bg-single

ส่องภารกิจ ‘รมต.ศธ.’ หลังชายแดนสงบ ได้เวลาพา ‘เด็กๆ’ กลับ ‘ห้องเรียน’

18.08.2025

| การศึกษา

หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยฝ่ายไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกับข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

อาทิ หยุดใช้อาวุธทุกประเภทโจมตีต่อพลเรือนและเป้าหมายทางทหารทุกพื้นที่ และทุกกรณี ตั้งผู้สังเกตการณ์ติดตามผล ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ ยึดกฎหมายมนุษยธรรม หากเกิดเหตุให้ใช้ช่องทางทวิภาคีแก้ปัญหา จัดประชุม RBC ไปสู่การปฏิบัติ ฯลฯ

จากนี้ ต้องรอดูว่าจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลงทั้ง 13 ข้ออย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือจะมีฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงหรือไม่

สำหรับประชาชนที่จะกลับภูมิลำเนา ปัจจุบัน ศบ.ทก.ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดประสานผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่โดยตรง เพราะแต่ละจังหวัดสถานการณ์ไม่เท่ากัน

เมื่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะพื้นที่ในหลายจังหวัดที่มีการปะทะรุนแรง อย่าง จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และ จ.อุบลราชธานี นอกจากชาวบ้านที่อพยพมาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวนานเกือบเดือน อยากจะกลับบ้านเต็มแก่แล้ว เด็กๆ และนักเรียนก็คงคาดหวังว่าจะได้กลับบ้านเหมือนกัน และจะได้กลับไปเรียนหนังสือ

ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากบ้านเรือนประชาชน ชุมชน ร้านค้า โรงพยาบาล ที่ได้รับความเสียหายจำนวนมาก “โรงเรียน” หลายแห่งก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน

นอกจากสภาพบ้านเรือนประชาชน ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล และโรงเรียน ที่กัมพูชาจงใจยิงปืนใหญ่และจรวด BM-21 เข้าใส่ไทยอย่างสะเปะสะปะ จนเกิดความเสียหายแล้ว ยังทำให้พลเรือนเสียชีวิตถึง 15 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก

ในจำนวนนี้มีลูกเด็กเล็กแดง และนักเรียนนักศึกษา บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับรายงานว่านักเรียนในสังกัดในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี บาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิตถึง 5 ราย

ขณะที่มีโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และต้องสั่งปิดเรียนมากถึง 751 แห่ง โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ปิดเรียนแล้ว 751 โรงเรียน ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 5 ปิด 95 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ปิด 4 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ปิด 45 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ปิด 132 โรงเรียน สพม.ศรีสะเกษ ปิด 12 โรงเรียน

สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 ปิด 47 โรงเรียน สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 ปิด 34 โรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ ปิด 4 โรงเรียน สพป.สุรินทร์ เขต 3 ปิด 233 โรงเรียน สพม.สุรินทร์ ปิด 25 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 1 ปิด 27 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 2 ปิด 71 โรงเรียน สพม.สระแก้ว ปิด 7 โรงเรียน และ สพป.จันทบุรี เขต 2 ปิด 15 โรงเรียน

สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องดำเนินการเร่งด่วน ภายหลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มคลี่คลายคือ การสำรวจจำนวนนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนมีจำนวนเท่าใด

เพื่อที่จะเดินหน้า “เยียวยา” ทั้งทางร่างกายและจิตใจ นักเรียนและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

รวมถึงสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณซ่อมแซมให้กับสถานศึกษาต่างๆ ให้กลับมาจัดการเรียนการสอนได้เร็วที่สุด

การจัดการเรียนการสอนชดเชยให้กับนักเรียนและนักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร เป็นอีกเรื่องที่ ศธ.ต้องเดินหน้าต่อหลังจากการเยียวยาร่างกายและจิตใจแล้ว

ประเด็นนี้ ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความห่วงใยถึงการจัดการเรียนการสอน และการสอบกลางภาคของนักเรียนที่ต้องหยุดชะงักไป ดังนั้น สพฐ.กำลังเร่งออกแบบวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะกับนักเรียนกลุ่มนี้

เบื้องต้น สพฐ.สรุปการจัดการเรียนการสอนมี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. onsite ทำได้ในกรณีที่โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย 2. onair เรียนผ่านระบบดีแอลทีวี 3. online เรียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 4. ondemand เรียนผ่านระบบแอพพลิเคชั่น และ 5. onhand เรียนผ่านที่บ้านจากใบงาน หรือแบบฝึกหัดที่โรงเรียนแจกให้

ว่าที่ ร.ต.ธนุระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีข้อสั่งการให้ดำเนินการเร่งเยียวยาโดยด่วน ทั้งในระยะสั้น ภายใน 7-30 วัน ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเยียวยาจิตใจในช่วงอพยพ รวมถึงในระยะยาว ภายใน 3-12 เดือน เพื่อฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษาในเขตชายแดน และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุซ้ำ ซึ่ง สพฐ.จะร่วมเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

โดยผู้บริหาร สพฐ.และผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยประชุมหารือเพื่อแจ้งแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลังจากนี้ ตลอดจนแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ สพฐ.ได้กำชับ สพท.และสถานศึกษาทุกแห่งในเขตพื้นที่จังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ให้เตรียมวางแผนหารูปแบบการจัดการศึกษาร่วมกับครูและผู้ปกครอง เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียน ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ และแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ระบุว่า ในนามของ ศธ. สพฐ. และรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ศธ.จะดูแลครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่ง สพฐ.มีกองทุนสำหรับเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบด้วย

“สำหรับระยะเวลาสั่งปิดโรงเรียน จะต้องติดตามสถานการณ์จากกระทรวงกลาโหม เพื่อดูความมั่นคงในพื้นที่ หากปิดเรียนเป็นระยะเวลานาน สพฐ.ได้เตรียมแผนสำรองสำหรับการเรียนการสอน เช่น การเรียนออนไลน์ผ่านระบบที่เคยใช้ตอนสถานการณ์แพร่ระบาดโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 เป็นต้น” นางนฤมลกล่าว

ล่าสุด เลขาธิการ กพฐ.นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศ ครั้งที่ 6/2568 โดยมีวาระเร่งด่วนคือ การดูแลและให้ช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นมาตรการความปลอดภัย และแผนเผชิญเหตุที่ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว ให้สถานศึกษาร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ต้องติดตามว่า “สถานศึกษา” ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดที่ยังน่าเป็นห่วง จะกลับมาเปิดเรียน และจัดการเรียนการสอนได้เมื่อไหร่…

ที่สำคัญ “นักเรียน” และ “นักศึกษา” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนครั้งนี้ จะได้รับการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง เพื่อกลับเข้าห้องเรียน และใช้ชีวิตปกติได้เมื่อใด…

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐมนตรี ศธ.” ต้องจัดการ!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยุทธการของ BRN ! | สุรชาติ บำรุงสุข
อดีต รมว.คลัง ชี้การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท—ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด และ รัฐบาลเสียความเชื่อมั่น
นายกสมาคมตำรวจ เยี่ยม “ร.ต.ท.ประสาร”ถูกต่างชาติคัตเตอร์ฟันคอขณะเข้าจับกุม ชื่นชมใจผู้พิทักษ์ฯ ย้ำตำรวจต้องแม่นยุทธวิธี ลดสูญเสี
อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
สุนทรียศาสตร์แห่งบาดแผล ในงานของผดุงทรัพย์ ประชานันทร์
ส่องกราดยิงที่โรงเรียนเมืองไทย ในสายตาสื่ออเมริกัน ถึงเวลาออกกฎหมายห้ามเด็กไทยอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงสื่อออนไลน์
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว มองปรากฏการณ์ แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม. โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
กว้านซื้อหนังสือมือสอง อาหารสมองของ AI
‘การศึกษา’ และ ‘สื่อ’ อีก 2 ปัจจัยกระตุ้น ‘ความรุนแรง’ ในสังคมไทย?
โผทหาร ฉบับลับ ผบ.เหล่าทัพ ทำเอง ยื้อ โค้งสุดท้าย จับตา ไพ่ใบสุดท้าย ‘บิ๊กปู’ ‘เต้-ไก่-กอล์ฟ’ ส่งออก ‘บิ๊กใหญ่’ ไป กห.
FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดโหวตรางวัลยอดนิยม 6 สาขา ถึง 21 กันยายน นี้
E-DUANG |   เรื่องของคน เรื่องของกิเลส คนต้องคน ให้ทั่ว หัวถึงตีน