Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
คำแนะนำของมาเคียเวลลีว่าด้วยการเลือกข้างทางการเมือง (จบ)
ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ “นิคโคโล มาเคียเวลลี” (Niccolò Machiavelli) นักปรัชญาการเมืองชาวอิตาลี เผยแพร่ทางมติชนสุดสัปดาห์ 2 เรื่องคือ “555 ปีมาเคียเวลลี ผู้สร้างคัมภีร์ปีศาจสำหรับครองอำนาจทางการเมือง” ซึ่งเผยแพร่ไปเมื่อปี 2567 ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_759720
ส่วนอีกชิ้นหนึ่งก็คือบทความนี้ซึ่งมี 2 ตอนจบ ตอนที่แล้วเล่าถึงทัศนะของมาเคียเวลลีเรื่องแนวทางการเลือกข้างทางการเมืองของผู้ปกครองเมื่อรัฐหรือประเทศเพื่อนบ้านขัดแย้งกันจนเข้าสู่สงคราม โดยอ้างอิงเนื้อหาจากหนังสือ The Prince บทที่ 21 What a ruler should do to win respect (ผู้ปกครองควรทำอะไรให้ได้มาซึ่งความเคารพ) ว่าสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณีคือ (1) กรณีที่รัฐเพื่อนบ้านมีกำลังอำนาจสูง ซึ่งไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ ผู้ปกครองที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งก็ต้องหวั่นเกรงกำลังอำนาจของทั้งคู่ และ (2) กรณีที่เพื่อนบ้านมีกำลังอำนาจไม่มาก ซึ่งไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม ผู้ปกครองก็ไม่ต้องหวั่นวิตกต่อกำลังอำนาจของทั้งคู่
ผู้สนใจสามารถอ่านย้อนหลังได้ที่ลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_854873
สําหรับกรณีแรกนั้นผมเลือกใช้คำว่า “มหาอำนาจ” เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน แต่อันที่จริงแล้วใน The Prince ตามสำนวนภาษาอังกฤษของ Tim Parks ไม่ได้ใช้คำว่า super power (มหาอำนาจ) แต่ใช้คำว่า powerful (ทรงพลังหรือมีกำลังอำนาจ) เช่น power neighbours (เพื่อนบ้านที่มีกำลังอำนาจ) ฯลฯ
กรณีแบบแรกมาเคียเวลลีแนะว่าผู้ปกครองที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งแต่เป็นเพื่อนบ้านกับคู่ขัดแย้งนั้นควรเลือกข้างให้ชัด
เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็ตาม หากผู้ปกครองวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เขาจะต้องกลายเป็นศัตรูกับทั้งผู้แพ้และชนะ เพราะผู้ชนะจะไม่ไว้ใจคนครึ่งๆ กลางๆ ในขณะที่ผู้แพ้ย่อมผูกใจเจ็บ
ท้ายที่สุดไม่ว่าสงครามลงเอยอย่างไร ผู้ปกครองที่สงวนท่าทีหรือเหยียบเรือสองแคมจะพบกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่า
ส่วนกรณีที่สองหากเพื่อนบ้านที่เป็นคู่ขัดแย้งมีกำลังอำนาจไม่มากนัก และไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม ผู้ปกครองก็ไม่มีอะไรให้หวาดกลัว ผู้ปกครองก็ควรเลือกข้างอยู่ดี แต่ให้เลือกอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาว่าควรเก็บใครไว้ เมื่อได้รับชัยชนะมาแล้ว รัฐเพื่อนบ้านที่เลือกไปช่วยจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองที่ให้การช่วยเหลือพึ่งพิง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ปกครอง
