บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (137)
ลุยม็อบชิงผู้ต้องหา
เมื่อผมทำงานไปนานๆ ผ่านประสบการณ์มามากมายที่มีทั้งดีทั้งร้าย นอกจากงานในหน้าที่จะต้องเสี่ยงภัย อันตรายกับการเผชิญโจรผู้ร้าย ซึ่งเป็นปกติของอาชีพ
ผมต้องใช้ความรู้ความสามารถระมัดระวังให้ลูกน้องและตัวเองปลอดภัย
เท่านั้นยังไม่พอผมยังต้องเจอการถูกกลั่นแกล้งด้วยกลวิธีต่างๆ
ทั้งตำรวจด้วยกันที่มีความอิจฉาริษยาหรือเหตุแห่งการชิงดีชิงเด่น จนมาถึงประชาชนที่สูญเสียผลประโยชน์
สุดท้ายจึงมาลงที่การร้องเรียน บางเรื่องผ่านมานานจนลืมไปหมดแล้ว
ต้องย้อนกลับไปทบทวนหาข้อมูลนำมาชี้แจง
ยิ่งวัฒนธรรมทางภาคใต้ ชาวบ้านบางกลุ่มบางพวกจะยึดคติที่ว่า ไม่รบกับนายไม่หายจน
จึงหาช่องทางที่จะร้องเรียนและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ผมถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยมาหลายครั้งแล้ว ย่อมรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ
การดูแลให้ความเป็นธรรมในเบื้องต้นมีน้อย มักจะฟังความจากเสียงร้องเรียน
การทำงานของผมจึงต้องระมัดระวังตัวเองอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่มั่นใจหรือถ้ายังไม่แม่นในข้อกฎหมาย ผมจะไม่บุ่มบ่ามทำโดยเด็ดขาด เพราะผมไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ระดับเบื้องบน หรือญาติพี่น้องที่เป็นใหญ่เป็นโตมาคอยปกป้องคุ้มครอง
และการจะเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการนั้นยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
ไม่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเหมือนอย่างพวกลูกท่านหลานเธอ พวกนี้โตแบบเหมือนเสกได้ เป็นเหมือนมายากล ไม่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำให้ยากลำบากหรือต้องมาเสี่ยงภัย เมื่อพวกนี้เป็นใหญ่เป็นโต ยังมาโฆษณาอวดอ้างความเก่งกล้าของตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นการหลอกลวงและปกปิดความล้มเหลวในการทำงาน
หากไม่มีบุพการีที่มีตำแหน่งสูงๆ หรือผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง ไม่มีหนทางที่จะก้าวหน้าได้เลย
และที่น่าเจ็บใจ ผมยังต้องมานั่งรับฟังคำสั่งจากคนพวกนี้ คำสั่งที่ออกมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้จริง ไม่สร้างสรรค์ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย มีแต่จะทำให้เสียหายหนักมากขึ้น
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจำนวนมากขีดความรู้ความสามารถในการทำงานไต่ไปไม่ถึง แต่ความสามารถเฉพาะตัวในการวิ่งเต้นเกินขีดลิมิต
หลายคนผมเห็นแววมาตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว และไม่ควรจะเป็นตำรวจ ด้วยระบบที่แย่ๆ ไม่มีการคัดกรองจึงช่วยให้ได้เป็น ผบ.ตร.หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูง
นับว่าเป็นโชคร้ายของกรมตำรวจ และประชาชนคนไทยมาตลอด
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 12.30 น. ตำรวจภูธรภาค 9 และตำรวจ สภ.อ.สิงหนคร ได้ร่วมกันตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 1 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยมี น.ส.วรรณาหรือโฉม โต๊ะหมีด เป็นผู้ดูแลบ้านดังกล่าว ได้ตรวจค้นพบเฮโรอีนชนิดผงขาวบรรจุเต็มหลอด จำนวน 300 หลอดบิ๊ก, กัญชา, บ้องกัญชา และเงินสดจำนวน 101,730 บาท และเป็นเวลาที่นายบุญเลิศ หรือหมีน โต๊ะหมีด กลับมาที่บ้านพอดี
เมื่อสอบถามนายบุญเลิศหรือหมีน ให้การรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของเฮโรอีนดังกล่าว และลักลอบจำหน่าย โดยร่วมกับน้องชายชื่อ นายวิชัย โต๊ะหมีด ที่หลบหนีไป
ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมทั้งสองคน โดยกล่าวหาว่าร่วมกับพวกที่หลบหนีมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย
พล.ต.ท.กิตติโชติ แสงนิล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กับ พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร เป็นผู้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนขึ้นรถยนต์เพื่อนำไปสอบปากคำที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ฝั่ง อ.เมืองสงขลา
ระหว่างที่กำลังควบคุมตัวทั้งสองคนออกมาจากหัวเขาแดง ได้มีกลุ่มชาวบ้านจำนวนกว่า 50 คน ไม่พอใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุม น.ส.วรรณาหรือโฉม จึงฮือเข้ามาที่รถยนต์เพื่อจะแย่งชิงตัว ทั้งๆ ที่มีสื่อมวลชนติดตามไปทำข่าวการจับกุมครั้งนี้ และรถยนต์ของสื่อมวลชนก็ถูกทุบด้วย
แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถฝ่าฝูงชนที่เข้ามาปิดล้อมออกจาก ต.หัวเขาได้ แต่อารมณ์ของชาวบ้านที่ไม่พอใจยังคงเดือดดาลและคุกรุ่นไม่หมอดลงง่ายๆ
จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ได้รวมตัวกันกว่า 100 คนปิดกั้นถนนบริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์ ฝั่ง อ.สิงหนคร โดยใช้เรือมาด ความยาว 5 เมตร และ 6 เมตร จำนวน 2 ลำ, ถังน้ำมัน ขนาด 200 ลิตร, ท่อนไม้, ก้อนหิน และอวนดักปลา
ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่ง ประมาณ 50 คน ได้ไปปิดกั้นแพขนานยนต์ ฝั่ง อ.สิงหนคร ทำให้การจราจรติดขัด ยานพาหนะไม่สามารถผ่านไปมาได้
เวลานั้น นายสุนทร ฤทธิภักดี นายอำเภอสิงหนคร กับเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนหนึ่ง ได้เดินทางไปยังบริเวณที่มีการชุมนุมประท้วง
ชาวบ้านที่ออกมาปิดถนนมักกระทำเช่นนี้บ่อยครั้ง จนประชาชนได้รับความเดือดร้อน ยิ่งรถบรรทุกน้ำมันจะต้องขนน้ำมันออกจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของหลายบริษัท ที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ไปส่งทั่วพื้นที่ของภาคใต้ หากไม่สามารถขนส่งน้ำมันเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง จะต้องเกิดปัญหาใหญ่โตตามมาอีกมากมาย
และครั้งนี้พวกปิดถนนก็เชื่อว่า ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีนจะสำเร็จเหมือนทุกครั้ง เพราะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนที่จะมีความกล้าหาญจับกุมพวกปิดถนนมาก่อนเลย จนกลายเป็นประเพณี ได้ใจ ย่ามใจและเคยตัว ไม่ต้องเคารพกติกาของบ้านเมือง
ถนนสายสำคัญถูกปิดตายสนิท รถยนต์จอดติดกันเป็นแถวเป็นระยะที่ยาวไกลทั้งสองด้าน คนที่อยู่ในรถยนต์รอดูการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ว่าจะทำอย่างไร อยากให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยเร็ว จะได้เดินทางต่อ ไม่ต้องมาติดอยู่กับที่ จนไปไหนไม่ได้
คงจะเป็นอารมณ์ที่ว้าวุ่นของคนที่อยู่ในรถ
เมื่อการเจรจากับผู้ชุมนุมประท้วงไม่ประสบความสำเร็จ ระหว่างนั้นผมจึงได้ร่วมกับ พ.ต.ท.สัมบูรณ์ บัวสิงห์ สวป. รวบรวมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ได้จำนวนหนึ่ง แล้วจะเข้าทำการจับกุมทันที
ผมได้ศึกษาเตรียมการไว้มาก่อนแล้ว จะไม่ปล่อยให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป อยากจะเรียกร้องอะไรก็ทำกันเป็นเรื่องสนุกตามอำเภอใจ
ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ฝั่ง อ.เมืองสงขลา พล.ต.ท.กิตติโชค แสงนิล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ในขณะนั้น ได้นำตัวผู้ต้องหาที่จำหน่ายเฮโรอีนไปควบคุมเพื่อซักถาม กำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะดำเนินการอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะดำเนินการตามคำเรียกร้องของผู้ปิดถนนประท้วง เพราะทนเห็นประชาชนเดือดร้อนต่อไปไม่ไหว
เมื่อรวบรวมกำลังตำรวจได้ 53 นายพอเพียงแล้ว ผมจึงสั่งจับกุมทันที และเมื่อจับตัวได้ให้ใส่กุญแจมือทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนี แล้วให้นำตัวไปขังที่ สภ.ต.ม่วงงาม และหากห้องขังไม่เพียงพอ ให้ส่งไปขัง สภ.ใกล้เคียง ป้องกันการชิงตัวผู้ต้องหา
พวกที่ปิดถนนประท้วงไม่เคยคิดมาก่อนว่าตำรวจจะเอาจริงและจับจริง ถึงกับตกใจทำอะไรไม่ถูก แต่ส่วนมากวิ่งหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง ทิ้งสิ่งที่กีดขวางไว้กลางถนน จับได้ 15 คน
จากนั้นตำรวจช่วยกันขนย้ายสิ่งกีดขวางบนถนนออกไปได้ และเปิดการจราจรให้ใช้การได้ทันที ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ
พล.ต.ท.กิตติโชค แสงนิล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้สอบถามสถานการณ์ในพื้นที่กับ พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ซึ่งอยู่ที่ฝั่งสงขลาด้วยกัน พ.ต.อ.ชำนาญได้ตอบผู้บัญชาการว่า “ไอ้วีณ จัดการฟาดหมดแล้ว”
ซึ่ง พ.ต.อ.ชำนาญได้กลับมาเล่าให้ฟังภายหลังว่า บรรยากาศความเครียดในที่ทำงานของผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างไร และรู้สึกโล่งใจเมื่อผมกับพวกจัดการปัญหาได้
ดังนั้นข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ค้ายาเสพติดจึงพับไป
ผมได้แก้ปัญหาที่หมักหมมได้อีกครั้ง ความเดือดร้อนของประชาชนถูกแก้ไข
คนขายยาเสพติดถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม
แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือจับกุมผู้ที่ปิดถนนประท้วงได้สำเร็จ และเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้ทุกอย่าง โดยดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกับพวกที่หลบหนีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไม่ยอมเลิก และกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือนำสิ่งใดมาขวางหรือวางบนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรค 2, 216, 90, 53 และ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39 และ 71
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 ศาลแขวงสงขลามีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ 448/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 424/2540 ให้จำเลยทั้ง 14 คนมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษบทหนักที่สุด โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ที่จำเลยกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นที่ต้องใช้ถนนสัญจรไปมา และความเสียหายด้านอื่นอันเกิดจากการปิดทางคมนาคม
จึงให้จำคุกคนละ 4 เดือน รับลดกึ่ง เหลือจำคุกคนละ 2 เดือน ริบของกลาง ทั้ง 14 คน
