bg-single

สงครามกับฆาตกรรม จากมุมมองของเอลิซาเบธ แอนสคัมบ์

19.08.2025

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

สงครามกับฆาตกรรม

จากมุมมองของเอลิซาเบธ แอนสคัมบ์

เมื่อเสียงแห่งความโกรธเกรี้ยวและเกลียดชังของคนทั้งสองประเทศดังพอๆ กับเสียงปืนและกับระเบิดบริเวณชายแดนของไทยและกัมพูชา ความชอบธรรมของทั้งสองฝ่ายในการอ้าง “สิทธิในการปกป้องอธิปไตย” ยิ่งเป็นพลังในการขับเน้นให้ “ชาตินิยม” ได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของผู้คนทั้งสองประเทศ และได้พัดโหมให้เปลวไฟแห่งความคลั่งแค้นลุกโชนกระพือความเกลียดชังกระจายไปทั่ว

ในสภาวะเช่นนี้เองสำหรับคนอย่าง เอลิซาเบธ แอนสคัมบ์ (Elizabeth Anscombe : 1919-2001) นักปรัชญาวิเคราะห์ชาวอังกฤษ เธอเห็นว่าเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด

เพราะสถานการณ์ลักษณะนี้มันได้บดบังคำถามพื้นฐานที่ว่า “การฆ่าในสงครามนั้นเป็นเรื่องชอบธรรมจริงหรือ”

ในบทความชื่อดังของเธอเรื่อง “War and Murder” (1956) แอนสคัมบ์ได้เสนอและปกป้องจุดยืนทางจริยศาสตร์ของเธออย่างเคร่งครัดต่อ “สงคราม” และ “การฆ่าผู้บริสุทธิ์”

โดยเธอใช้กรอบความคิดจากปรัชญาคริสต์ศาสนาแบบคาทอลิก จริยศาสตร์แบบหน้าที่นิยม (deontological ethics) และหลักเจตนา (intention) เป็นพื้นฐาน

แอนสคัมบ์ได้โต้แย้งอย่างหนักแน่นว่าการฆ่าแม้จะอยู่ในบริบทของสงครามก็ไม่อาจถือว่า “ชอบธรรม” ได้เสมอ หากไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจังว่า การกระทำนั้นมีเจตนา (intention) เป็นอย่างไร และ ได้เคารพหลักจริยธรรมพื้นฐานหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักที่เรียกว่า “หลักการเรื่องผลข้างเคียง” (principle of side effects)

“หลักการเรื่องผลข้างเคียง” ที่เธอนำมาวิเคราะห์นั้น โดยชี้ว่าในการกระทำหนึ่งๆ เราสามารถตั้งใจทำสิ่งหนึ่ง แม้จะรู้ว่ามันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมา ทว่า ผลลัพธ์นั้นต้องไม่ใช่เป้าหมายหลักของการกระทำ

ตัวอย่างเช่น การระเบิดสะพานเพื่อตัดเสบียงข้าศึกอาจทำให้พลเรือนเสียชีวิตด้วยโดยไม่ตั้งใจ สิ่งนี้เป็นผลข้างเคียงที่ “อาจ” ยอมรับได้ หากไม่ใช่กรณีที่ว่าการฆ่าพลเรือนนั้นคือเป้าหมาย หรือเป็นสิ่งที่ตั้งใจเลือกเพื่อให้ได้เป้าหมายอื่น

แอนสคัมบ์เป็นนักปรัชญาที่มีแนวคิดทางจริยศาสตร์แบบเน้นเจตนา (intention-based ethics) ซึ่งให้ความสำคัญกับเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทำมากกว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว

เธอกล่าวอย่างชัดเจนว่า คนยังคงถูกฆ่าแม้ว่าสงครามนั้นจะถูกมองว่าชอบธรรมก็ตาม หากการฆ่านั้นมาจากเจตนาในการจงใจทำลายชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์

