มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
ช่วงเวลาที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์มติชน นำเสนอข่าวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในบ้านเราบ่อยครั้ง อาทิ วิกฤตมหาวิทยาลัย (11 มิถุนายน 2568) และมหาวิทยาลัยล้นตลาด (12 มิถุนายน 2568) อันเนื่องมาจากจำนวนนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยลดลง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากจำนวนประชากรลดลง
ตามข่าวระบุว่า จำนวนมหาวิทยาลัยในไทยนั้นมากไป เมื่อเทียบกับประเทศอื่น อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ มีประชากรเจ็ดสิบล้านคน เท่ากับไทย แต่มีมหาวิทยาลัยเพียง 130 แห่ง ส่วนไทยนั้นมีมากถึง 390 แห่ง มากกว่าเวียดนาม ที่มีประชากรถึงหนึ่งร้อยล้านคน แต่มีมหาวิทยาลัยแค่ 48 แห่ง
อีกไม่นานคงจะมีข่าวการปิดมหาวิทยาลัย คล้ายกับโรงเรียนอนุบาลเลิกกิจการ และการปิดยุบรวมโรงเรียนประถมและมัธยมทั่วประเทศ
ที่จริงยังมีสภาพการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ที่แม้ยังมีจำนวนนิสิตนักศึกษามาก คือ ความเงียบเหงา สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งที่โควิด-19 ระบาดนั้น การเรียนการสอนหนังสือเปลี่ยนไปใช้ระบบออนไลน์ จนทำให้นิสิตนักศึกษาเกิดความคุ้นเคย
ในขณะที่การเข้าเรียนในวิชาบรรยายห้องใหญ่ ที่ต้องใช้ระบบเสริม หรือแม้แต่ห้องบรรยายขนาดเล็ก ขาดความอิสระ ยิ่งมีระบบเอไอช่วยทำรายงาน การเรียนการสอนแบบอะนาล็อกกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
ส่วนการมามหาวิทยาลัยเพื่อพบปะผู้คน ทำงานเป็นกลุ่ม หรือพูดคุยกับคนที่รู้ใจ เทียบไม่ได้กับการไปใช้บริการศูนย์การค้า ที่อยู่รายรอบมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับกิจกรรมกีฬา ดนตรี ออกกำลังกาย ฯลฯ ล้วนมีทางเลือกที่ดีกว่านอกมหาวิทยาลัย
วิกฤตมหาวิทยาลัยจึงไม่เพียงแค่ไม่มีนักศึกษา แต่ยังมีปัญหานักศึกษาไม่มามหาวิทยาลัย
ส่งผลให้อาคารสถานที่ที่สร้างกันใหญ่โต หลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งอาคารเรียนรวม อาคารวิทยบริการหรือห้องสมุด อาคารกิจกรรมรวม จนถึงอาคารคณะ หรือภาควิชา ทุกวันนี้การเข้าใช้อาคารน้อยมากจนถึงขั้นร้าง ยิ่งเป็นอาคารปฏิบัติการ ยิ่งมีปัญหาความเก่าของเครื่องมือและอุปกรณ์
การออกไปฝึกงานในโรงงานหรือสถานที่จริง ได้ผลดีและเข้าใจมากกว่า
ยังมีกรณีคล้ายอาคาร สตง. ที่พังพินาศตอนแผ่นดินไหว หลายมหาวิทยาลัยพากันสร้างหอประชุมหรืออาคารอเนกประสงค์ ที่มีขนาดใหญ่โต สำหรับจัดกิจกรรมปีละครั้งสองครั้ง นอกจากใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาล ยังมีค่าบำรุงรักษามากตลอดไป
ในองค์กรเอกชนก็มีปัญหาอาคารว่างการใช้สอย หรืออาคารเก่าพ้นสมัย ไม่มีคนใช้ หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นต้นทุนและมีค่าใช้จ่าย จนต้องหาทางใช้ประโยชน์อื่นขององค์กรเอง หรือเปิดให้บริการคนภายนอก ไปจนถึงนำออกจำหน่าย
แต่ในองค์กรรัฐ มหาวิทยาลัยจึงเป็นเช่นหน่วยงานราชการอื่น เพราะค่าใช้จ่ายมาจากงบประมาณประจำปี ส่วนพื้นที่ว่างไม่ใช้งาน ไม่มีผลหรือเกี่ยวกับภาระงาน และความรับผิดชอบ ส่วนการเสื่อมสภาพอาคาร ก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
ปัญหาทั้งหมดจึงเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี ที่ไร้เดียงสาตลอดไป คงต้องรอแผ่นดินไหวอีกครั้ง ถึงจะรู้เรื่องอาคารร้างการใช้สอยในมหาวิทยาลัยที่ไร้นักศึกษา
