ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ผู้พิชิตเขาวงกตทางเดินอาหารมหาภัย
คุณจะรอดไหม ถ้าถูกวาฬกลืนกินเข้าไปแบบในนิทานเรื่องพินอคคิโอ?
คำตอบคือ “ไม่”
ทั้งนี้ เป็นเพราะหลอดอาหารของวาฬส่วนใหญ่นั้นเล็กเกินกว่าที่จะกลืนมนุษย์ลงไปทั้งตัวได้ ต่อให้เป็นวาฬยักษ์อย่างวาฬสเปิร์ม ที่มีหลอดอาหารขนาดใหญ่พอจะกลืนมนุษย์ได้ก็ตาม
อย่าลืมว่าสภาพแวดล้อมภายในทางเดินอาหารของวาฬนั้นรุนแรงร้ายกาจ มีทั้งน้ำย่อย เอนไซม์ กรด และอีกสารพัดสารเคมีที่ไม่เหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์หรือสัตว์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย ที่จริง ถ้าเป็นคน แค่เข้าปาก โดนเคี้ยวก็ไม่น่ามีอะไรเหลือแล้ว… (แต่ในกรณีของวาฬยักษ์พวกนี้ อาจจะไม่ได้มีการเคี้ยวหรือการบดอะไรมากนัก)
อีกทั้งระดับออกซิเจนก็ต่ำจนไม่น่าจะซัพพอร์ตชีวิตได้ ก็แหม! ถ้าโดนกินเข้าไปแล้วยังรอดได้ ถ้าไม่ใช่พยาธิ ก็คงต้องเป็นไมโครไบโอมแล้ว สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่เจอสภาพแวดล้อมวิกฤตแบบนั้น โอกาสที่จะรอดชีวิตคงแทบไม่มี
แต่นั่นมันจริงไหม? มีสิ่งมีชีวิตอะไรในโลกใบนี้ที่อยู่รอดในสภาวะเอ็กซ์ตรีมแบบนี้ได้หรือเปล่า?
หลังจากที่ผมลองเสิร์ชดูเล่นๆ ก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ

ในอดีต นักวิจัยเคยสงสัยว่า ทำไมในบ่อหรือแหล่งน้ำที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำอื่นๆ ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่มีปลา หรือสัตว์น้ำอื่นๆ อยู่เลย บางทีกลับมีปลาอุบัติขึ้นมาได้เอง…
ไม่ใช่เพราะเทวดาเอามาใส่ แต่เป็นสัตว์ปีกอย่างเป็ด ห่าน และนกน้ำอื่นๆ ที่กินปลา หรือกินไข่ปลาบางประเภท อย่างเช่น คิลลิฟิช (Killifish) ซึ่งสามารถพักตัวอยู่ได้นานหลายฤดูกาลในพื้นที่แห้งแล้ง ไข่ของพวกมันทนมาก หลายชนิดสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่วิกฤตในทางเดินอาหารของสัตว์อื่นได้
เมื่อถูกกินเข้าไป ไข่เหล่านี้แทนที่จะถูกย่อย กลับติดค้างอยู่ภายใน และจะถูกขับถ่ายออกมาอย่างสมบูรณ์ พร้อมฟักเป็นตัว นั่นหมายความว่า แหล่งน้ำที่อยู่ห่างไกล ที่ซึ่งไม่มีปลาตัวไหนจะเดินไปได้ ไข่ปลาพวกนี้ก็ยังอาจไปผุดอยู่ในแหล่งน้ำเหล่านั้นได้ผ่านขี้นก
(ถ้าคิดในมุมนี้ ก็ทำให้ผมนึกถึงนกกระยางอุ้มเด็กนะ)
“ที่จริงแล้ว ไข่ปลาบางชนิดสามารถทนสภาพในกระเพาะและลำไส้ของนกได้นานกว่า 30 ชั่วโมงเลยทีเดียว” กิลิแอนโดร ซิลวา (Giliandro Silva) ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาเซียส ดูซูล (University of Caxias do Sul), บราซิล รายงานในปี 2019 ในวารสาร Ecology
กระบวนการแพร่พันธุ์อันแยบยลผ่านทางสัตว์อื่นนี้เรียกว่า เอนโดซูโอโครี (Endozoochory) ซึ่งช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถกระจายพันธุ์ไปยังถิ่นที่อยู่ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของลูกหลานอย่างมหาศาล
แต่ก็ยังมีคนสงสัยว่า… “จริงเหรอ ที่ไข่พวกนี้จะทนทานทายาดได้ขนาดนั้น?”
