คลุกวงใน | พิศณุ นิลกลัด
Facebook : @Pitsanuofficial
กีฬา ความรักชาติ
และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ถึง 20 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา แข่งขัน 50 ชนิดกีฬา
ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมีทั้งหมด 11 ชาติ ได้แก่ บรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ติมอร์-เลสเต, เวียดนาม และไทย
นักกีฬาไทยจะลงแข่งขันครบทุกประเภท รวม 2,134 คน
ส่วนกัมพูชาจากเดิมที่จะส่งนักกีฬา 1,500 คน เวลานี้เหลือ 57 คน
ทุกครั้งที่มีการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ทั้งนักกีฬาและแฟนกีฬาของประเทศต่างๆ ล้วนตั้งตารอคอยที่จะได้แสดงพลังสนับสนุนทีมชาติของตัวเองให้ทำผลงานออกมาดีที่สุด
แต่บ่อยครั้งอารมณ์ร่วมในการแข่งขันที่สูงมาก ก็กลายเป็นความรู้สึกชาตินิยม และอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์แข็งกร้าวต่อชาติคู่แข่งขัน จนกระทบต่อความสัมพันธ์ในระดับชาติได้
เรื่องนี้มีการศึกษาชี้ออกมาให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศบางประเทศนั้นก็มีส่วนมาจากอารมณ์ร่วมในการแข่งขันกีฬาด้วยเหมือนกัน
แอนดรูว์ แบร์โตลี่ (Andrew Bertoli) นักวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงระดับชาติจากศูนย์วิจัย Dickey Center ของวิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth College) ประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าประเทศต่างๆ มักจะมีพฤติกรรมและความรู้สึกที่แข็งกร้าวต่อกันมากขึ้นหลังจากมีการแสดงออกด้านชาตินิยมในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ
ทีมวิจัยของแอนดรูว์ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นการจุดประกายให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างสองประเทศ
เช่น สงครามฟุตบอล (Football War) หรือเรียกอีกชื่อว่า สงครามร้อยชั่วโมง (100 Hour War) ในปี 1969 ระหว่างประเทศเอลซัลวาดอร์ กับประเทศฮอนดูรัส ซึ่งสองประเทศนี้มีปัญหาความไม่ลงรอยกันอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากนับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา มีชาวเอลซัลวาดอร์จำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ทำอาชีพเป็นชาวไร่ชาวนา ได้อพยพข้ามแดนไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในฮอนดูรัส
โดยในปี 1969 มีชาวบ้านเอลซัลวาดอร์จำนวนกว่า 3 แสนคนอาศัยอยู่ในฮอนดูรัส ระหว่างนั้นก็เกิดปัญหาขัดแย้งด้านการเมืองขึ้นมากมาย
กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970 รอบคัดเลือก ทั้งสองประเทศพบกันในรอบรองชนะเลิศเพื่อหาทีมที่จะไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติเฮติเพื่อได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เม็กซิโก
ในช่วงนั้นเอง ที่ความรุนแรงปะทุขึ้นถึงขีดสุดระหว่างแฟนบอลทั้งสองชาติ โดยในสองนัด ทั้งที่ฮอนดูรัส (8 มิถุนายน 1969; ฮอนดูรัสชนะ 1-0) และที่เอลซัลวาดอร์ (15 มิถุนายน 1969; เอลซัลวาดอร์ชนะ 3-0) มีเหตุการณ์แฟนบอลทะเลาะวิวาทกันรุนแรง จนกลายเป็นเหตุการณ์จลาจล
การแข่งขันนัดที่ 3 ที่สนามชาติเป็นกลางในเม็กซิโก ซิตี (26 มิถุนายน 1969) ผลปรากฏว่าเอลซัลวาดอร์ชนะฮอนดูรัสไป 3-2 ได้ไปบอลโลก หลังจากจบนัดนั้นความรุนแรงระหว่างสองประเทศ
ก็ลุกลามบานปลายไปถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านเอลซัลวาดอร์ที่อาศัยอยู่ในฮอนดูรัส ซึ่งโหดร้ายรุนแรงถึงขนาดที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอนดูรัส
จนในวันที่ 14 กรกฎาคม 1969 กองทัพเอลซัลวาดอร์ได้เปิดฉากโจมตีฮอนดูรัส และทำสงครามกันต่อเนื่องจนองค์การนานารัฐอเมริกัน (OAS) ต้องเข้ามาเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบในคืนวันที่ 18 กรกฎาคม และมีผลอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 ก่อนที่กองทัพเอลซัลวาดอร์จะถอนกำลังออกไปในวันที่ 1 สิงหาคม 1969
