หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ทำไม? กัมพูชา… ถูกลดความสำคัญ
การสู้รบตามแนวชายแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชาทำให้การแทรกแซงของมหาอำนาจเกิดขึ้นทันทีตามที่คาดการณ์กันไว้
อเมริกากับจีนเข้ามาเป็นพยานการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา
สภาพการเมืองระหว่างประเทศดูคล้ายกับว่าอเมริกากลับเข้ามามีอิทธิพลในประเทศกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง แต่ความเป็นจริงไม่ได้มีความหมายขนาดนั้น
เพราะในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ประเทศกัมพูชามีความหมายในทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์น้อยมาก
ตำแหน่งที่ตั้งประเทศกัมพูชาซึ่งมีพลเมืองเพียง 18 ล้านคน จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของสถานการณ์โลกหรือแม้แต่ระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาวะปกติหรือเป็นภาวะสงคราม ด้วยเหตุผลหลายข้อ
1.ความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์
ประเทศที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี จะต้องตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือที่สำคัญ หรือเป็นจุดผ่าน ทางเชื่อมทางบก ที่ทำให้เส้นทางคมนาคมระดับภูมิภาคระดับทวีปหรือระดับโลก จำเป็นต้องผ่าน
ความสำคัญในทางทหารของพื้นที่ต่างๆ ในโลกลดลงเนื่องจากในการต่อสู้ยุคใหม่ใช้กำลังทางอากาศทั้งเครื่องบิน โดรน จรวดนำวิถี ซึ่งสามารถยิงได้ไกล พิสัยการบินไกล สามารถข้ามประเทศหลายประเทศไปสู่เป้าหมายได้
ส่วนประเทศที่มีภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่มีเพียงทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ แต่ยังจะต้องมีปัจจัยอื่นประกอบหลายอย่าง เช่น มีแหล่งทรัพยากรที่มีค่า เช่น น้ำมัน หรือแร่ธาตุ นอกจากนั้นยังมีจำนวนพลเมืองที่มากพอสมควรที่จะเป็นกำลังในการผลิตได้และเป็นตลาดสำหรับขายสินค้าได้
การต่อสู้ยุคใหม่เป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ การค้าการแสวงหาทรัพยากร ในสถานการณ์ปกติแม้ไม่มีสงครามการต่อสู้ทางเศรษฐกิจก็ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ
ประเทศที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ดี จึงดึงดูดให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายก็จะรุมแย่งกันเข้าไปลงทุนประเทศนั้น
จีนได้ใช้ยุทธศาสตร์แบบนี้มากกว่า 20 ปีในการบุกเข้าประเทศในแอฟริกาและพม่า
อเมริกาก็ใช้ยุทธศาสตร์แบบนี้มากกว่า 40 ปีในการบุกเข้าตะวันออกกลางเพื่อแสวงหาแหล่งน้ำมัน
2.พิจารณาที่ตั้งของประเทศกัมพูชา
แม้มีพื้นที่ติดทะเลอยู่ด้านทางออกปากอ่าวไทยแต่ก็ไม่ได้คุมปากอ่าวเสียทีเดียว เพราะถัดไปยังมีประเทศใหญ่อย่างเวียดนามคุมอยู่ เหนือขึ้นมาก็คือประเทศไทย
ข้อดีคือ สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันกัมพูชาสามารถผลิตธัญญาหารและพืชผลต่างๆ เลี้ยงตัวเองได้
แต่นั่นไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก เพราะปัจจุบันประเทศใหญ่ๆ สามารถผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้เกือบทั้งสิ้น แถมยังแข่งกันส่งออกไปขายได้ทั่วโลก
ถ้าพิจารณาเส้นทางเดินเรือระดับโลกจะพบว่า เรือสินค้าไม่มีความจำเป็นจะต้องผ่านหรือแวะประเทศกัมพูชาเลยเพราะเส้นทางที่ประเทศอุตสาหกรรมทางด้านเอเชียตะวันออกคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะผ่านไปแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป ต้องผ่านช่องแคบมะละกา
เรือจำนวนหนึ่งอาจจะแวะอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ส่วนเส้นทางที่ผ่าน Pacific ไปอเมริกา ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ออสเตรเลีย ล้วนแต่ไม่มีความจำเป็นจะต้องผ่านกัมพูชา
3.ศักยภาพของประเทศกัมพูชาในทางเศรษฐกิจ
ความสามารถทางอุตสาหกรรมประเทศกัมพูชามีน้อยมากเพราะประเทศนี้ได้ทำลายพื้นฐานการศึกษา ปัญญาชนและช่างเทคนิคตั้งแต่ยุคสงครามดั้งเดิม และมาถูกทำลายล้างอย่างสิ้นซากเมื่อครั้งเขมรแดงเข้ามาปกครอง
จากนั้นก็ยังมีสงครามต่อมาอีกและระบบปกครองก็ยังกลายเป็นแบบเผด็จการซึ่งทำให้ปัญญาชนหนีออกไป แรงงานส่วนใหญ่จึงเป็นแรงงานไร้ฝีมือ
ในการแข่งขันผลิตสินค้าส่งออก ถ้าภาษีเท่ากันกัมพูชาจะต้องใช้แรงงานราคาถูกเข้ามาแลกเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความเจริญในกัมพูชาช่วงหลังที่เกิดขึ้นจึงต้องพึ่งพาทุนจีนเป็นสำคัญ
แต่การเลือกพึ่งพาเศรษฐกิจสีเทา สีดำ ได้ไม่คุ้มเสีย
เรื่องทรัพยากรอื่นนอกจากแหล่งน้ำมันในอ่าวไทยซึ่งเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนก็ไม่ได้ข่าวว่ามีทรัพยากรอะไรอื่นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแร่หายากหรือสินแร่ธรรมดา เพราะสินแร่อัญมณีก็ถูกขุดไปเกือบหมดแล้ว
แต่แหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดในพื้นที่ทับซ้อนของอ่าวไทย ไม่สามารถทำเองได้ และยังมีประเทศที่ต้องพิจารณาร่วมกับกัมพูชาคือไทย เวียดนาม และมาเลเซีย แล้วแต่พื้นที่
การส่งออกแรงงานไปต่างประเทศจึงกลายเป็นทางออก แต่การพยายามออกข่าวให้คนกัมพูชาในไทยกลับประเทศ จะเกิดผลเสียแน่นอน เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินดูแล
4.ประเทศไทยพยายามเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย
ถ้าประเทศไทยไม่ขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย ผ่านพื้นที่ภาคใต้ ท่าเรือของไทยและกัมพูชาก็จะมีความหมายเพียงแค่จุดขึ้นลงสินค้าของประเทศ ถ้ากัมพูชาไม่มีการผลิตสินค้าสำคัญ ก็แทบจะไม่มีเรืออยากแวะมา จะกลายเป็นแค่ทางผ่านของเรือที่จะเข้าสู่ท่าเรือประเทศไทยเท่านั้น
แผนการเดิมของไทยที่จะใช้ท่าเรือทวายในพม่าเป็นประตูสำคัญในการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ยังไม่คืบหน้า
แต่ถ้าไทยจะสร้างท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ประเทศไทยบริเวณฝั่งอันดามันแถวระนองหรือพังงา ก็ยังใช้เส้นทางถนน หรือทางรถไฟเชื่อมจากท่าเรือฝั่งอันดามันเข้าสู่เส้นทางคมนาคมหลักเพื่อขนส่งสินค้าซึ่งจะลำเลียงมาจากแหล่งอุตสาหกรรมจากภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคอีสาน
และอีกโครงการหนึ่งก็คือ สร้างท่อลำเลียงน้ำมันข้ามจากฝั่งทะเลอันดามันไปสู่อ่าวไทย หรือลำเลียงตามท่อไปสู่โรงกลั่นที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคใต้หรือภาคอื่น
ทางรถไฟความเร็วสูงจากจีนผ่านลาวจะมาหยุดแค่เวียงจันทน์เพื่อรอข้ามมาฝั่งประเทศไทยและรอความหวังที่จะขยายไปจนถึงชายฝั่งทะเลอันดามันทางใต้
แต่จะไม่มีวันเลยลงใต้จากเวียงจันทน์ไปเข้าสู่กัมพูชาเพราะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
5.การปิดล้อมของอเมริกาที่มีต่อจีนดำเนินต่อไป
แนวร่วมของอเมริกาก็ยังคงเดิมคือมีประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เป็นตัวหลัก
การเข้ามาดึงกัมพูชาไปเป็นแนวร่วม ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีความหมายอะไรมากสำหรับจีนและอเมริกา เพราะเมื่อไทยไม่ยอมขุดคลองจากอ่าวไทยทะลุไปสู่ทะเลอันดามัน ท่าเรือน้ำลึกและฐานทัพเรียมในกัมพูชา ก็ไม่มีความหมายอะไร
เรือรบหรือเรือสินค้าที่เข้ามา ก็เหมือนมาแวะพัทยาหรือท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ก็ต้องเลี้ยวกลับไปผ่านช่องแคบมะละกาอยู่ดี
แต่จีนสามารถแก้ปัญหาโดยการสร้างเส้นทางผ่านจากคุนหมิงตัดเข้ามาทางตอนเหนือของพม่า ลงสู่อ่าวเบงกอล คือท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว ในรัฐยะไข่ มีทั้งเส้นทางรถไฟ ท่อลำเลียงแก๊ส ท่อลำเลียงน้ำมันซึ่งใช้มานานแล้ว
คาดว่าเส้นทางถนนขนาดใหญ่ ซึ่งจีนได้สัญญาไปแล้ว คงจะสร้างให้เสร็จภายในไม่นานนี้ เพราะนี่เป็นหลักประกันว่าทั้งพลังงานทรัพยากรและสินค้า จะมีเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียไปสู่ประเทศเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป
ถ้ามีปัญหาในทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกา พม่าจึงเป็นประเทศที่มีความสำคัญทั้งทางการค้าและการทหารต่อจีน ไม่ใช่กัมพูชา
6.อเมริกา ตอกลิ่ม แยกจีน-กัมพูชา
ในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป การต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจการค้า การเงิน กลายเป็นด้านหลัก มีการต่อสู้กันทุกวันทุกเดือน
ดังนั้น จีนจึงปรับแผนดึงเวียดนามเป็นแนวร่วมโดยการเข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างมากตั้งแต่ปี 2566 หลายบริษัทที่ย้ายเข้าไปก็เพราะรู้ว่าจีนกำลังสู้กับอเมริกาในสงครามการค้า ผู้ลงทุนต่างชาติและจีนจึงย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และเข้าไปสู่เวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะได้รับชิ้นส่วนประกอบที่ส่งมาจากจีนแม้จะถูกเรียกเก็บภาษีทรัมป์ถึง 40% แต่ก็ยังดีกว่าที่ผลิตในจีนและถูกเก็บภาษี 55%
ในขณะเดียวกัน อเมริกาก็มีนโยบายเร่งกระชับความสัมพันธ์กับเวียดนามทั้งทางการเมืองและการค้า
เวียดนามจึงจำเป็นจะต้องวางตัวให้อยู่กึ่งกลางระหว่างอเมริกากับจีน
ความสำคัญของประเทศเวียดนามมีมากกว่ากัมพูชาหลายเท่า
ดังนั้น วันนี้กัมพูชาจึงไม่มีความหมายในการถ่วงดุลทางยุทธศาสตร์การทหารเพราะจีนพยายามผูกมิตรไมตรีกับเวียดนามโดยตรง ในด้านการลงทุนและการค้า
ศักยภาพเวียดนามก็เหนือกว่ากัมพูชามาก แต่เวียดนามก็ทำได้แค่เป็นมิตรแบบไม่ใกล้ชิดมากเพราะถึงอย่างไรก็ไม่กล้าแสดงตนต่อต้านจีนอย่างชัดเจน
ส่วนกัมพูชากลายเป็นหมากบนกระดานที่ไม่มีความจำเป็น การเล่นหลายหน้าของกัมพูชาพยายามดึงทุกฝ่ายเข้ามาสนับสนุนตัวเอง กลายเป็นเข้าทางของอเมริกา ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงหลอกให้กัมพูชามาร่วม USINDOPACO (United States Indo-Pacific Command เป็นกองบัญชาการรบรวมของกองทัพสหรัฐ ที่รับผิดชอบพื้นที่อินโด-แปซิฟิก มีบทบาทในการปิดล้อมจีน)
นี่คือยุทธวิธีตอกลิ่มแยกความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาออกไปได้อีกขั้นหนึ่ง
กัมพูชาเดินหมากตานี้ แตกกับไทย ร้าวกับจีน ทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายใดทั้งสิ้น
