bg-single

ไฝฝ้าราคี ‘มี’ เป็นปกติ ยังไม่สิ้นศรัทธา ‘พุทธศาสนา’

27.08.2025

หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

ไฝฝ้าราคี ‘มี’ เป็นปกติ

ยังไม่สิ้นศรัทธา ‘พุทธศาสนา’

อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะครับถ้าวันนี้ผมจะต้องพูดถึงเรื่องคนไทยกับพระสงฆ์องค์เจ้าอีกครั้งหนึ่ง

ผมเพิ่งแวะไปที่วัดพระธาตุแช่แห้ง อ.ภูเพียง จ.น่านมาหยกๆ ได้ใช้เวลาพูดคุยสนทนากับท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ว่าด้วยเรื่องสารพัดกิจการของวัดแห่งนี้

ขึ้นต้นตั้งแต่การบูรณปฏิสังขรณ์องค์ พระธาตุเจดีย์ เรื่อยไปจนถึงจำนวนพระภิกษุสามเณรที่มีอยู่ในวัดในช่วงเข้าพรรษาปีนี้

ผมได้รับทราบด้วยความตื่นตาตื่นใจว่า พรรษานี้มีพระภิกษุสามเณรอยู่ในพระอารามแห่งนี้ถึง 100 กว่ารูป ทั้งพระทั้งเณรส่วนใหญ่อยู่ในวัยที่กำลังศึกษาเล่าเรียน การศึกษาของพระสงฆ์ก็มีหลายอย่าง

ท่านเจ้าคุณกล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจว่า ที่วัดมีสำนักเรียนบาลีและส่งนักเรียนเข้าสอบบาลีสนามหลวงในปีที่ผ่านมาจำนวนเก้ารูป สอบผ่านแปดรูป ถือว่าเป็นสถิติที่งดงามเลยทีเดียว

ขณะเดียวกันในพระอารามแห่งนี้ยังมีโรงเรียนสอนนักธรรม และโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ เพื่อให้เณรตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลายได้มีการศึกษาทั้งวิชาสามัญและวิชาทางพระพุทธศาสนา

ยิ่งไปกว่านั้นในบริเวณวัดยังมีฐานะเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเปิดการเรียนการสอนทั้งระดับปริญญาตรีโทเอก เน้นในทางวิชาพระพุทธศาสนา การศึกษา และรัฐประศาสนศาสตร์ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสทำหน้าที่เป็นรองอธิการบดีสำหรับวิทยาเขตนี้ด้วย

ผมซึ่งเป็นคนห่วงเรื่องปากเรื่องท้องอยู่เสมออดไม่ได้ที่จะต้องกราบนมัสการถามท่านว่า พระเณรอยู่ด้วยกันมากถึงขนาดนี้ บิณฑบาตพอขบฉันได้อยู่หรือ

ท่านโปรดเมตตาอธิบายว่าศรัทธาของญาติโยมรอบวัดยังดีอยู่มาก ทุกเช้ามีคนใส่บาตรมากพอที่จะฉันภัตตาหารเช้าได้ครบถ้วน

ที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษหน่อยคือมื้อเพล เป็นหน้าที่ของวัดที่ต้องจัดโรงครัวปรุงภัตตาหารถวาย มีค่าใช้จ่ายวันละประมาณ 8,000 บาท ทั้งของสดของแห้งและค่าใช้จ่ายในโรงครัวต่างๆ

นั่นหมายความว่าเดือนหนึ่ง วัดต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ไม่น้อยกว่า 240,000 บาท

ปัจจัยจำนวนนี้ไม่ได้มาจากที่อื่นนอกจากศรัทธาของญาติโยมเท่านั้น

ผมฟังแล้วก็อนุโมทนาสาธุและขอร่วมการบุญการกุศลกับวัดพระธาตุแช่แห้งตามกำลังของตัวเอง

การนั่งสนทนากับท่านเจ้าคุณทำให้ผมนึกย้อนไปถึงอดีตเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้วที่ผมได้มีโอกาสไปสอนหนังสือในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวิชาเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ

ในชั้นเรียนผมได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับพระพุทธศาสนา พูดถึงเรื่องงานพิธีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนพิธี ตั้งแต่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ เป็นต้น

เมื่อถึงเวลาสอบปลายภาค ข้อสอบของผมเป็นการสนุกสนานมาก เพราะผมให้นิสิตรวมกลุ่มกันประมาณสิบคน แล้วมอบให้จัดพิธีสวดมนต์เลี้ยงพระขึ้น

แถมยังกำหนดไปด้วยว่าไม่ให้ไปเลี้ยงพระที่วัด แต่ต้องเป็นสถานที่ใดที่หนึ่งที่เหมาะสม

การปฏิบัติทั้งหมดนิสิตเป็นผู้ปฏิบัติ ผมจะเป็นคนนั่งดูและคอยติชมให้คะแนนตอนจบเท่านั้น

นั่นหมายความว่า นิสิตผู้เป็นเจ้าของงานต้องเดินเข้าไปในวัดเพื่อไปนิมนต์พระมาในงานของเขา

ถ้าจำเป็นจะต้องยืมข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องขอยืมจากวัดหรือรู้จักผู้ที่มีสิ่งของเหล่านั้น ต้องคิดให้ครบถ้วนทีเดียวว่าการสวดมนต์เลี้ยงพระแต่ละครั้งต้องใช้อะไรบ้าง

เพียงแค่การจะไปเอ่ยปากนิมนต์พระให้มาสวดมนต์ที่บ้านของตน คนไม่เคยพูดกับพระก็ต้องหัดพูดล่ะครับว่า จะพูดกันอย่างไรให้ได้ความ

ใครเป็นอาตมากันแน่ ระหว่างพระกับเรา ฮา!

เมื่อเวลาผ่านไปช้านาน ผมได้พบกับนิสิตเหล่านั้นเมื่อทุกคนเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทุกคนยังจำได้ดีถึงข้อสอบพิสดารของผม

แต่ทุกคนก็ออกปากว่าได้ความรู้ดีมาก และเป็นความรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่ในตำราสำหรับท่องจำเท่านั้น หากแต่เป็นความรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติและลงมือจริง

จากวันนั้นมาเขาไม่กลัวพระแล้ว และเขาก็รู้ด้วยว่าในฐานะเป็นญาติโยม เป็นฆราวาส เขาควรจะวางตำแหน่งความสัมพันธ์ของตัวเองกับพระซึ่งเป็นส่วนสำคัญในความเป็นสังคมไทยให้พอเหมาะพอดีอย่างไร

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา แม้จะมีข่าวที่ไม่น่าสบายใจเกิดขึ้นในแวดวงพระภิกษุจำนวนหนึ่ง แต่ผมก็ยังไม่สิ้นศรัทธากับพระพุทธศาสนาและพระภิกษุสงฆ์ของเมืองไทย

กล่าวโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น ผมไม่เคยมีข้อสงสัยเลยว่า สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านรู้ความจริงแท้ และทรงนำความจริงเหล่านั้นมาสั่งสอนเป็นพระธรรม ให้เหมาะสมกับสติปัญญาของผู้คนหมู่เหล่าต่างๆ เป็นเช่นนี้มาแล้ว 2,600 กว่าปี และจะเป็นไปในอนาคตโดยไม่มีกำหนดเวลา

ส่วนพระภิกษุสงฆ์นั้นเล่า พระที่มีอยู่ในเมืองไทย 200,000 เกือบ 300,000 รูป จะมีพระอริยสงฆ์เพียงใดเป็นเรื่องเกินสติปัญญาที่ผมจะหยั่งรู้ได้ แต่สำหรับพระสมมุติสงฆ์ คือพระภิกษุที่ผมพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมก็ยังมีศรัทธาคงมั่น ยังเห็นว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล เป็นผู้ที่ผมเคารพกราบไหว้ได้ด้วยมือและด้วยใจของผม

ผมเห็นว่าไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้าผมจะนำความมัวหมองของพระภิกษุจำนวนหนึ่งและจำนวนน้อย มาเป็นเครื่องบ่อนทำลายศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ผมมีอยู่ต่อระบบใหญ่โดยภาพรวม

แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่ปฏิเสธความจริงว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ต้องร่วมมือในการทำงานอย่างขันแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจในแนวทางที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยโดยรวมและโดยเร็ว เพื่อเรียกศรัทธาที่อาจคลอนแคลนไปในผู้คนบางหมู่เหล่าให้กลับคืนมา

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้โปรดประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ความสำคัญตอนหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ มีว่า

“ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุสามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ”

ผมซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมา ขอกราบแทบพระบาทและน้อมรับพระคติธรรมที่โปรดประทานไว้เหนือเศียรเกล้า

และขอชักชวนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานด้วยทัศนคติที่ดี และด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา

ผมถือมั่นเสมอมาว่า พระภิกษุสงฆ์ในบ้านเราเป็นผู้ครองศีล อยู่ในวัตรปฏิบัติตามคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา วัดวาอารามต่างๆ ยังเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและกิจกรรมสังคมประเพณีของบ้านเมือง เป็นที่พึ่งในยามยากได้เสมอมา

ผมจึงไม่เคยเห็นว่าไฝฝ้าราคีซึ่งมีเป็นปกติธรรมดาในสังคมหมู่มากของโลกมนุษย์ จะมาทำให้ผมควรย่อหย่อนความเคารพนับถือที่มีต่อคณะสงฆ์และวัดวาอารามลงไป

ตรงกันข้าม เมื่อเดินเข้าวัดทุกครั้ง ผมตระหนักดีว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปอยู่ในแผ่นดินที่สาธุชนได้อุทิศหรือแม้แต่เจ้านายจนถึงพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชอุทิศไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์จะได้พำนักศึกษาเล่าเรียนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระสงฆ์หมู่ใหญ่ยังคงเป็นเนื้อนาบุญที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้กราบไหว้บำเพ็ญกุศล กิริยามารยาท การพูดการจา ที่คนธรรมดาอย่างผมจะปฏิบัติด้วยความเคารพนอบน้อมต่อผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์พึงมีพึงเป็นเช่นไร ปู่ย่าของเราได้พากเพียรสั่งสอนลูกหลานและปฏิบัติให้เห็นไว้แล้วเป็นแบบอย่างที่เราไม่ควรทอดทิ้ง

ฝ่ายบ้านเมืองที่จะเข้าไปทำงานเพื่ออุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา ต้องสำเหนียกเรื่องนี้ไว้ในใจมั่นคง

คนที่ชอบ “กร่าง” กับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปทำอย่างนั้นกับพระภิกษุ เป็นคนที่น่าเป็นห่วงมากครับ

ห่วงว่าจะไปเที่ยวที่ชอบขึ้นมาเสียโดยเร็วเท่านั้น คิดถึงกันแย่เลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พล.ท.ภราดร ชี้มติสภาความมั่นคง ไร้ความชัดเจน ยากเชื่อมั่น ไว้วางใจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แนะ2กลไก3ระดับ
‘วิจัยทิพย์’ คอร์รัปชั่นวิชาการ ระเบิดเวลาอุดมศึกษาไทย
เศรษฐกิจไทยเจอแรงบีบ ‘3 สงคราม’ (ภาค 2) สู้ศึกการค้าโลก…เกมยืดเยื้อ
ไฟใต้ลามไหม้การเจรจา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
รื้อ ‘บัตรคนจน’ ครั้งใหญ่ จัดระเบียบจนแท้ หรือรัฐกำลังถังแตก?
‘ภูมิใจไทย’ เล่นเกมฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ระวัง! ประเมินพลัง ‘เพื่อนเป๋า’ ต่ำเกินไป
ภัยร้อนกำลังมาในหน้าฝน คนไทยเตรียมตัวปรับธาตุ ด้วยพืชผักรสเย็น
“ผู้ต้องพลีชีพ” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
สงครามคอนเทนต์กีฬาไทย ยุคธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬาเต็มรูปแบบ
ผัดเต้าหู้หมูสับเสฉวนพริกแห้ง
คลื่นลมยังไม่สงบ