ทีมนักวิจัยได้นำผลของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกตั้งแต่ปี 1958 จนถึงปี 2010 มาศึกษาและพิจารณาเพื่อหาทีมชาติที่ตกรอบคัดเลือกหรือผ่านเข้ารอบด้วยคะแนนที่ห่างกันเฉียดฉิวเพียงแค่ไม่เกิน 2 แต้ม ซึ่งรวมๆ แล้วมีชาติที่เคยเจอกับเหตุการณ์ตกรอบหรือแซงคู่แข่งเข้ารอบอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนห่างกันไม่ถึง 2 คะแนน จำนวน 142 ประเทศ (มีประเทศซ้ำบางปี)
รายชื่อ 142 ประเทศที่ตกรอบหรือผ่านเข้ารอบอย่างหวุดหวิดระหว่าง 1958-2010
ในจำนวน 142 ประเทศนี้ทีมนักวิจัยพบว่าทีมที่ตกรอบและเข้ารอบอย่างหวุดหวิดล้วนมีปัจจัยหลายๆ อย่างคล้ายคลึงกันทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ จำนวนประชากรในประเทศ รวมถึงเหตุการณ์แสดงออกด้านความแข็งกร้าวทางกำลังทหารต่อประเทศอื่นในอดีต
แต่ก็พบว่าชาติที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกมักจะเป็นฝ่ายจุดประกายความขัดแย้งต่อประเทศอื่น และเหตุการณ์ความขัดแย้งยิ่งมากขึ้นไปอีกหลังจากสิ้นสุดการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งความชาตินิยมตรงนี้จะส่งผลมากเป็นพิเศษในประเทศที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมากๆ
ดังนั้น ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจึงไม่ค่อยมีผลกระทบด้านความรู้สึกชาตินิยมจากการแข่งขันฟุตบอลโลกสักเท่าไร เพราะฟุตบอลไม่ใช่กีฬายอดนิยมในอเมริกา
จากการคำนวณพบว่าประเทศที่เคยเป็นคู่แข่งขันกันในฟุตบอลโลกจะมีแนวโน้มความขัดแย้งต่อกันเพิ่มขึ้น 56% สังเกตได้จากก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกจะมีประเทศจำนวน 9 คู่ที่เคยมีปัญหาขัดแย้งระหว่างกันอย่างน้อยหนึ่งครั้งในอดีต
แต่หลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลโลก กลับมีคู่ขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 14 คู่ และจำนวนเหตุการณ์ขัดแย้งก็เพิ่มขึ้นจาก 9 ก่อนฟุตบอลโลกเป็น 21 เหตุการณ์ขัดแย้งหลังจากฟุตบอลโลก
แม้ว่าฟุตบอลโลกจะเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาความรักชาติและมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ
แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ชี้ให้เห็นบางกรณีที่การแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติมีส่วนทำให้คนในชาติหยุดความขัดแย้งและกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง
อย่างกรณีที่เกิดกับประเทศไอวอรีโคสต์ ในช่วงที่นักฟุตบอลทีมชาติไอวอรีโคสต์เป็นตัวแทนไปแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี
ดิดิเย่ ดร๊อกบา (Didier Drogba) นักฟุตบอลชาวไอวอรีโคสต์ อดีตผู้เล่นทีมเชลซี เป็นนักฟุตบอลที่พูดขอร้องให้ยุติสงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์ชั่วคราว ขอให้คนในประเทศส่งแรงใจเชียร์ทีมชาติที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี
โดยในเดือนตุลาคม ปี 2005 ทันทีที่ทีมไอวอรีโคสต์แข่งรอบคัดเลือกเสร็จ และผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ดร๊อกบาก็คุกเข่าขอร้องในห้องพักนักกีฬาโดยมีเพื่อนๆ ร่วมทีมให้กำลังใจ ซึ่งมี การถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ขอให้หยุดสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานถึง 5 ปี กลับมาสามัคคีกันอีกครั้งหลังจากทีมชาติไอวอรีโคสต์ได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลก เพราะชาวไอวอรีโคสต์ทุกคนอยากมีความสุขกับการเชียร์ฟุตบอลและขอหยุดใช้อาวุธต่อสู้ฆ่าฟันกัน
ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ ก็มีการพักรบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตามคำขอร้องของดร๊อกบา ซึ่งดร๊อกบาได้รับการยกย่องชื่นชมว่ามีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์
ซึ่งกินเวลาระหว่างปี 2001 ถึง 2007
สุดท้ายแอนดรูว์และทีมนักวิจัยของ Dickey Center แนะนำวิธีป้องกันการเกิดความขัดแย้งจากการแข่งขันกีฬาระหว่างสองประเทศว่า ควรจะหาทางหลีกเลี่ยง ไม่ให้ประเทศที่มีความขัดแย้งทางทหารระหว่างกันอยู่ต้องมาเจอกันในการแข่งขันกีฬา
และไม่ควรให้ประเทศที่กำลังมีปัญหาความขัดแย้งทางทหารได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ
