกกองทัพว่า “ลูกของตนไม่มีโอกาสมีชีวิตเลยด้วยซ้ำ” มันสะเทือนใจเหลือเกินสำหรับผู้ที่พบเห็นได้ยินเรื่องราวเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม หากจะมีสิ่งที่ผู้เขียนอยากพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างก็คือเรื่อง ระเบียบวินัยของทหาร ว่าวิธีคิดเรื่องระเบียบวินัยแบบทหารนั้นวางอยู่บนฐานคิดอย่างไร
ทำไมเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลักษณะนี้ที่รุ่นพี่ซ้อมรุ่นน้องเจียนตายมาตลอด และกรณีแบบนี้ต้องมีมาอีกแน่นอนในอนาคตไม่ว่าใกล้หรือไกล
นอกจากนี้ ในจินตนาการของสังคมไทย เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ระเบียบวินัย” ดูเหมือนจะไปไม่พ้นจากระเบียบวินัยแบบทหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งกายเครื่องแบบของนักเรียน ทรงผม ในทุกระดับการศึกษา หรือการรับน้องในมหาวิทยาลัย ก็ล้วนจำลองระเบียบวินัยจากโลกทัศน์แบบทหาร
นั่นก็คือ เป็นคำสั่งจากอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นข้อกำหนดที่มีลำดับชั้น ไม่สามารถโต้แย้งถกเถียงได้
ไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแต่เพียงอย่างเดียว
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault : 1926-1984) นักคิดชาวฝรั่งเศสได้บรรยายถึงทหารไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ “ร่างกายใต้บงการ” สำนวนแปลของทองกร โภคธรรม ว่า
“… ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทหารนั้นคือผู้ที่เมื่อเห็นแต่ไกลก็ต้องรู้ได้ว่าเป็นทหาร เนื่องจากมีเครื่องหมายบ่งชี้ติดตัว อันได้แก่ ความแข็งขัน และหาญกล้าซึ่งเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ติดตัวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ รวมถึงเครื่องหมายแสดงความภาคภูมิ ร่างกายของทหารนั้นเปรียบดังตราสัญลักษณ์แสดงพละกำลังและความองอาจ…”
“แต่เมื่อล่วงมาถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ทหารได้กลายเป็นสิ่งซึ่งผลิตขึ้นได้จากก้อนแป้งที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง จากร่างกายที่ยังไร้ความสามารถ ทางการสามารถสร้างให้กลายเป็นเครื่องจักรตามต้องการ…”
“กล่าวโดยสรุปได้ว่า ทางการ ‘ล้างเอาความเป็นชาวนา’ ออกจากร่างกายของคน แล้วสวมใส่ ‘ลักษณะทหาร’ เข้าไป …ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ได้มีการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นสามารถเป็นวัตถุและเป้าหมายของอำนาจ มีหลักฐานมากมายในยุคนั้นที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญใหญ่หลวงแก่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นร่างกายที่สามารถถูกเชิดชัก ถูกดัด หรือถูกจัดแต่ง ร่างกายที่เคารพเชื่อฟัง…”
นอกจากนี้ ในหนังสือ Discipline and Punish : The Birth of Prison (1975) ของฟูโกต์ก็ยังอธิบายไว้ว่า ระเบียบวินัยนั้นเป็นเทคนิคของอำนาจ ระเบียบวินัยของทหารนั้นเป็นไปเพื่อควบคุม ตรวจสอบ ดัดแปลงร่างกายให้เชื่อง หาใช่เป็นไปเพื่อความดีของปัจเจกบุคคลแต่อย่างใด