อย่างไรก็ตาม มาเคียเวลลีเตือนว่าไม่มีทางเลือกใดที่ได้ผลดีทั้งหมดโดยปราศจากความเสี่ยง
เมื่อผู้ปกครองตัดสินใจเลือกเดินไปในทิศทางใดก็มักหนีปัญหาหนึ่งไปพบกับอีกปัญหาหนึ่งเสมอ
ผู้ปกครองที่ฉลาดรอบคอบจึงไม่ใช่คนที่เลือกทางเดินอันสมบูรณ์แบบ แต่คือคนที่สามารถประเมินความเสี่ยงทั้งหมดได้
และเลือกหนทางที่ให้ผลร้ายน้อยที่สุด
นอกจากนี้มาเคียเวลลียังแนะแนวทางอีกอย่างหนึ่งซึ่งดูขัดกับคำแนะนำกรณีแรก ก็คือให้ผู้ปกครองหลีกเลี่ยงการเลือกข้างรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่าตนเองในการเข้าไปทำศึกกับศัตรูของเขา เว้นเสียแต่ว่าจำเป็นจริงๆ จนมิอาจหลีกเลี่ยง
เพราะเมื่อช่วยให้ได้ชัยชนะแล้ว ผู้ปกครองที่เข้าไปช่วยจะตกอยู่ในเงื้อมมือของรัฐที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่า ไม่ต่างกับ “ลูกไก่ในกำมือ” ซึ่งจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด โดยมาเคียเวลลี (ตามสำนวนแปลของสมบัติ จันทรวงศ์ และ Tim Parks) กล่าวเอาไว้ในความตอนนี้ว่า
“เจ้าผู้ปกครองควรระมัดระวังไม่เข้าร่วมกับผู้ซึ่งมีอำนาจมากกว่าตนเพื่อโจมตีผู้อื่น ยกเว้นเมื่อความจำเป็นบีบบังคับเขาอย่างที่ได้พูดถึงข้างต้น เพราะเมื่อชนะ ท่านก็ยังคงเป็นนักโทษของเขาอยู่ และเจ้าผู้ปกครองควรจะหลีกเลี่ยงการต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
(Here it’s worth noting that a ruler must never ally himself with someone more powerful in order to attack his enemies, unless, as I said above, it is absolutely necessary. Because when you win you’ll be at your ally’s mercy, and whenever possible rulers must avoid placing themselves in another’s power.)
จะเห็นได้ว่ามาเคียเวลลีแนะนำแนวทางในการเลือกข้างเอาไว้สองแบบซึ่งขัดแย้งกัน
แบบหนึ่งเมื่อรัฐเพื่อนบ้านที่ทรงกำลังอำนาจเกิดความขัดแย้ง ในสถานการณ์นี้ให้ผู้ปกครองที่สังเกตการณ์อยู่เลือกข้างให้ชัด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นศัตรูกับคู่ขัดแย้งทั้งคู่
อีกแบบหนึ่งคือเมื่อรัฐเพื่อนบ้านที่ทรงกำลังอำนาจกว่าทำสงครามกับผู้อื่น ในสถานการณ์นี้ให้ผู้ปกครองหลีกเลี่ยงการเข้าไปช่วยรัฐที่ทรงกำลังอำนาจกว่า เว้นเสียแต่จำเป็นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ไม่อย่างนั้นจะตกเป็นเบี้ยล่างรัฐที่ทรงกำลังอำนาจนั้นต่อไป หรืออาจยิ่งตกเป็นลูกไล่เขามากกว่าเดิม
คำแนะนำแบบหนึ่งให้เลือกข้าง ส่วนอีกแบบหนึ่งไม่ให้เลือกข้าง แม้ทั้งสองแบบต่างก็เป็นรัฐที่ทรงกำลังอำนาจด้วยกันทั้งสิ้น
ทำให้ผู้อ่าน The Prince รู้สึกสับสนว่าจริงๆ แล้วหลักการเลือกข้างของมาเคียเวลลีคืออะไรกันแน่
คําตอบที่เป็นไปได้ก็คือ ประการแรก แนวทางของมาเคียเวลลีนั้นไม่ได้เอาหลักศีลธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมทางการเมือง หรืออุดมคติทางการเมือง มาเป็นศูนย์กลาง หากแต่ตั้งต้นด้วยการมุ่งรักษาอำนาจของผู้นำเอาไว้ และหาวิธีตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เล็งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ วิถีทาง (means) จึงเป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่ผลบั้นปลาย (ends)
ดังนั้นจึงไม่ได้มีหลักการหนึ่งเดียวให้ยึดเหนี่ยว ทว่าประกอบไปด้วยหลากหลายแนวทางซึ่งยืดหยุ่นพลิกแพลงไปเรื่อยตามแต่บริบทและสถานการณ์ที่ประเมินแล้วว่าน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กระทั่งนำมาสู่การเสนอแนะแนวทางหลายแบบซึ่งแต่ละแบบขัดแย้งกันอยู่ในที แนวทางเช่นนี้ถูกนักปรัชญาการเมืองยุคปัจจุบันเรียกว่า “สัจนิยมทางการเมือง” (Political Realism) หรือการมองการเมืองตามความเป็นจริง
ประการที่สอง เจตนารมณ์ของมาเคียเวลลีใน The Prince บท 21 นั้นต้องการเสนอแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการวางตัวให้ได้รับความเคารพหรือยอมรับเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งสร้างหลักเกณฑ์ในการเลือกข้างที่ตายตัวหรือเป็นวิทยาศาสตร์
เพราะฉะนั้นเขาจึงเสนอว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งขึ้นก็ควรเลือกข้าง เพราะนั่นเป็นหนทางที่ทำให้เกิด “มิตรแท้” การเพิกเฉยต่อความขัดแย้งไม่ได้ช่วยให้ผู้ปกครองได้รับการเคารพหรือยอมรับมากขึ้นเลย แต่กลับทำให้เสื่อมลง และปราศจากเพื่อนตายสหายศึก
วิธีกระโจนลงไปช่วยใครสักคนจึงเป็นทางเสี่ยงที่จำเป็นสำหรับ “ซื้อใจ” คนอื่น ต่อให้ฝ่ายที่เลือกกลายเป็นผู้แพ้ แต่ก็ยังได้เพื่อนแท้อยู่ดี ซึ่งเขาจะช่วยเราเท่าที่ทำได้ และวันหนึ่งเขาก็อาจพลิกฟื้นกลับมาได้ในอนาคต
ในขณะที่ผู้วางเฉยกลับไม่มีใครยอมรับเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังถูกชิงชังจากคู่ขัดแย้งทั้งคู่
ด้วยเหตุนี้การศึกษาปรัชญาของมาเคียเวลลีผ่าน The Prince จึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจภายใต้ฐานคิดที่ว่าการเมืองในโลกของความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ “ศาสตร์” (science) ที่มีสูตรสำเร็จหรือกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว
หากแต่เป็นทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” (science and art) แห่งอำนาจ ที่จำเป็นต้องอาศัยทักษะ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการอ่านคน อ่านเรื่องราว ตลอดจนประเมินสถานการณ์ที่มีความยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามบริบท ดังที่มาเคียเวลลีกล่าวเอาไว้ว่า
“ไม่มีวันที่เราจะหาทางหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกอย่างหนึ่งได้ โดยไม่ต้องประสบกับความไม่สะดวกอีกอย่างหนึ่งได้เป็นอันขาด แต่ความสุขุมรอบคอบนั้นอยู่ที่การรู้ว่าจะรู้จักคุณลักษณะของความไม่สะดวกต่างๆ นั้นได้อย่างไร และรู้จักเลือกสิ่งที่เลวน้อยกว่า”
(A ruler must never imagine that any decision he takes is safe; on the contrary he should reckon that any decision is potentially dangerous. It is in the nature of things that every time you try to avoid one danger you run into another. Good sense consists in being able to assess the dangers and choose the lesser of various evils.)