แน่นอนว่ากล่าวมาถึงตรงนี้ แอนสคัมบ์ไม่ได้มองสงครามเป็นเรื่องขาวกับดำแค่นั้น เธอยังมองมันจากความเป็นจริงด้วย โดยแอนสคัมบ์เริ่มต้นจากการยอมรับว่าการใช้กำลังโดยรัฐหรือผู้ปกครองเป็นสิ่งจำเป็นต่อการธำรงระเบียบและความยุติธรรมในสังคม เพราะว่าโลกที่ไร้กฎหมายและรัฐก็จะกลายเป็น “ป่าดิบเถื่อน” เต็มไปด้วยอาชญากรรมและการโจมตี ดังนั้น การมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายที่ต้องใช้ความรุนแรงเป็นสิ่ง ถูกต้องโดยหลักการ แต่การใช้ต้องชอบธรรมด้วย

เธอปฏิเสธแนวคิดแบบสันตินิยม (pacifism) ที่มองว่าการใช้ความรุนแรงใดๆ เป็นสิ่งผิดเสมอ โดยเธอถือว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นมายาภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและความคิดของคริสต์ศาสนา

โดยสรุปแอนสคัมบ์เห็นว่าอำนาจการใช้ความรุนแรงของรัฐ ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายในตัวเอง ตราบใดที่ใช้เพื่อควบคุมความชั่วร้ายอีกต่อหนึ่ง

มากไปกว่านั้น แอนสคัมบ์ยังเห็นว่า “การฆ่าผู้บริสุทธิ์” เป็นความชั่วร้ายโดยตัวมันเอง (intrinsically evil) เธอย้ำอย่างชัดเจนว่า การจงใจฆ่าผู้บริสุทธิ์ คือ ฆาตกรรม (murder) ในความหมายทางศีลธรรม ไม่ว่าเป้าหมายจะดีเพียงใดก็ตาม ผู้บริสุทธิ์ หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนในการกระทำอันไม่ยุติธรรม เช่น ชาวบ้าน เด็ก เกษตรกร

แม้แต่ในสงคราม การวางระเบิดโรงงานอาวุธอาจพอจะมีความชอบธรรมได้ แต่การวางระเบิด “เพื่อทำลายขวัญกำลังใจ” หรือ “เร่งให้ศัตรูยอมแพ้” โดยโจมตีเมือง หรือพื้นที่พลเรือนนั่นย่อมเป็นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการฆาตกรรม

กล่าวคือ ไม่มีสถานการณ์ใดที่ทำให้ “การจงใจฆ่าผู้บริสุทธิ์” กลายเป็นสิ่งชอบธรรมได้

กล่าวอีกอย่างได้ว่า แอนสคัมบ์เห็นว่าการฆ่าพลเรือนโดยตั้งใจหรือเจตนานั้นเป็นการ “ฆาตกรรม” เสมอ

เธอเห็นว่าหากผู้มีอำนาจเลือกที่จะฆ่าคนบริสุทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องมือให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การบังคับให้ฝ่ายศัตรูยอมจำนน นั่นคือการฆาตกรรมเสมอ

ซึ่งต่างจากกรณีที่ผู้กระทำเลือกทำสิ่งอื่นหรือมีเจตนาเป็นอย่างอื่น แม้รู้ว่าพลเรือนอาจตายได้ ตัวอย่างเช่น การมอบยาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยขั้นสุดท้าย โดยรู้ว่าจะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตแต่ไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะฆ่า นี่จึงไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรม

โดยสรุป ความแตกต่างอยู่ที่ “เจตนา” ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

แอนสคัมบ์ใช้ “หลักการผลกระทบสองอย่าง” (principle of double effect) จากจริยศาสตร์คริสต์ศาสนาแบบคาทอลิกที่ว่า “ผลที่ตั้งใจไว้” (intended consequence) กับ “ผลที่รู้ว่าจะเกิด แต่ไม่ได้ตั้งใจ” (foreseen but unintended) นั้นมีความแตกต่างกันทางศีลธรรม

เช่น ถ้าเราผลักคนจากหน้าผาเพื่อฆ่าเขา นั้นหมายความว่าเรามีเจตนาที่จะฆ่าเขา แต่ถ้าเราป้องกันตัวเองโดยผลักเขาออก แล้วเขาตกลงไปตายโดยที่เราไม่ได้เจตนา กรณีนี้อาจพออ้างได้ว่าเราไม่ผิด

แอนสคัมบ์เน้นว่า เจตนาหรือความจงใจ (intention) คือเงื่อนไขหลักที่เป็นเส้นบางระหว่าง “การสังหาร” กับ “การฆาตกรรม”

เธอจึงวิจารณ์พวกที่ใช้หลักการผลกระทบสองอย่างอย่างฉ้อฉล

เช่น กรณีการทิ้งระเบิดลงใส่เมืองต่างๆ แล้วมักอ้างว่า “เราไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าพลเรือน แต่พลเรือนตายเป็นผลข้างเคียง” ซึ่งการอ้างเหตุผลแบบนี้แอนสคัมบ์เห็นว่า เป็นการโกหกตัวเองทางศีลธรรม เพราะการทิ้งระเบิดนั้นตั้งใจจะฆ่าคนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่ผลข้างเคียง การใช้หลักการผลกระทบสองอย่างได้ถูกนำไปใช้อย่างบิดเบือนเพื่อทำให้เจตนาเลวกลายเป็นดูดีขึ้นมา

แอนสคัมบ์จึงปฏิเสธการใช้แบบนี้อย่างเด็ดขาด

หากเรานำปรัชญาของแอนสคัมบ์มาพิจารณาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจนนำไปสู่การปะทะที่ชายแดนในเวลานี้ สิ่งที่เธอจะตั้งคำถามไม่ใช่เพียงว่า ใครเริ่มยิงก่อน หรือใครเป็นเจ้าของดินแดนพิพาท

แต่คำถามของเธอจะเป็นทำนองที่ว่า ผู้บัญชาการทหารไทยมีเจตนาอย่างไรเมื่อสั่งยิง หรือ

ผู้บัญชาการทหารกัมพูชามีเจตนาอย่างไรจึงสั่งยิงโจมตี

ผู้บัญชาการเหล่านี้รู้หรือไม่ว่าจะมีพลเรือนทั้งไทยและกัมพูชาเสียชีวิต

หากทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการตายของพลเรือนเป็นผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง หรือแม้กระทั่ง การเลือกเป้าหมายที่มีพลเรือนโดยเจตนาเพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้คือหัวใจของจริยศาสตร์สงคราม หากทหารไทยเลือกเป้าหมายโดยไม่ได้คำนึงถึงพลเรือน หรือหากผู้มีอำนาจทางการเมืองของกัมพูชายอมรับให้ “การตายของบางคน” เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างความกลัว

แอนสคัมบ์จะบอกเราว่า นี่ไม่ใช่สงครามที่ชอบธรรม แต่เป็นการฆาตกรรมในนามของรัฐ

แอนสคัมบ์เคยเขียนตำหนิการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิอย่างรุนแรงว่าเป็น “การฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างเจตนา” เธอลาออกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเพื่อประท้วงการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน (Harry Truman) เพราะเชื่อว่าไม่ควรมีใครที่จะได้รับการยกย่องหรือได้รับเกียรติจากการกระทำเช่นนั้น

ในทำนองเดียวกัน หากประเทศไทยหรือกัมพูชาถือว่าการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนเป็นราคาที่ควรจ่าย แอนสคัมบ์อาจชี้หน้าวิจารณ์ว่า นี่ไม่ใช่การรักษาอธิปไตย แต่คือการยอมฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อผลทางการเมือง

ผู้เขียนไม่ได้เรียกร้องให้ทหารวางอาวุธทันที หรือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยอมเสียพื้นที่ดินแดนที่เป็นกรณีพิพาท

แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้เรากลับมาถามคำถามพื้นฐานว่า “เราได้ฆ่าใครลงไปแล้วบ้าง” และ “เจตนาของเราคืออะไร”

เพราะว่าหากเราปล่อยให้คำว่า “ผลข้างเคียง” บดบังชีวิตมนุษย์ และหากเรายอมรับว่า “คนบริสุทธิ์ต้องตายบ้างก็ได้” แอนสคัมบ์จะเตือนเราว่า จริยธรรมของเรากำลังพังทลายลงโดยไม่รู้ตัว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย