บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (138)
คดีเขย่าขวัญระดับประเทศ
การที่ตำรวจสิงหนครจับกุมพวกปิดถนนอย่างเฉียบขาด และนำไปฟ้องศาลจนติดคุก เป็นที่ร่ำลือไปทั่วจังหวัดสงขลา เพราะไม่เคยมีการจับกุมพวกปิดถนนที่สร้างความเดือดร้อนอย่างนี้มาก่อน เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและทำกันให้เห็นต่อหน้าต่อตามาตลอดหลายปี ทำได้อย่างสบายใจ
เมื่อมีการจับให้เห็นครั้งนี้ จึงเป็นตัวอย่าง หากมีใครคิดจะปิดถนนอีก
ไม่กี่วันต่อมา ประชาชนจำนวนมากได้ร่วมกันถือแผ่นผ้าสีขาวผืนยาวนับสิบเมตร มีข้อความที่เขียนบนแผ่นผ้าด้วยตัวอักษรสีน้ำเงินที่สวยงาม แสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.สิงหนคร ที่แก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ทำให้กฎหมายของบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ สังคมกลับมามีความสงบสุข พร้อมทั้งขอแสดงความยกย่อง ชื่นชม ให้กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง
โดยนายสุนทร ฤทธิภักดี นายอำเภอสิงหนคร เป็นผู้นำขบวนประชาชนเดินจากหน้าที่ว่าการอำเภอสิงหนคร ไปตามถนนสายหลัก คือ ถนนสายสงขลา-ระโนด จนมาถึงสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิงหนคร และ พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร ได้กล่าวขอบคุณ
ท่ามกลางเสียงปรบมือจากประชาชนดังกึกก้อง เป็นบรรยากาศและภาพที่น่าประทับใจยิ่ง ที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ผมทำงานร่วมกับ พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ได้ค่อนข้างราบรื่น เพราะผมออกลุยในพื้นที่ เมื่อมีการจับกุมครั้งสำคัญ พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร จะเป็นผู้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนได้ทราบ โดยผมจะอยู่เบื้องหลังตลอด
ผมไม่รู้ว่า พ.ต.อ.ชำนาญออกมาทำงานต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกหรือไม่ ชีวิตส่วนใหญ่เป็นตำรวจนครบาลอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อมารับตำแหน่งที่โรงพักสิงหนคร ไม่ได้นำครอบครัวมาด้วย จะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ
จนมาเกิดปัญหาขึ้น เมื่อผู้กำกับชำนาญใช้ ส.ต.ต.สุริยา แก้วประดิษฐ์ พลขับประจำตำแหน่ง ขึ้นกรุงเทพฯ ไปขับรถยนต์เก๋งส่วนตัว ยี่ห้อเมอร์เซเดซ เบนซ์ เพื่อนำมาใช้ที่ จ.สงขลา แต่ระหว่างทาง รถเบนซ์เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถึงจะซ่อมแล้วก็นำกลับมาใช้ไม่ได้ ผู้กำกับชำนาญจึงไม่มีรถส่วนตัวใช้
และเป็นเวลาที่ผมทุ่มเทให้กับการทำงานในพื้นที่ จึงไม่ค่อยได้ใช้รถส่วนตัวของผม คือรถยนต์โตโยต้า โคโรน่า ที่จอดไว้ที่บ้านพัก ผู้กำกับชำนาญจึงถือโอกาสขอยืมไปใช้เป็นเวลานานมากทีเดียว
จนผมลืมไปเลย
พ.ต.อ.ชำนาญเป็น นรต.รุ่น 29 เป็นคนสนุกชอบเที่ยว และน่าจะชอบชีวิตตามชนบท ในวันหยุดนำลูกน้องและครอบครัวตำรวจไปวิดน้ำจับปลาในบ่อ ลุยดินโคลนจับปลาอย่างสนุกสนาน
ผมทราบข่าวมาว่า พ.ต.อ.ชำนาญชอบขับรถของผมไปรับส่งแม่ค้าขายปลาเป็นประจำ แต่ผมไม่เคยเห็นและไม่เคยถาม จึงไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ความสนุกสนานของ พ.ต.อ.ชำนาญมีมากมาย การเป็นคนสนุกชอบเที่ยว จึงคล้ายกับ พ.ต.อ.ดำรงค์ วัฒโนดร ซึ่งขณะนั้นเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต เพราะเคยพาผมไปเที่ยวเมื่อช่วงเวลาที่อยู่ สภ.อ.หาดใหญ่ด้วยกัน ทั้งคู่ยังเป็น นรต.รุ่น 29 อีกด้วย
เพื่อนคู่หูของ พ.ต.อ.ชำนาญที่ไปเที่ยวด้วยกัน คือ พ.ต.ท.สมบัติ บุญโพธิ์ รอง ผกก.หน.สภ.อ.บางกล่ำ เมื่อผมจำเป็นต้องย้อนกลับไปเบิกความเป็นพยานศาลถิ่นเก่าที่ จ.สตูล เพราะคดียังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น ผมจึงต้องทวงถามรถของผมจาก พ.ต.อ.ชำนาญ เพื่อขับไป จ.สตูล ตามภารกิจที่ผมมี ผมไม่ได้ขับรถยนต์ของผมมานาน
ระหว่างทางที่ผมขับรถไป จ.สตูล ผมได้กลิ่นเหม็นเน่าในรถ แต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่ากลิ่นมาจากไหน ต้องทนสูดดมกลิ่นเน่าๆ ไปตลอดทาง
หลังจากเบิกความเป็นพยานที่ศาลจังหวัดสตูลเสร็จ จึงเดินทางกลับ สภ.อ.สิงหนคร กลิ่นเหม็นเน่าที่ผมทนมานานระหว่างที่ขับรถมันรุนแรงจนผมทนไม่ไหว ต้องแวะจอดรถในปั๊มน้ำมัน แล้วค้นหาที่มาของกลิ่น เพราะกลิ่นนั้นเหมือนกลิ่นหนูตาย เปิดหาดูเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอ ทนขับต่อจนมาถึงอู่ซ่อมรถ อ.หาดใหญ่ ที่ผมรู้จักคุ้นเคย ให้เปิดรถค้นหากลิ่นเน่าที่เหมือนหนูตาย 3 ตัวมารวมกัน
สักพักช่างก็บอกว่า เจอแล้ว สาเหตุที่มีกลิ่นเหม็น เพราะมีน้ำปลาเน่าไปขังในบริเวณที่วางล้อยางอะไหล่ในกระโปรงท้ายรถ มีหนอนขึ้นเต็มไปหมด แก้ไขจนกลิ่นเน่าที่ต้องทนดมมานานทุเลาลงไปบ้าง
เป็นร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้เป็นหลักฐานให้ผมจับได้ว่า ผู้กำกับชำนาญเอารถของผมไปรับแม่ค้าขายปลาจริงๆ ตามที่ตำรวจมาพูดให้ผมได้ยิน
ประมาณกลางเดือนเมษายน 2540 ผู้กำกับชำนาญพูดกับผมว่า “เห้ย วีณ ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้ออกทีวีเลยว่ะ เอ็งไปจับคดีสำคัญๆ หน่อยสิวะ พี่จะได้มีเรื่องแถลงข่าว”
คำพูดของผู้กำกับชำนาญยังไม่ทันจางไปจากหูผมเลย และผมยังไม่ได้มีการจับกุมคดีใหญ่ๆ ตามที่ผู้กำกับชำนาญต้องการ
คดีที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศและเป็นคดีที่โหดสุดอำมหิตในประวัติศาสตร์ของอาชญากรรมเมืองไทยคดีหนึ่งก็เกิดขึ้น ณ อ.สิงหนคร จ.สงขลา
คราวนี้ไม่ใช่มีนักข่าวมาทำข่าวกันเพียงไม่กี่คนเช่นที่ผ่านมา แต่มากันเป็นกองทัพนักข่าว ยกทัพมาปักหลักเกาะติดทำข่าวที่ สภ.อ.สิงหนคร เพื่อรายงานข่าว และผู้กำกับชำนาญต้องเปิดร้านค้าของตุ๊ดตู่ภรรยาของ ด.ต.ครรชิต ศิริรัตน์พันธ์ ตั้งโรงเลี้ยงดูแลกองทัพนักข่าวนานนับเดือนกันทีเดียว เพราะในพื้นที่หาที่กินลำบากมาก
พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิงหนคร จ.สงขลา ปรากฏตามหน้าจอโทรทัศน์ทุกช่องและทุกวันสมความตั้งใจ
คดีที่สร้างความรันทดหดหู่ให้กับคนไทยทั้งประเทศได้รับรู้และเกิดความรู้สึกมากมาย เมื่อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับพร้อมใจกันลงข่าว พาดหัวตัวโตว่า ฆาตกรรมโหด หรือฆ่ายกครัว หรือฆ่าพ่อแม่ลูกตาย 5 ศพ และทีวีเสนอข่าวอย่างครึกโครม
เป็นคดีฆาตกรรมสุดสยองขวัญพ่อแม่และลูกๆ 5 ศพ ถูกฆาตกรอำมหิตฆ่ารัดคออย่างทารุณทิ้งปมเบื้องหลังคดีให้ตำรวจเร่งคลี่คลาย พร้อมรายงานว่า เมื่อเวลา 09.20 น.ของวันเสาร์ที่ 26 เมษายน 2540 ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ ร้อยเวร สภ.อ.สิงหนคร ได้รับแจ้งเหตุร้ายจากตำรวจประจำป้อมยามชิงโค ว่ามีคนถูกฆ่าตายถึง 5 ศพที่บ้านเลขที่ 162 หมู่ที่ 8 ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา นั่นเป็นเรื่องที่สื่อต่างๆ รายงานประชาชน
