นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์เคลื่อนชีวิตเป็นจังหวะดนตรี
1
“แค่คนเปิดประตูเข้ามาแล้วได้ยินเสียงก้าวเท้าเข้าห้องก็บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเขาได้มากมายแล้ว”
วริศ ลิขิตอนุสรณ์ นักดนตรีบำบัดทางเลือกพูดประโยคนี้กับผม หมายความว่าการก้าวเท้าเร็ว-ช้า หนัก-เบา มั่นคง-สั่นไหว นั้นสื่อสารนิสัยใจคอผ่านเสียงที่เท้าทั้งสองวางลงบนพื้น
จากนั้นเขาชวนให้ผมลองมองโลกและมองคนผ่านการฟัง เขาบอกว่า ทุกการเคลื่อนที่ของคนเรา รวมถึงทุกสิ่งในจักรวาลนี้ล้วนเป็น ‘จังหวะ’ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับดนตรี บางคนอาจมีจังหวะสม่ำเสมอ บางคนอาจสับสน นอกจากนั้น เสียงที่เราใช้ในชีวิตประจำวันก็บ่งบอกอะไรหลายอย่าง เช่น เราพูดกับบางคนด้วยเสียงสูงอ่อนหวานอาจสะท้อนว่าเรารู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอำนาจมากกว่า แต่พอพูดกับฝ่ายที่อำนาจน้อยกว่าเราเลือกใช้เสียงต่ำกังวานแทน
วริศยังบอกอีกว่า นักร้อง (รวมถึงดนตรี) ในยุคก่อนนี้มีการใช้เสียงทุ้มมากกว่าสมัยปัจจุบันซึ่งนิยมเพลงและนักร้องที่เสียงสูง สิ่งนี้สอดคล้องกับเสียงในบรรยากาศของเมืองที่แต่ละคนต้องพยายามขับเน้นให้เสียงสูงขึ้นดังขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจท่ามกลางบรรยากาศอึกทึกโกลาหลอึงอลไปด้วยสรรพเสียงในโลกอันหนวกหู
หากมองโลกในมุมนี้ ‘เสียง’ บอกใบ้อะไรกับเรามากมาย
และถ้ามองให้ดี จักรวาลนี้ดำเนินไปในท่วงทำนองและจังหวะบางอย่าง รวมถึงชีวิตของคนเรา หากไม่มีจังหวะที่คาดเดาได้เราจะไม่สามารถมีชีวิตที่เป็นสุขได้เลย ลองคิดภาพว่าแต่ละวันที่ตื่นมาไม่มีรูทีนใดๆ ทุกวันต้องพบเจอจังหวะใหม่ กิจกรรมใหม่ ตารางชีวิตใหม่อยู่ตลอด เราคงสับสนปั่นป่วนจนไม่เป็นอันทำอะไร หากผู้คนในชีวิตมีพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ เปลี่ยนท่วงทำนองตลอดเวลา เราคงไม่สามารถปฏิสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่น
มนุษย์พยายามสร้างจังหวะจะโคนที่ลงตัวกับตนเอง รวมทั้งพยายามเต้นรำร่วมกับคนอื่นและโลกใบนี้ให้อยู่ในท่วงทำนองที่สอดประสานกันมากกว่าจะขัดแย้ง ราวกับว่าเรามีชีวิตเพื่อแสวงหาจังหวะที่ใช่ ท่วงทำนองที่ชอบ และความเร้าใจแปลกใหม่ในดีกรีกำลังดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะเพลงที่ซ้ำซากเกินไปก็น่าเบื่อ
หากชีวิตเป็นบทเพลง ก็น่าทำความเข้าใจสักนิดว่า ‘ดนตรี’ มีบทบาทกับชีวิตเราอย่างไรบ้าง
2
เอลิซาเบธ เฮลล์มุธ มาร์กูลิส ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาดนตรี บอกเล่าไว้ในหนังสือ The Psychology of Music เวอร์ชั่นความรู้ฉบับพกพาว่า มนุษย์ใช้ดนตรีสร้างประสบการณ์ 6 ชนิด ได้แก่ การเคลื่อนไหว การเล่น การสื่อสาร การสร้างความผูกพันทางสังคม การปรับอารมณ์ และก่อร่างอัตลักษณ์
