ส่องภารกิจ ‘รมต.ศธ.’ หลังชายแดนสงบ ได้เวลาพา ‘เด็กๆ’ กลับ ‘ห้องเรียน’
| การศึกษา
หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยฝ่ายไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกับข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ
อาทิ หยุดใช้อาวุธทุกประเภทโจมตีต่อพลเรือนและเป้าหมายทางทหารทุกพื้นที่ และทุกกรณี ตั้งผู้สังเกตการณ์ติดตามผล ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ ยึดกฎหมายมนุษยธรรม หากเกิดเหตุให้ใช้ช่องทางทวิภาคีแก้ปัญหา จัดประชุม RBC ไปสู่การปฏิบัติ ฯลฯ
จากนี้ ต้องรอดูว่าจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลงทั้ง 13 ข้ออย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือจะมีฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงหรือไม่
สำหรับประชาชนที่จะกลับภูมิลำเนา ปัจจุบัน ศบ.ทก.ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดประสานผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่โดยตรง เพราะแต่ละจังหวัดสถานการณ์ไม่เท่ากัน
เมื่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะพื้นที่ในหลายจังหวัดที่มีการปะทะรุนแรง อย่าง จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และ จ.อุบลราชธานี นอกจากชาวบ้านที่อพยพมาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวนานเกือบเดือน อยากจะกลับบ้านเต็มแก่แล้ว เด็กๆ และนักเรียนก็คงคาดหวังว่าจะได้กลับบ้านเหมือนกัน และจะได้กลับไปเรียนหนังสือ
ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากบ้านเรือนประชาชน ชุมชน ร้านค้า โรงพยาบาล ที่ได้รับความเสียหายจำนวนมาก “โรงเรียน” หลายแห่งก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน

นอกจากสภาพบ้านเรือนประชาชน ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล และโรงเรียน ที่กัมพูชาจงใจยิงปืนใหญ่และจรวด BM-21 เข้าใส่ไทยอย่างสะเปะสะปะ จนเกิดความเสียหายแล้ว ยังทำให้พลเรือนเสียชีวิตถึง 15 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก
ในจำนวนนี้มีลูกเด็กเล็กแดง และนักเรียนนักศึกษา บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย
โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับรายงานว่านักเรียนในสังกัดในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี บาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิตถึง 5 ราย
ขณะที่มีโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และต้องสั่งปิดเรียนมากถึง 751 แห่ง โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ปิดเรียนแล้ว 751 โรงเรียน ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 5 ปิด 95 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ปิด 4 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ปิด 45 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ปิด 132 โรงเรียน สพม.ศรีสะเกษ ปิด 12 โรงเรียน
สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 ปิด 47 โรงเรียน สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 ปิด 34 โรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ ปิด 4 โรงเรียน สพป.สุรินทร์ เขต 3 ปิด 233 โรงเรียน สพม.สุรินทร์ ปิด 25 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 1 ปิด 27 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 2 ปิด 71 โรงเรียน สพม.สระแก้ว ปิด 7 โรงเรียน และ สพป.จันทบุรี เขต 2 ปิด 15 โรงเรียน
สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องดำเนินการเร่งด่วน ภายหลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มคลี่คลายคือ การสำรวจจำนวนนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนมีจำนวนเท่าใด
เพื่อที่จะเดินหน้า “เยียวยา” ทั้งทางร่างกายและจิตใจ นักเรียนและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
รวมถึงสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณซ่อมแซมให้กับสถานศึกษาต่างๆ ให้กลับมาจัดการเรียนการสอนได้เร็วที่สุด

การจัดการเรียนการสอนชดเชยให้กับนักเรียนและนักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร เป็นอีกเรื่องที่ ศธ.ต้องเดินหน้าต่อหลังจากการเยียวยาร่างกายและจิตใจแล้ว
ประเด็นนี้ ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความห่วงใยถึงการจัดการเรียนการสอน และการสอบกลางภาคของนักเรียนที่ต้องหยุดชะงักไป ดังนั้น สพฐ.กำลังเร่งออกแบบวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะกับนักเรียนกลุ่มนี้
เบื้องต้น สพฐ.สรุปการจัดการเรียนการสอนมี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. onsite ทำได้ในกรณีที่โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย 2. onair เรียนผ่านระบบดีแอลทีวี 3. online เรียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 4. ondemand เรียนผ่านระบบแอพพลิเคชั่น และ 5. onhand เรียนผ่านที่บ้านจากใบงาน หรือแบบฝึกหัดที่โรงเรียนแจกให้
ว่าที่ ร.ต.ธนุระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีข้อสั่งการให้ดำเนินการเร่งเยียวยาโดยด่วน ทั้งในระยะสั้น ภายใน 7-30 วัน ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเยียวยาจิตใจในช่วงอพยพ รวมถึงในระยะยาว ภายใน 3-12 เดือน เพื่อฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษาในเขตชายแดน และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุซ้ำ ซึ่ง สพฐ.จะร่วมเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
โดยผู้บริหาร สพฐ.และผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยประชุมหารือเพื่อแจ้งแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลังจากนี้ ตลอดจนแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ สพฐ.ได้กำชับ สพท.และสถานศึกษาทุกแห่งในเขตพื้นที่จังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ให้เตรียมวางแผนหารูปแบบการจัดการศึกษาร่วมกับครูและผู้ปกครอง เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียน ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ และแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ระบุว่า ในนามของ ศธ. สพฐ. และรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ศธ.จะดูแลครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่ง สพฐ.มีกองทุนสำหรับเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบด้วย
“สำหรับระยะเวลาสั่งปิดโรงเรียน จะต้องติดตามสถานการณ์จากกระทรวงกลาโหม เพื่อดูความมั่นคงในพื้นที่ หากปิดเรียนเป็นระยะเวลานาน สพฐ.ได้เตรียมแผนสำรองสำหรับการเรียนการสอน เช่น การเรียนออนไลน์ผ่านระบบที่เคยใช้ตอนสถานการณ์แพร่ระบาดโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 เป็นต้น” นางนฤมลกล่าว
ล่าสุด เลขาธิการ กพฐ.นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศ ครั้งที่ 6/2568 โดยมีวาระเร่งด่วนคือ การดูแลและให้ช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นมาตรการความปลอดภัย และแผนเผชิญเหตุที่ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว ให้สถานศึกษาร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ต้องติดตามว่า “สถานศึกษา” ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดที่ยังน่าเป็นห่วง จะกลับมาเปิดเรียน และจัดการเรียนการสอนได้เมื่อไหร่…
ที่สำคัญ “นักเรียน” และ “นักศึกษา” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนครั้งนี้ จะได้รับการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง เพื่อกลับเข้าห้องเรียน และใช้ชีวิตปกติได้เมื่อใด…
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐมนตรี ศธ.” ต้องจัดการ!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
