bg-single

พระกริ่งนะโภคทรัพย์ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวรราราม

17.08.2025

โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ

[email protected]

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในการสร้าง “พระกริ่ง” ของเมืองไทย

พระกริ่งนะโภคทรัพย์ คือ พระกริ่งที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงอนุญาตให้สร้างขึ้น เนื่องจากในปลายปี พ.ศ.2481 พระอาจารย์แสวง สำนักวัดสระเกศ, พระชัยปัญญา อธิบดีศาลอาญา, พระราชอากร อธิบดีกรมสรรพากร ขณะนั้น ร่วมกันดำริที่จะสร้างพระกริ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชน

จึงได้ร่วมกันนำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอคำปรึกษา และอาราธนาทูลเชิญไปทรงเป็นประธานสร้างพระกริ่งที่วัดสระเกศ

สมเด็จพระสังฆราชจึงตรัสถามว่า “จะทำพิธีที่วัดสุทัศน์ไม่เหมาะกว่าหรือ?”

คณะกรรมการเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเปิดโอกาส จึงทูลขออนุญาต ซึ่งก็ทรงเมตตาอนุญาต และรับสั่งให้อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ไปตาม “พระมงคลราชมุนี” หรือ “เจ้าคุณศรี” (สนธิ์) ช่วยรับภาระเป็นแม่งานดำเนินการ

พิธีหล่อพระกริ่ง กำหนดวันที่ 23 มกราคม 2482 ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานในงาน และทรงเททองด้วยพระองค์เอง

พระกริ่ง 2479 สมเด็จพระสังฆราช (แพ)

พระกริ่งนะโภคทรัพย์ สร้างจำนวน 400 องค์ ช่างที่ออกแบบแม่พิมพ์เป็นช่างของอาจารย์แสวง เดิมทีเป็นแบบบัวรอบฐาน รวม 10 คู่ด้วยกัน ที่ใต้ฐานมีอักขระเป็นตัวนะโภคทรัพย์

ครั้นเมื่อเทหล่อเป็นองค์ สมเด็จพระสังฆราชทรงพิจารณาดู จึงตรัสว่า ให้เก็บเอาไว้ก่อน เพื่อรอเข้าพิธีอีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยเอาออกให้ประชาชนบูชา

พระอาจารย์แสวง และพระชัยปัญญา เห็นชอบด้วย จึงทูลลากลับไป

ต่อมา มีพระจำนวนหนึ่งไม่มากนัก ที่พระอาจารย์แสวงนำไปปลุกเสกที่วัดคลองด่าน แล้วนำออกมาให้ประชาชนเช่าบูชาก่อน พระที่เหลืออยู่ที่วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชทรงสั่งให้ช่างนำไปปาดลบบัวหลังออกเสีย 3 คู่ คงเหลือไว้ 7 คู่ เพื่อคงเอกลักษณ์ของพระกริ่งวัดสุทัศน์ไว้

เมื่อช่างประจำวัดได้ลบเอาบัวหลังออกแล้ว เนื้อพระตรงฐานด้านหลังดูสดใหม่ ไม่กลมกลืนกับเนื้อเดิม ดังนั้น จึงนำพระกริ่งนะโภคทรัพย์ทั้งหมดไปชุบน้ำยา ให้ดูเนื้อกลมกลืนกัน

สมเด็จพระสังฆราชทรงให้นำพระกริ่งรุ่นนี้เข้าพิธีวันเพ็ญเดือน 12 ของปลายปี พ.ศ.2482 อีกครั้งหนึ่ง

เนื้อพระกริ่งนะโภคทรัพย์ จะเหมือนกับเนื้อพระกริ่งหน้าอินเดีย คือ มีเนื้อเหลืองนวลแกมขาว พระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกที่วัดสุทัศน์จะแตกต่างจากพระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกที่วัดคลองด่าน ตรงที่บัวด้านหลัง ถ้าออกที่วัดสุทัศน์จะมีการปาดบัวหลังออก 3 คู่ ส่วนที่ออกที่วัดคลองด่านจะเป็นบัวรอบฐาน

อย่างไรก็ตาม นักสะสมเล่นหาจะนิยมพระกริ่งนะโภคทรัพย์ที่ออกจากวัดสุทัศน์มากกว่าที่ออกจากวัดคลองด่าน

จึงเป็นพระกริ่งที่หายากและสนนราคาสูงรุ่นหนึ่งของพระกริ่งวัดสุทัศน์

พระประวัตินั้นมีพระนามเดิม “แพ” ประสูติเมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2399 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครอบครัวเป็นชาวสวนบางลำพูล่าง อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี

พ.ศ.2411 ปีมะโรง บรรพชาที่วัดราชบุรณะ ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดทองนพคุณ ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี ตามสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ครั้นสมเด็จพระวันรัตอาพาธใกล้ถึงมรณภาพ แนะนำให้พระองค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระเทพกวี (แดง) วัดสุทัศน์ (ภายหลังพระเทพกวีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต)

ปีเถาะ พ.ศ.2422 อุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร มีพระเทพกวี (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ และพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ กลับมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสุทัศน์ และยังได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามด้วย

ทรงเข้าแปลบาลีพระปริยัติธรรม 3 ครั้ง ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2432 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระศรีสมโพธิ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพ ในพระราชทินนามเดิม เมื่อ พ.ศ.2439 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พ.ศ.2441 เลื่อนเป็นพระราชาคณะ ที่พระเทพโมลี พ.ศ.2433 เลื่อนเป็นพระธรรมโกศาจารย์

พ.ศ.2455 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี

พ.ศ.2466 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์

พ.ศ.2472 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมณศักดิ์ ที่สมเด็จพระวันรัต

ครั้นเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 11 วัดราชบพิธฯ เสด็จสวรรคต จึงมีประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 โดยประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 8

ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วันที่ 19 กันยายน 2482 ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัฏสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”

ทรงปกครองคณะสงฆ์ให้เจริญเรียบร้อยก้าวหน้ามาโดยลำดับ ตั้งแต่เริ่มจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

ด้านการศึกษาส่วนพระปริยัติธรรม รับหน้าที่เป็นแม่กองสนามหลวงฝ่ายบาลี สอบวัดความรู้พระปริยัติธรรมพระภิกษุ-สามเณร ตั้งแต่ พ.ศ.2471-2474

สมเด็จพระสังฆราช (แพ)

แม้จะทรงพระชราภาพ แต่ยังทรงพระปรีชาญาณ และทรงเห็นว่าจะไม่สามารถปกครองสังฆมณฑลให้สัมฤทธิผลได้ดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาตั้งคณะบัญชาการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินศาสนกิจให้ลุล่วง

จวบจนวันที่ 14 ตุลาคม 2484 รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อประสานนโยบายฝ่ายพุทธจักรกับอาณาจักร จึงมีพระบัญชาให้เปิดประชุมสมัยสามัญแห่งสังฆสภาขึ้น และเสด็จไปทรงเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2485

ทรงแต่งตั้งพระมหาเถรานุเถระในสังฆสภา ให้ดำรงตำแหน่งตามบทแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 โดยครบถ้วน

ในบั้นปลาย ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2487 คณะแพทย์ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนัก จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2487 สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักสมเด็จ ในวัดสุทัศนเทพวราราม

สิริพระชนมายุ 89 ปี พรรษา 66

ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชรวมทั้งสิ้น 7 ปี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์