ดนตรีกระตุ้นให้เราเคลื่อนไหวตั้งแต่เต้นรำ ออกกำลังกาย ไปจนถึงทำกายภาพบำบัด ส่วนการละเล่นนั้นมีในหลายวัฒนธรรม เช่น การเล่นร้องรอบกองไฟ ถึงขั้นมีทฤษฎีว่า ดนตรีทำให้บรรพบุรุษของเรามีกิจกรรมที่ปลอดภัยทำเพื่อฆ่าเวลา แทนที่จะไปทำเรื่องแผลงๆ ที่เสี่ยงอันตราย ส่งผลให้มนุษย์รอดชีวิตสืบเผ่าพันธุ์มาได้ถึงวันนี้ ชนพื้นเมืองหลายแห่งใช้ดนตรีและการผิวปากเป็นท่วงทำนองสื่อสารกันข้ามภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูงชัน
ส่วนการสร้างความผูกพันทางสังคมนั้นชัดเจน ไม่ว่าพิธีกรรมทางศาสนา การเล่นดนตรีร่วมกัน หรือเทศกาลดนตรีที่สร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนนับหมื่น ดนตรีถูกใช้ปรับอารมณ์อย่างชัดเจนเมื่อนำมาประกอบภาพยนตร์ กิจกรรม หรือการแสดงต่างๆ ส่วนการสร้างอัตลักษณ์นั้นก็เห็นได้ชัดเมื่อคนนิยามตัวเองเป็นแฟนศิลปินเคป๊อป อินดี้ ร็อก เมทัล ฯลฯ รวมถึงการรวมกลุ่มกันร้องเพลงในโบสถ์ เปล่งปากร้องเพลงในขบวนประท้วง ทั้งยังนิยามตัวเองผ่านรสนิยมการฟังเพลง ศิลปินที่ชอบ แนวเพลงที่ฟัง บางคนถึงขั้นกรอกสิ่งเหล่านี้ลงในแอพพ์หาคู่เพื่อมองหาคนคอเดียวกัน
ดนตรีสอดประสานอยู่ในชีวิตเราอย่างแนบเนียนจนเราอาจไม่ค่อยได้ครุ่นคิดถึงมันโดยละเอียด รวมทั้งไม่ได้มองว่าชีวิตเราดำเนินไปตามท่วงทำนองดนตรีที่เราไม่ได้ยิน
3
ดนตรีเป็นสิ่งมหัศจรรย์และลึกซึ้ง แม้ท่วงทำนองเพลงไม่ได้สื่อสารเนื้อหาออกมาอย่างชัดเจน หนึ่งท่วงทำนองมีความเป็นนามธรรมจนสามารถตีความได้หลากหลาย แต่ความกำกวมแบบไม่ฟันธงชัดๆ แบบนี้เองทำให้คนจำนวนมากสามารถเพลิดเพลินและมีประสบการณ์ร่วมกันได้ เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว
ว่ากันว่า เพลงมีคุณสมบัติพิเศษในการพาผู้คนให้ก้าวพ้นไปจากตนเอง เพลงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั้งทางอารมณ์และร่างกาย เมื่อท่วงทำนองดังขึ้น ร่างกายนับสิบนับร้อยนับพัน กระทั่งนับหมื่นก็สามารถกระโดด โยกหัว ตบมือไปพร้อมกันได้
ดูเหมือนว่าดนตรีจะสอดประสานอยู่ในชีวิตมนุษย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเพลงกล่อมเด็ก ไม่ว่าในวัฒนธรรมใดก็มักใช้เสียงสูง จังหวะช้า และเสียงร้องอบอุ่นเหมือนกันทั้งโลก อันที่จริงถ้าลองสังเกตเสียงเวลาผู้ใหญ่พูดกับทารกก็มีท่วงทำนองคล้ายบทเพลงอยู่แล้ว เราจะทำเสียงเล็กเสียงน้อย พูดช้าลง มีจังหวะจะโคน และพูดซ้ำๆ เหล่านี้คือวิธีพูดที่ทำให้เหมือนดนตรี และนั่นคือเสียงแรกๆ ที่เราได้ยินตั้งแต่เกิดมา
การศึกษาสมองมนุษย์แสดงผลชัดเจนว่า สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นสัมพันธ์กับดนตรี โดยศึกษาละเอียดถึงขั้นว่าท่วงทำนองแบบใดส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของแขนขา และแบบใดที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นยักย้ายส่ายสะโพก มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
มากไปกว่านั้น การฟังเพลงยังทำให้สมองหลั่งโดพามีน สารสื่อประสาทที่สร้างความเพลิดเพลินใจ เพราะเวลาเราฟังเพลงจะมีกระบวนการคาดเดาและคาดหวังว่าท่วงทำนองจะเป็นไปอย่างไร จังหวะนี้เองที่โดพามีนหลั่งทำให้เรามีความสุข
ในยุคกรีกโบราณ ลูกศิษย์ของเพลโตก็ใช้ดนตรีบำบัดอาการของโรคระบบประสาท ส่วนในวัฒนธรรมอื่นก็ใช้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งปรากฏชัดว่าดนตรีทำให้ผู้คนรู้สึกดีขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่ฟิตเนสทั้งหลายกระหน่ำเพลงแสนเร้าใจใส่หูเรา ดนตรีวิเศษถึงขนาดที่ทำให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่เคลื่อนไหวร่างกายลำบากพัฒนาการเดินได้อีกครั้ง แถมยังช่วยให้ผู้ป่วยที่สมองส่วนการพูดบกพร่องหัดออกเสียงใหม่ผ่านทำนองเพลง
มีการทดลองว่า ทารกแรกเกิดที่นอนในห้องที่เปิดดนตรีคลอไปด้วยจะกินอาหารได้มากกว่า ร้องไห้น้อยกว่า นอนหลับดีกว่า บรรดาดนตรีผ่อนคลาย (relaxing music) ที่นิยมเปิดตามร้านนวดและสปาก็ช่วยทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ค่าความดันโลหิตลดลง
มีงานวิจัยชี้ว่าเมื่อคนฟังเพลงที่ตัวเองชอบจะทนเจ็บได้มากขึ้น อ่านแล้วผมนึกถึงตัวเองที่แหกปากร้องเพลงโปรดตอนรถติด ช่วยลดความหงุดหงิดได้ชะงัด
4
ในหนังสือ The Psychology of Music ระบุว่าความสามารถด้านดนตรีของมนุษย์น่าจะเป็น สแปนเดรล (spandrel) หมายถึง เป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากเส้นทางวิวัฒนาการ คือมนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อร้องเพลงเล่นดนตรี แต่เราได้สิ่งนี้ติดมาเป็นของแถมที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการอยู่รอดของเรา
ดนตรีช่วยให้คนสานสัมพันธ์ทางสังคมง่ายขึ้น ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เอาตัวรอดได้ดีกว่าและวิวัฒนาการต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ดนตรีอาจช่วยทำให้ทารกเติบโตได้ดีจากเสียงกล่อม ทำให้ผู้คนจดจ่อในกิจกรรมเดียวกัน มีโฟกัส มีสมาธิ เมื่อทำงานร่วมกันได้ดีก็เพิ่มโอกาสรอดของเผ่าพันธุ์ไปในตัว
แม้เราอาจไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อเล่นดนตรี แต่ดนตรีมีบทบาทอย่างมากบนเส้นทางวิวัฒนาการและการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์
5
