พระกริ่งนะโภคทรัพย์ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวรราราม
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในการสร้าง “พระกริ่ง” ของเมืองไทย
พระกริ่งนะโภคทรัพย์ คือ พระกริ่งที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงอนุญาตให้สร้างขึ้น เนื่องจากในปลายปี พ.ศ.2481 พระอาจารย์แสวง สำนักวัดสระเกศ, พระชัยปัญญา อธิบดีศาลอาญา, พระราชอากร อธิบดีกรมสรรพากร ขณะนั้น ร่วมกันดำริที่จะสร้างพระกริ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชน
จึงได้ร่วมกันนำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอคำปรึกษา และอาราธนาทูลเชิญไปทรงเป็นประธานสร้างพระกริ่งที่วัดสระเกศ
สมเด็จพระสังฆราชจึงตรัสถามว่า “จะทำพิธีที่วัดสุทัศน์ไม่เหมาะกว่าหรือ?”
คณะกรรมการเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเปิดโอกาส จึงทูลขออนุญาต ซึ่งก็ทรงเมตตาอนุญาต และรับสั่งให้อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ไปตาม “พระมงคลราชมุนี” หรือ “เจ้าคุณศรี” (สนธิ์) ช่วยรับภาระเป็นแม่งานดำเนินการ
พิธีหล่อพระกริ่ง กำหนดวันที่ 23 มกราคม 2482 ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานในงาน และทรงเททองด้วยพระองค์เอง

พระกริ่งนะโภคทรัพย์ สร้างจำนวน 400 องค์ ช่างที่ออกแบบแม่พิมพ์เป็นช่างของอาจารย์แสวง เดิมทีเป็นแบบบัวรอบฐาน รวม 10 คู่ด้วยกัน ที่ใต้ฐานมีอักขระเป็นตัวนะโภคทรัพย์
ครั้นเมื่อเทหล่อเป็นองค์ สมเด็จพระสังฆราชทรงพิจารณาดู จึงตรัสว่า ให้เก็บเอาไว้ก่อน เพื่อรอเข้าพิธีอีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยเอาออกให้ประชาชนบูชา
พระอาจารย์แสวง และพระชัยปัญญา เห็นชอบด้วย จึงทูลลากลับไป
ต่อมา มีพระจำนวนหนึ่งไม่มากนัก ที่พระอาจารย์แสวงนำไปปลุกเสกที่วัดคลองด่าน แล้วนำออกมาให้ประชาชนเช่าบูชาก่อน พระที่เหลืออยู่ที่วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชทรงสั่งให้ช่างนำไปปาดลบบัวหลังออกเสีย 3 คู่ คงเหลือไว้ 7 คู่ เพื่อคงเอกลักษณ์ของพระกริ่งวัดสุทัศน์ไว้
เมื่อช่างประจำวัดได้ลบเอาบัวหลังออกแล้ว เนื้อพระตรงฐานด้านหลังดูสดใหม่ ไม่กลมกลืนกับเนื้อเดิม ดังนั้น จึงนำพระกริ่งนะโภคทรัพย์ทั้งหมดไปชุบน้ำยา ให้ดูเนื้อกลมกลืนกัน
สมเด็จพระสังฆราชทรงให้นำพระกริ่งรุ่นนี้เข้าพิธีวันเพ็ญเดือน 12 ของปลายปี พ.ศ.2482 อีกครั้งหนึ่ง
เนื้อพระกริ่งนะโภคทรัพย์ จะเหมือนกับเนื้อพระกริ่งหน้าอินเดีย คือ มีเนื้อเหลืองนวลแกมขาว พระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกที่วัดสุทัศน์จะแตกต่างจากพระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกที่วัดคลองด่าน ตรงที่บัวด้านหลัง ถ้าออกที่วัดสุทัศน์จะมีการปาดบัวหลังออก 3 คู่ ส่วนที่ออกที่วัดคลองด่านจะเป็นบัวรอบฐาน
อย่างไรก็ตาม นักสะสมเล่นหาจะนิยมพระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกจากวัดสุทัศน์มากกว่าที่ออกจากวัดคลองด่าน
จึงเป็นพระกริ่งที่หายากและสนนราคาสูงรุ่นหนึ่งของพระกริ่งวัดสุทัศน์
พระประวัตินั้นมีพระนามเดิม “แพ” ประสูติเมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2399 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครอบครัวเป็นชาวสวนบางลำพูล่าง อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี
พ.ศ.2411 ปีมะโรง บรรพชาที่วัดราชบุรณะ ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดทองนพคุณ ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี ตามสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ครั้นสมเด็จพระวันรัตอาพาธใกล้ถึงมรณภาพ แนะนำให้พระองค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระเทพกวี (แดง) วัดสุทัศน์ (ภายหลังพระเทพกวีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต)
ปีเถาะ พ.ศ.2422 อุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร มีพระเทพกวี (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ และพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ กลับมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสุทัศน์ และยังได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามด้วย
ทรงเข้าแปลบาลีพระปริยัติธรรม 3 ครั้ง ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2432 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระศรีสมโพธิ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพ ในพระราชทินนามเดิม เมื่อ พ.ศ.2439 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พ.ศ.2441 เลื่อนเป็นพระราชาคณะ ที่พระเทพโมลี พ.ศ.2433 เลื่อนเป็นพระธรรมโกศาจารย์
พ.ศ.2455 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี
พ.ศ.2466 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์
พ.ศ.2472 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมณศักดิ์ ที่สมเด็จพระวันรัต
ครั้นเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 11 วัดราชบพิธฯ เสด็จสวรรคต จึงมีประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 โดยประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 8
ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วันที่ 19 กันยายน 2482 ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัฏสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”
ทรงปกครองคณะสงฆ์ให้เจริญเรียบร้อยก้าวหน้ามาโดยลำดับ ตั้งแต่เริ่มจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ด้านการศึกษาส่วนพระปริยัติธรรม รับหน้าที่เป็นแม่กองสนามหลวงฝ่ายบาลี สอบวัดความรู้พระปริยัติธรรมพระภิกษุ-สามเณร ตั้งแต่ พ.ศ.2471-2474

แม้จะทรงพระชราภาพ แต่ยังทรงพระปรีชาญาณ และทรงเห็นว่าจะไม่สามารถปกครองสังฆมณฑลให้สัมฤทธิผลได้ดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาตั้งคณะบัญชาการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินศาสนกิจให้ลุล่วง
จวบจนวันที่ 14 ตุลาคม 2484 รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อประสานนโยบายฝ่ายพุทธจักรกับอาณาจักร จึงมีพระบัญชาให้เปิดประชุมสมัยสามัญแห่งสังฆสภาขึ้น และเสด็จไปทรงเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2485
ทรงแต่งตั้งพระมหาเถรานุเถระในสังฆสภา ให้ดำรงตำแหน่งตามบทแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 โดยครบถ้วน
ในบั้นปลาย ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2487 คณะแพทย์ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนัก จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2487 สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักสมเด็จ ในวัดสุทัศนเทพวราราม
สิริพระชนมายุ 89 ปี พรรษา 66
ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชรวมทั้งสิ้น 7 ปี
