‘เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊’ | ความฉิบหายวายวอดของ ‘มรดกตกทอด’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
เมื่อเดือนกรกฎาคม ได้ฟัง “นนทรีย์ นิมิบุตร” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เข้ามาปฏิรูปเปลี่ยนแปลงวงการหนังไทยในทศวรรษ 2540 ย้อนรำลึกถึงยุคทองของ “วงการหนังฮ่องกง” และเปรยประมาณว่า ปัจจุบัน ไม่มี “หนังอาชญากรรมสนุกๆ ที่ทำถึง” จากฮ่องกงอีกแล้ว ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ก็ทำหนังแนวดังกล่าวได้ไม่ดีเท่า
พอได้ดู “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” ทางเน็ตฟลิกซ์ จึงขออนุญาตคิดต่อว่า บางที หนังแบบที่พี่อุ๋ย นนทรีย์ คิดถึง อาจมาเติบโตผลิบานงอกเงยอยู่ในเมืองไทยแทน เช่น ผลงานของ “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” และ “วุฒิพงษ์ สุขะนินทร์” เรื่องนี้ เป็นต้น
“เดอะ สโตนฯ” คือหนังแนวอาชญากรรม โลกมืด ฟิล์มนัวร์ ที่จัดวางให้ตัวละครทุกคนเป็น “มนุษย์สีเทา” ไม่มีพระเอก นางเอก อย่างชัดเจน ไม่มีคนดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง
โดยมีจุดศูนย์กลางของเรื่องเล่าอยู่ที่ “สินค้าเฉพาะ” ของสังคมไทย นั่นคือ “วัตถุมงคล” อย่าง “พระเครื่อง”
สรุปสั้นๆ ได้ว่า นี่เป็นหนังไทยที่ดูสนุก มีคุณภาพน่าพึงพอใจ หรือเป็น “ความบันเทิงแบบแมส” ที่กลมกล่อม และน่าจะได้รับกล่องหรือรางวัลติดไม้ติดมือไปพอสมควร จากงานประกาศรางวัลของสถาบันต่างๆ ช่วงปีหน้า
นับเป็นการประเดิมงานกำกับภาพยนตร์ของนักร้อง-นักแสดงอย่าง “เป้ อารักษ์” ที่น่าชื่นชมและจับตามอง

โดยส่วนตัว มีสามประเด็นใหญ่ๆ ที่อยากจะสนทนากับภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊”
ข้อแรก “สิรคุปต์ เมทะนี” สวมบทเป็น “ผู้การนพดล” ได้ดี (ดีอย่างแตกต่างไปจากวิธีการแสดงของ “สมบัติ เมทะนี” พ่อของเขา และยอดดารา-พระเอกตลอดกาลผู้ล่วงลับ)
สิรคุปต์มักได้รับบทตำรวจในหนังไทยที่น่าจดจำอยู่เสมอ นับตั้งแต่ผลงานเปิดตัวอย่าง “มือปืน 2 สาละวิน” (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) เมื่อ พ.ศ.2536
อย่างไรก็ดี ผมกลับรู้สึกขัดฝืนพอสมควรกับการจัดวางบทบาทและความสัมพันธ์ทางอำนาจของเหล่าตัวละครในช่วงท้ายเรื่อง ผ่านสถานการณ์ที่มีตำรวจระดับนายพลมาร่วมชิง “พระสมเด็จ” กับกลุ่มแก๊งต่างๆ ในวงการพระเครื่อง ก่อนนำไปสู่เหตุปะทะที่แทบไม่มีใครเหลือรอดชีวิต
พอจะเข้าใจอยู่ว่า ผู้กำกับฯ และทีมเขียนบท พยายามสร้างและสอดใส่ตัวละครที่มีแคแร็กเตอร์แบบไทยๆ เข้าไปในโครงสร้างเรื่องราวแบบหนังอาชญากรรมแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมของต่างประเทศ
แต่คำถามก็มีอยู่ว่า ในบริบทแบบไทยๆ ตำรวจใหญ่ยศนายพลจะยอมเข้ามาร่วมวง “แย่งชิงวัตถุมงคล” กับเหล่าเซียนพระ ในลักษณะที่ “เท่าเทียม” มีโอกาสเป็น-ตายเท่าๆ กันหมด (โดยไร้แต้มต่อ) เช่นนี้จริงๆ หรือ?
สำหรับผม ผมคิดว่า “ไม่”
นั่นหมายความว่า ผู้สร้างหนังกำลังประเมิน “รัฐราชการไทย” หรือวัฒนธรรมอำนาจแบบไทยๆ ที่มี “ข้าราชการเป็นใหญ่” ต่ำเกินไป และผิดเพี้ยนเกินไป
หรือหากมองโลกในแง่ดีหน่อย พวกเขาก็คงปรารถนาให้ “รัฐราชการไทย” และ “ข้าราชการไทย” มีอำนาจอิทธิพลน้อยลงกว่านี้ และถูกคานอำนาจโดยประชาชนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมมากขึ้นกว่านี้


ประการถัดมา ผมรู้สึกเสียดายที่ “เดอะ สโตนฯ” ทำให้เรื่อง “พระเครื่อง” หรือ “พุทธพาณิชย์” กลายเป็นปัญหาทางโลก หรือปัญหาของฆราวาสชั่วๆ ดีๆ (เซียนพระ เซียนมวย อาชญากร ตำรวจ) แบบล้วนๆ โดยตัดบทบาทสำคัญของ “พระสงฆ์” ออกไป
ทั้งที่ในความเป็นจริง “พระเครื่อง-วัตถุมงคล” จะเกิดขึ้นและแพร่หลายไม่ได้เลย หากปราศจาก “วัด” และ “พระ” (ที่ตอนนี้ ถูกจับจ้องเรื่องความร่ำรวยผิดปกติ และการใช้ง่ายเงินที่ตรวจสอบไม่ได้ไปกับเรื่องอะไรบ้างก็ไม่รู้)
ถ้า “เป้ อารักษ์” และผองเพื่อนทีมงาน อยากทำหนังว่าด้วยเรื่องพุทธพาณิชย์-ศาสนา-ความเชื่อต่ออีกสักหนึ่งโปรเจ็กต์ ก็ขอเชียร์ให้พวกเขากล้านำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการ “ปั้นพระเกจิอาจารย์” โดยกลุ่มเซียนพระ เพื่อ “ปั่นราคา” วัตถุมงคลที่ผ่านการปลุกเสกของพระเกจิรูปนั้นๆ ให้มีมูลค่าสูงขึ้น (เกินจริง) ในท้องตลาด
เพราะนี่คือกระบวนการที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำกันมาตลอด และทำมาจนถึงปัจจุบัน
(เหมือนที่ตัวละครรายหนึ่งในหนังบอกว่า ต่อให้ “พระเครื่อง” ที่เก่าแก่จนเนื้อเป็น “หิน” มันก็ยัง “เก๊” ได้ ซึ่งผมขออนุญาตเสริมว่า ต่อให้ “พระเครื่อง” นั้นจะเป็น “หินก้อนมหึมา” ก็อาจไม่ใช่ “ของแท้”)


ข้อสุดท้าย ประเด็นหนึ่งของหนังที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก ก็คือ การกล่าวถึงภาวะพังทลายหรือความฉิบหายวายวอด อันเกิดจากการรับ “มรดกตกทอด” ภายในครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นลูกชายที่เชื่อว่าพวกตนควรได้รับ “พระสมเด็จ” ที่ตกทอดมาจากพ่อ ปัญหาก็คือดันมีพ่อมากกว่าหนึ่งคนที่ได้ (หรือเคย) ครอบครอง “วัตถุมงคล” ดังกล่าว จึงมีลูกชายมากกว่าหนึ่งคน/ครอบครัว ต้องออกติดตามทวงพระ (ของพ่อกู) คืน
หรือลูกที่อยากสืบทอดกิจการ “ซื้อขายพระเครื่อง” ต่อจากพ่อผู้มากบารมีในวงการ แต่ลูกก็ดันมีอยู่สองคนเช่นกัน คือ ลูกสาวแท้ๆ และลูกชายบุญธรรม
ยิ่งเมื่อ “มรดก” ที่ยื้อแย่งกันอาจไม่ได้เป็น “สมบัติโดยแท้จริง” ของพ่อรายไหนเลยสักคนเดียว (หากเป็นของที่แย่งชิงฉกฉวยจากคนอื่นมาอีกที) “การสืบทอดมรดก” จึงยิ่งเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายและเหตุการณ์นองเลือด
ในประเด็นนี้ “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” คล้ายกำลังเตือนคนดูว่า “มรดก” บางประเภท นั้นไม่ควรทำนุบำรุงรักษาเอาไว้ เพราะยิ่งสืบสานก็จะยิ่งพังพินาศ