เป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อการศึกษาจิตวิทยาดนตรีแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความสามารถในการรับรู้จังหวะโดยธรรมชาติ เพียงเสียงเปิดไฟเลี้ยวที่เป็นเสียงเดียวกัน เราก็ใส่ท่วงทำนองให้มันว่า “ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก” หรือ “ต๊อกแต๊ก ต๊อกแต๊ก” ทั้งที่จริงมันดัง “ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก” เพราะเรามีธรรมชาติของการสร้างจังหวะในหัวตัวเอง
มีคำอธิบายว่ามนุษย์แบ่งเสียงออกเป็นกลุ่มเสียง เหมือนเวลาเห็นภาพจุดกระจัดกระจายที่มีช่องว่างอยู่ เราจะมองจุดเหล่านั้นออกเป็นสองกลุ่ม หรือจุดขาวกับดำ เราก็แบ่งกลุ่มตามสี กับกลุ่มตัวโน้ตเราก็ทำแบบนั้น จึงจับจังหวะท่อนเพลงได้ เราแบ่งห้อง แบ่งประโยคดนตรี ออกจากกันเป็นห้วง มีท่อนฮุกที่ชัดเจน จดจำ และร้องตามได้ ด้วยความสามารถนี้
เราทุกคนพยายามมองหา ‘จังหวะ’ อยู่เสมอ
และถ้าจังหวะของคนสองคนหรือมากกว่านั้นสอดคล้องกันก็มีแนวโน้มว่าจะไปกันได้ดี เช่น คู่เดตที่มีการขยับตัวไปในจังหวะและท่วงท่าเดียวกัน คู่เจรจาธุรกิจที่ท่วงทำนองการสนทนาสอดประสานกัน หรือเวลาเราดูทีมฟุตบอลที่เล่นได้อย่างกลมกลืนสวยงามบางทีเราอาจรู้สึกราวกับพวกเขากำลัง ‘บรรเลงฝีแข้ง’ เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะอยู่เลยทีเดียวเชียว
ดนตรีช่วยสร้างจังหวะให้คนแปลกหน้าหลอมความรู้สึกเข้าหากันเป็นหนึ่งเดียวได้มากขึ้น และนั่นอาจเป็นความสุขที่เราได้จากการฟังเพลง เมื่อเราสอดประสานตนเองเข้ากับท่วงทำนอง รวมทั้งผสานตนเองเข้ากับผู้อื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักกัน เมื่อดนตรีพาเราไปสู่ความผูกพันทางสังคม เมื่อดนตรีปรับอารมณ์เราไปสู่จุดสุดยอดทางดนตรีด้วยท่วงทำนองที่สุขสมและโศกเศร้า เมื่อเราคาดเดาท่วงทำนองด้วยความสามารถตามธรรมชาติแห่งการรับรู้จังหวะและโทนเสียง เมื่อดนตรีสามารถสร้างสภาวะทางอารมณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังทางศาสนา หรือสงบนิ่งระหว่างเจริญสติ-ดนตรีช่วยทำให้ชีวิตเรามีจังหวะและท่วงทำนองที่สอดคล้องลงตัว
ในโลกที่ทุกสิ่งดูโกลาหลไร้ระเบียบ มนุษย์ต้องการ ‘จังหวะ’ ที่เราพอจะเกาะติด กลมกลืน เริงระบำไปด้วยโดยไม่อลหม่านจนเกินไป เรามองหา (และเงี่ยหูหา) ‘จังหวะ’ ที่ว่านั้นอยู่ตลอดเวลา บางทีเราพบมันผ่านบทเพลงและดนตรี
และในภาพที่ใหญ่กว่านั้น เราต้องการ ‘จังหวะชีวิต’ ที่สอดคล้องกับชีพจรส่วนตัวและเสียงหัวใจตน นั่นหมายถึงตารางชีวิต ความเร็วในการใช้ชีวิต คุณค่าที่บรรสานคล้องจอง ความสัมพันธ์ที่กลมกลืน การงานที่เข้าจังหวะกับหัวใจ
เพื่อตื่นมาทุกวันแล้วได้เต้นรำอยู่ในท่วงทำนองที่ใช่
เพลงนี้ไม่มีใครแต่งให้เราได้ มีแต่เราเท่านั้นที่รู้