“ไม่เคยมีใครคิดถึงกระเพาะนกมาก่อน ส่วนตัวฉันมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ” ออร์โซลยา วินซ์เซ (Orsolya Vincze) นักนิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยดานูบ (The Danube Research Institute) ในฮังการีกล่าว
ทีมของเธอต้องการพิสูจน์ว่า ไข่ปลาสามารถแพร่พันธุ์ได้จริงผ่านขี้นก จึงวางแผนการทดลองโดยให้เป็ดกินไข่ปลา แล้วดูว่าจะมีเปอร์เซ็นต์รอดแค่ไหน “พวกเราหวังว่าจะเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจ แม้ว่าจะฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ก็ตาม”
ทีมของเธอนำเป็ดมัลลาร์ด (Mallard duck) มา 8 ตัว บังคับให้กินไข่ปลาไนจากสถาบันวิจัยของเธอ มื้อละประมาณ 500 ฟอง จากนั้นทดสอบดูว่า มีไข่ปลาไนกี่ฟองที่รอดจากการย่อยและสามารถฟักออกมาได้
ผลลัพธ์ที่ได้ชวนให้ตะลึงอยู่พอสมควรเพราะจากการทดสอบในขี้เป็ด พบว่าไข่ปลามากถึง 18 ฟอง ที่ยังดูสมบูรณ์ ในนั้นมี 12 ฟองที่มีตัวอ่อนมีชีวิต และ 3 ฟองสามารถฟักเป็นตัวปลาได้จริง
“งานวิจัยนี้สวยงาม และผลลัพธ์ชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก” ออร์โซลยากล่าว เธอตีพิมพ์งานวิจัยนี้ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences USA หรือ PNAS ในปี 2020
และนี่คือการพิสูจน์กลไกการกระจายพันธุ์แบบเอนโดซูโอโครี แบบที่ไม่มีใครเถียงได้
แต่ “ไข่” ที่มีเปลือกปกป้อง
คำถามต่อไปคือ มีสิ่งมีชีวิตที่โตแล้วชนิดไหนบ้าง ที่สามารถเอาตัวรอดในทางเดินอาหารได้จริง?
ผมเจอคำตอบจากคลิปในยูทูบ…
คลิปเริ่มต้นด้วยภาพของแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่กลายเป็นเหยื่อของกบ กบสวาปามมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว – จบฉากแรก
ฉากถัดมา : 115 นาทีต่อมา
กล้องซูมไปที่… ก้นกบ (จริง ๆ ก็คือก้นของกบ)
ภาพที่ได้คือแมลงตัวเดิม ไต่ออกมาจากรูทวารของกบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหมือนการเดินทางแค่เปลี่ยนที่ไปสองชั่วโมง แล้วกลับมาใช้ชีวิตต่อบนโลกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
คลิปนี้ถ่ายโดย ชินจิ สุกิยูระ (Shinji Sugiura) นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยโกเบ (Kobe University), ญี่ปุ่น
เขาสนใจว่าแมลงปีกแข็งชนิดนี้เอาตัวรอดจากกรด น้ำย่อย และภาวะไร้อากาศในทางเดินอาหารของกบได้อย่างไร
แมลงชนิดนี้คือ ด้วงน้ำ Regimbartia attenuata
ชินจิทำการทดลองในแบบคล้ายๆ กับที่ออร์โซลยาทำกับเป็ด นั่นคือ เอาด้วงไปให้กบกิน แล้วดูว่าจะมีตัวไหน “ออกมา” ได้บ้าง
ผลคือ มากกว่า 90% ของด้วงไม่ถูกย่อย
บางตัวใช้เวลาแค่ 30 นาที ก็ไต่ออกมาจากก้นกบได้แล้ว!
“ที่รอดเยอะ อาจเป็นเพราะกบกลืนพวกมันเข้าไปโดยไม่ได้เคี้ยว” – ชินจิให้ความเห็น
แต่เขาสันนิษฐานว่า พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของด้วงเอง ก็น่าจะมีบทบาทสำคัญ
เพื่อพิสูจน์ เขาทดลอง “ตรึงขาด้วง” บางตัวด้วยแว็กซ์ แล้วให้กบกินอีกครั้ง
ผล : ด้วงที่ขยับไม่ได้ตายหมดภายใน 24 ชั่วโมง
บ่งชี้ว่า การไต่หาทางออกอย่างแอ๊กทีฟคือกลไกสำคัญในการเอาชีวิตรอด
ชินจิตีพิมพ์งานวิจัยนี้ในวารสาร Current Biology ปี 2020
มองอีกมุมก็น่าคิด ถ้าอาหารที่เรากินเข้าไปสามารถเดินกลับออกมาได้เอง แบบนี้กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ใช่มั้ย?
แต่ถ้าจินตนาการว่าจะมีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่กำลัง “เดิน” อยู่ในร่างกายของเรา จะยังไง อาหารมื้อนั้นก็คงไม่น่าอภิรมย์
ด้วงตัวนั้นคงไม่รู้ว่ามันกลายเป็นเคสศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก มันแค่เดินไป…เพื่อตามหารูทวาร แล้วก็ไต่ออกมา เพื่อดำรงชีวิตต่อ
ในขณะที่กบ… อาจนั่งอยู่ริมบึง สงสัยว่า “นี่เรากินอะไรเข้าไปกันแน่วะ?”
ธรรมชาติมีอะไรให้เราแปลกใจเสมอ