ระเบียบวินัยก็คือเครื่องมือของอำนาจที่เปลี่ยนคนให้เป็นวัตถุ ทหารจึงถูกจัดการด้วยระบบเวลา ระบบร่างกาย และมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ทหารนั้นเชื่อฟังโดยไม่ต้องคิด
มาถึงตรงนี้ก็จะเป็นความอันตรายอย่างยิ่งหากมีการฉ้อฉลอำนาจหรือใช้ผลประโยชน์จากทหารด้วยกันเอง
ทหารในศตวรรษที่ 18 จึงไม่ใช่คนที่มีร่างกายแข็งแรงหรือมีกล้ามเนื้อพละกำลัง แต่ทหารนั้นเป็นผู้ที่ร่างกายของเขาถูกจัดวางรูปทรงใหม่โดยอำนาจของระเบียบวินัย
ทหารจึงไม่ใช่แค่ผู้รับคำสั่ง แต่ยังเป็นผลผลิตของระเบียบวินัยที่หล่อหลอมเขาให้รู้หน้าที่ตามที่กำหนดและอยู่ในระเบียบวินัยตลอดเวลา
ระเบียบวินัยแบบทหารในลักษณะนี้เมื่อใช้ไปเป็นเวลานานจนกลายเป็นความปกติ จะก่อให้เกิดการควบคุมจากภายในแบบอัตโนมัติ เพราะอำนาจที่สั่งผ่านระเบียบวินัยไม่ได้เป็นเพียงแค่ “คำสั่ง” อีกต่อไป แต่ยังฝังตัวในร่างกายและพฤติกรรม จึงเกิดโศกนาฏกรรมเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อรุ่นพี่คิดว่าตนเองเป็น “ระเบียบวินัย” มากกว่าตัวระเบียบวินัยเสียเอง จึงลุแก่อำนาจและย่ามใจว่าทำอะไรก็ได้ในนามของ “ระเบียบวินัย”
เมื่อระเบียบวินัยเป็นไปเพื่อระเบียบวินัยแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะไม่เหลือพื้นที่สำหรับความคิดหรือเหตุผลสำหรับทำความเข้าใจในเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด
คําถามที่เกิดขึ้นตรงนี้ ในโลกร่วมสมัย ระเบียบวินัยแบบทหารยังจำเป็นมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ไม่เคยมองเรื่องระเบียบวินัยได้ไกลไปกว่าระเบียบวินัยแบบทหาร
ฉะนั้น ต่อให้เรามีการประกาศระเบียบจากกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมแบบใหม่แล้ว เราก็ยังพบเจอข่าวที่ครูกล้อนผมนักเรียนอยู่เรื่อยๆ
ล่าสุด เกิดกรณี รมต.ศึกษาคนใหม่ใส่กางเกงยีนส์ ผิดไม่ผิด ก็ยังถกเถียงเรื่องทำนองนี้กันอยู่ ณ พ.ศ.นี้ ทั้งๆ ที่เราควรไปให้ไกลจากระเบียบวินัยทรงผม เครื่องแต่งกาย ความเหมาะสมที่เป็นแต่กฎระเบียบภายนอกที่มาคอยกำกับควบคุมเราเหมือนทหาร
หรือเราต้องการแค่ความเรียบร้อยภายนอกร่างกาย ไม่ต้องการให้คนคิดเป็น คอยปฏิบัติตามคำสั่งเหมือนทหารก็พอ
ในบทกวีของอัลเฟรด ลอร์ด เทนนีสัน (Alfred Lord Tennyson) ที่ชื่อว่า The Charge of the Light Brigade นั้นมีวรรคหนึ่งที่บรรยายถึงระเบียบวินัยแบบทหารได้เป็นอย่างดีว่า
“หน้าที่ของพวกเขาจะไม่ถามหาเหตุผลว่าทำไม หน้าที่ของพวกเขามีเพียงแค่ปฏิบัติตามและก็ตายไป” (“Theirs not to reason why, Theirs but to do and die”)
หรือเราต้องการพลเมืองที่แค่ปฏิบัติตามแล้วก็ตายไป อย่างนี้จริงๆ หรือ
ในโลกร่วมสมัย ระเบียบวินัยไม่ควรมาจากอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบทหารอีกแล้ว และระเบียบวินัยไม่ควรมาจากศักดินาหรือชนชั้นอีกต่อไป
หากแต่ระเบียบวินัยควรมาจากมนุษยธรรม ที่เห็นว่าคนเราเท่ากัน ควรเป็นระเบียบวินัยที่มาจากการเคารพกันและกัน
มิเช่นนั้นแล้ว สังคมไทยก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมแบบเดิมและยังจะต้องมีคนต้องตายจากคำสั่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ต่อไป
