บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
“สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์” (Massachusetts Institute of Technology) หรือ MIT โดย MIT Media Lab ได้เปิดเผยผลการวิจัยหัวข้อ Your Brain on ChatGPT : Accumulation of Cognitive Debt when Using an AI Assistant for Essay Writing Task
ใช้เครื่องมือ Electroencephalography (EEG) ครอบคลุม 32 ส่วนของสมอง เพื่อประเมินการใช้สติปัญญา และ “ภาวะรู้คิด” ระหว่างการทำงาน โดยทีมวิจัยได้บันทึกกิจกรรมทางสมองของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการทดลองเป็นเวลา 4 เดือน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยใน Boston อายุระหว่าง 18-39 ปี จำนวน 54 คน โดยทีมวิจัยมอบหมายภารกิจให้เขียนเรียงความโดยใช้ AI คือ ChatGPT หรือใช้ Google Search Engine และใช้สมองของตนเอง
การทดลองเน้นเฉพาะการเขียนเรียงความ ไม่ได้สำรวจผลกระทบต่อภารกิจอื่นๆ เช่น การเขียนโปรแกรม หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ผลการวิจัยพบว่า สมองของผู้ใช้ AI เช่น ChatGPT ประสิทธิภาพลดลงกว่า 83% สูญเสียความสามารถในการจดจำ แม้จะเป็น Content ที่เพิ่งคิดและเขียนไปไม่กี่นาทีก่อนหน้า
ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่ได้ใช้ AI หรือใช้แค่ Google Search Engine มีเพียง 10% เท่านั้นที่พบปัญหาเดียวกัน
แปลไทยเป็นไทยก็คือ AI ทำให้สมองเฉื่อยลง คิดได้เองน้อยลง เพราะสมองทำงานน้อยลง ทั้งด้านความจำ และความคิด ยิ่งใช้ ChatGPT มาก ก็จะยิ่ง “โง่ลงเรื่อยๆ” โดยไม่รู้ตัว
พูดอีกแบบได้ว่า การใช้ AI โดยไม่ไตร่ตรอง ทำให้ทักษะการเรียนรู้ และทักษะการทำงานลดลง จนสูญเสียความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการสื่อสาร
ในทัศนะของผู้เขียนบทความนี้ คนที่ใช้ AI “ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ” ไร้ความภาคภูมิใจ เพราะไม่ได้คิดเอง ทำเอง
ในทางกลับกัน ผู้ที่ใช้สมองของตนเองในการทำงาน จะมีความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของผลงานของตนเองสูงกว่ามาก
หากแฟนมติชนสุดสัปดาห์เคยอ่านงานเขียนที่ใช้ ChatGPT ก็คงจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นบทความที่ไม่มีชีวิตชีวา ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะสำนวนการเขียน และแนวคิดที่นำเสนอจะซ้ำไปซ้ำมา
ผลการวิจัยชิ้นนี้จึงสะท้อนสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะในระยะยาว แม้ว่าการใช้ AI จะลดเวลาการทำงานให้ลดลงได้มาก แต่สมองของมนุษย์จะค่อยๆ ลดประสิทธิภาพลง
ท้ายที่สุด แทนที่ AI จะช่วยให้สมองเราได้พัก แต่ได้ชิ้นงานเพิ่มขึ้น ทว่า AI กำลังทำให้มนุษย์เข้าสู่ยุคหมดสิ้นสติปัญญา (Cognitively Bankrupt)
ลองคิดดูว่า ถ้าเราหันไปใช้ AI ทุกวันแบบ 100% ขั้นตอนการคิด และเขียน แทบจะหายไปเลย เพราะเราจะเอา “ออกคำสั่ง” เพื่อให้ AI ทำงานแทนเรา สมรรถนะของสมองย่อมลดลงอย่างแน่นอน เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง AI เป็นผู้คิดแทนให้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี การใช้ AI ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยให้นำ AI มาช่วยในการทำงานและการเรียน ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ให้ AI คิดแทนทั้งหมด โดยควรเริ่มต้นจากความคิดของตนเอง แล้วให้ AI เป็นผู้ช่วยต่อยอด จึงจะเป็นการใช้ AI ที่ถูกทาง และมีประโยชน์
แน่นอนว่าปัญหาของเรื่องนี้ไม่ใช่การมี AI แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีการใช้ AI ของเรา เพราะหากเราใช้ AI ในการทำงานทั้งหมด 100% AI ก็จะเข้ามาแทนที่กระบวนการคิดที่เคยเป็นอิสระของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ในที่สุด
เพราะทันทีที่เราใช้ AI เราก็จะหยุดคิดเองโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การคิด และการวิเคราะห์ ทั้งหมดนี้จะหายไป 100% แลกมาด้วยความรวดเร็ว และสะดวกสบาย
แต่หากย้อนกลับไปมองพื้นฐานการทำงานของสมอง เราจะพบว่า การใช้ AI ทำให้ไม่เกิดการป้อนข้อมูลใดๆ เข้าไปในเครือข่ายความจำของเราเลย
กลับไปที่งานวิจัยอีกครั้ง เครื่องมือวิจัย Electroencephalography (EEG) ของ MIT Media Lab ได้ทำการสำรวจสมองจำนวน 32 ส่วน เพื่อสังเกตการเชื่อมต่อของเซลล์สมอง ร่วมกับเครื่องติดตามการทำงานของสมอง
ผลการวิจัยพบว่า เซลล์สมองของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ AI มีการเชื่อมต่อลดลง
ขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อของเซลล์สมองของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สมองตนเองเพียงอย่างเดียวในการเขียนเรียงความ เครือข่ายระบบประสาทจะแข็งแกร่ง และกว้างขวาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในระดับสูงสุด ทั้งคลื่นสมองประเภท Alpha, Theta และ Delta ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ การจดจำ และการประมวลผลทางภาษา
ในขณะเดียวกัน สมองของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ Google Search Engine ช่วยค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาเขียนเรียงความ แสดงถึงการทำงานของสมองในระดับปานกลาง
เหตุผลก็คือ การใช้ Google Search Engine สมองยังต้องอาศัยทักษะการตั้งคำถาม การเลือกแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เนื้อหาเพิ่มเติม
ต่างจากการใช้ AI ที่จะให้คำตอบทันที โดยสมองไม่ต้องใช้กระบวนการคิดใดๆ เลย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลการวิจัยพบว่า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และความจำระยะยาวของผู้ที่ใช้ AI คือ ChatGPT ช่วยเขียนเรียงความมีการทำงานต่ำลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมโยงความคิดจะอ่อนแอลง โดยพบจำนวนการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทลดลงจาก 79 จุด เหลือ 42 จุด
แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของสมองในด้านการบริหารจัดการข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเอาใจใส่ในงานที่ต่ำลง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อ MIT Media Lab ได้มอบหมายให้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย กลุ่มที่ใช้สมองมนุษย์เพียงอย่างเดียว ต่อยอดด้วยการใช้ AI คือ ChatGPT
จากนั้นใช้เครื่องมือ EEG ตรวจสอบการทำงานของสมองอีกครั้ง MIT Media Lab พบว่า สมองมีประสิทธิภาพการรับรู้ที่ดีขึ้น และการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทของสมองก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกช่วงความถี่
ชี้ให้เห็นว่า หากเราใช้ AI อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ แทนที่จะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพของสมอง
MIT Media Lab ชี้ว่า การใช้ AI ที่ถูกต้องก็คือ ต้องเริ่มต้นด้วยการใช้สมองของเราทั้งหมด 100% โดยใช้ AI เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ใช่ให้ AI คิดแทนเราทั้งหมด
เราต้องใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเราจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ควบคู่ไปกับงานวิจัยชิ้นนี้ ทาง MIT Media Lab กำลังทำวิจัยที่คล้ายคลึงกันอีกชิ้นหนึ่ง โดยให้กลุ่มตัวอย่างใช้ AI ในการเขียนโปรแกรม
ผลการวิจัยชี้ว่า โปรแกรมเมอร์ “คิดไปเอง” ว่า AI ช่วยให้เขียนโปรแกรมได้เร็วขึ้น
สรุปรวมความก็คือ นอกจากจะหมดสิ้นสติปัญญาแล้ว การใช้ AI ยังก่อให้เกิดหนี้ทางปัญญา (Cognitive Debt) จากพึ่งพาการช่วยเหลือจาก AI ซ้ำๆ
ที่แม้จะทำให้เจ้านายพึงพอใจว่างานเสร็จเร็ว แต่ก็เป็นเพียงความพอใจในระยะสั้น เพราะมนุษย์มีต้นทุนที่ต้องจ่ายในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดสร้างสรรค์ที่ลดลง
ปัญหาในระยะยาวของการใช้ AI ที่อันตรายที่สุดก็คือ นโยบายที่จะให้โรงเรียนอนุบาลใช้ ChatGPT ในการเรียนการสอน
เพราะงานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เราเห็นว่า การใช้ AI ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใช้ AI ที่อายุน้อย
เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า วัยอนุบาล เป็นช่วงเวลาที่สมองกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหนุ่มสาวที่สมองก็ยังคงพัฒนาอยู่
ดังนั้น การใช้ AI ของเด็กๆ จะทำให้การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่ช่วยในการเข้าถึงข้อมูล ความจำ และความสามารถในการวิเคราะห์ อ่อนแอลงทั้งหมดนั่นเอง