เมื่อผมได้รับแจ้งเหตุ จึงได้พร้อมกันไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ
บ้านหลังที่เกิดเหตุเป็นบ้านสร้างใหม่สองชั้นติดถนนทางหลวง สายสงขลา-ระโนด มีรั้วล้อมรอบ ไม่มีประตูรั้วหน้าบ้าน ลักษณะบ้านดูมีฐานะกว่าคนทั่วไปในละแวกเดียวกัน
ชื่อผู้ตาย
1. นายประภาส บุญทวี อายุ 43 ปี บิดา ทำงานเป็นหัวหน้าสถานีอนามัยสามบ่อ อ.ระโนด จ.สงขลา
2. นางเจียมจิตร บุญทวี อายุ 39 ปี มารดา ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.เมือง จ.สงขลา
3. ด.ช.กัมปนาท บุญทวี อายุ 13 ปี บุตรคนโต
4. ด.ช.ชัฏชวาลย์ บุญทวี อายุ 12 ปี บุตรคนที่สอง
5. ด.ช.ปรนนท์ บุญทวี อายุ 11 ปี บุตรคนสุดท้อง
ร่องรอยและหลักฐานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ
1. ศพนางเจียมจิตร ถูกฆ่าตายอยู่ในห้องนอนชั้นบน มีเนกไทรัดคอ ศีรษะกระแทกเหล็กปลายเตียง มีโลหิตไหลนองพื้น ข้อมือถูกมัดติดกันด้วยผ้าอยู่ด้านหน้าลำตัว
ข้อเท้ามีร่องรอยถูกมัดติดกันด้วยเชือกผูกรองเท้าและขาดออกจากกัน ศพนอนคว่ำหน้า อยู่บนที่นอน แต่งกายชุดกลับมาจากทำงาน
2. ศพนายประภาส, ด.ช.กัมปนาท, ด.ช.ชัฏชวาลย์ และ ด.ช.ปรนนท์ ถูกแขวนคอตายด้วยผ้าห่มนอนติดอยู่กับราวบันไดบ้านห้อยตัวจากชั้นบนลงมา มีสภาพถูกมัดข้อมือ มัดปาก มัดแขนและขา ด้วยผ้าขาวม้า ถุงน่อง สายไฟฟ้า เชือกไนล่อน สภาพศพนายประภาส มือถูกมัดไพล่หลังด้วยเข็มขัดและเศษผ้าห่ม ข้อเท้าถูกมัดด้วยสายไฟฟ้า
ด.ช.กัมปนาท ถูกแขวนคออยู่ด้านในสุด ฆาตกรใช้ถุงน่องของผู้หญิงมัดปากเอาไว้ มือถูกมัดด้วย ไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยเศษผ้า ข้อเท้าถูกมัดรวบด้วยสายไฟฟ้า
ด.ช.ปรนนท์ มือถูกมัดรวมกันไว้ด้านหน้าด้วยเชือกไนล่อน ข้อเท้า 2 ข้างผูกติดกันด้วยสายไฟฟ้า
และศพของ ด.ช.ชัฏชวาลย์ มือมัดไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยสายไฟฟ้าและเชือกไนล่อน จับแขนข้างหนึ่งไปมัดติดไว้กับราวบันได ขาสองข้างถูกมัดด้วยสายไฟฟ้า
3. มีร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สินที่โต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องนอนชั้นบน และที่โต๊ะวางของชั้นล่าง
4. สายไฟที่พัดลมถูกตัด และมีบางส่วนถูกปอกเปลือก ลอกฉนวนหุ้มสายทองแดงออก
5. ลายนิ้วมือแฝง ปรากฏอยู่ที่มีด พัดลม กล่องใส่ทองรูปพรรณ
วันเวลาเกิดเหตุ จากการสอบสวนปากคำพยาน เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2540 ระหว่างเวลา 16.00-21.00 น.
นางกิ้มอิ้น บุญทวี อายุ 71 ปี เป็นมารดาของนายประภาส และเป็นผู้พบศพคนแรก ให้การว่า ทุกเช้า ด.ช.กัมปนาท จะไปช่วยย่าเก็บกระบอกน้ำตาลที่บ้านของนางกิ้มอิ้น ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตร แต่ในเช้าวันที่พบศพเห็นผิดปกติ หลานชายไม่มาช่วยเหมือนทุกเช้า จึงเดินไปตามที่บ้านของลูกชาย เมื่อไปถึงพบว่าประตูหลังบ้านเปิดอ้าทิ้งไว้ จึงเดินเข้าไปดู นางกิ้มอิ้น ทั้งตกใจและช็อกกับเหตุการณ์ที่พบ พยายามรวบรวมสติแล้วรีบไปแจ้งตำรวจที่ป้อมยามชิงโค
เรื่องราวโศกนาฏกรรมของครอบครัวบุญทวี จึงถูกเปิดเผยขึ้น
ชาวบ้านในละแวกใกล้ๆ ทราบข่าวจึงแห่กันไปดูอย่างเนืองแน่น
