bg-single

สองมหามายาคติของตะวันตก : โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (1)

27.08.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

สองมหามายาคติของตะวันตก

: โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (1)

วันเปิดภาคปีการศึกษาใหม่ใกล้เข้ามา ในฐานะคนสอนหนังสือรัฐศาสตร์ ผมก็อดฉงนมึนงงไม่ได้ว่าจะเกริ่นนำการบรรยายให้นักศึกษาอย่างไรดี ในเมื่อระเบียบโลกดังที่เป็นมาสามสิบกว่าร่วมสี่สิบปีกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพลิกเปลี่ยนผ่าน ทั้งเศรษฐกิจ โลกาภิวัตน์ เสรีนิยมใหม่ และการเมืองเสรีประชาธิปไตย

คิดไปคิดมาผมตกลงใจเริ่มจากสองมายาคติใหญ่ตะวันตกที่ครอบงำโลกมาร่วมสี่สิบปีนั่นแหละ ได้แก่ TINA : There is no alternative กับ The End of History

มายาคติแรกเป็นของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กนางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (1925-2013) แห่งพรรคอนุรักษนิยมของอังกฤษ (ดำรงตำแหน่งนายกฯ 1979-1990) และเกี่ยวกับแนวนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่เธอกำลังนำมาบังคับใช้แทนที่นโยบายรัฐสวัสดิการ-สังคมประชาธิปไตยของรัฐบาลพรรคแรงงานเดิม ซึ่งทุ่มงบประมาณไปมากในด้านสวัสดิการสังคม ทำให้ต้องเก็บภาษีจากธุรกิจเอกชนสูงและส่งผลให้เงินเฟ้อ

แทตเชอร์หันมาดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจเพื่อแก้เงินเฟ้อ โดยตัดลดงบประมาณประกันสังคมลง หันไปเน้นตลาดเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน พร้อมทั้งบั่นทอนกดปราบพลังอำนาจต่อรองเรื่องค่าจ้าง และสวัสดิการของสหภาพแรงงานด้วยการนัดหยุดงานแทน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงว่ารัฐบาลของเธอกำลังทำให้คนอังกฤษตกงานเพิ่มขึ้นและใช้กำลังหักหาญ รุนแรง นายกฯ หญิงเหล็กกล่าวปราศรัยยืนยันปกป้องแนวนโยบายดังกล่าวในที่ประชุมผู้หญิงอนุรักษนิยม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1980 ตอนหนึ่งว่า :

“เราต้องทำให้การผลิตกับรายได้ของเราสมดุลกัน สิ่งที่เรากำลังเสนอไม่ได้เป็นที่นิยมชมชอบของมหาชนง่ายๆ แต่อย่างใด ทว่า มันถูกแล้วโดยพื้นฐาน กระนั้นก็ตาม ดิฉันเชื่อว่าผู้คนยอมรับว่ามันไม่มีทางเลือกจริงอื่นใด” (https://www.margaretthatcher.org/document%2F104368)

(มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ & ฟรานซิส ฟูกูยามา)

นับแต่นั้นมา TINA หรือ “มันไม่มีทางเลือกอื่น” ก็กลายเป็นคำขวัญปกป้องให้ความชอบธรรมแก่แนวนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่จนครองอำนาจนำและโลกาภิวัตน์ไปครอบโลกอยู่ร่วมสามทศวรรษ

มายาคติที่สองเป็นของฟรานซิส ฟูกูยามา (1952-ปัจจุบัน) เมื่อปี 1989 ครั้งเขายังเป็นรองผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่วางแผน กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นกูรูรัฐศาสตร์ชื่อดังในปัจจุบัน

ช่วงนั้นค่ายคอมมิวนิสต์กับกำแพงเบอร์ลินกำลังพังทลาย สหภาพโซเวียตใกล้ล่มสลายและสงครามเย็นจวนจะสิ้นสุดลง พ่อหนุ่มใหญ่ฟูกูยามาก็ตีพิมพ์บทความดังระเบิดออกมาโดยตั้งชื่อเฉียบคมสอดคล้องกับสถานการณ์ว่า “The End of History?” (อวสานของประวัติศาสตร์หรือ?) ในนิตยสาร The National Interest, ฉบับ Summer 1989 โดยตีความขยายจากการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์กับชัยชนะของค่ายเสรีประชาธิปไตยไปสู่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติโดยรวม ดังความตอนหนึ่งว่า :

“สิ่งที่เรากำลังพบเห็นเป็นประจักษ์พยานอาจมิใช่เพียงการผ่านพ้นไปของยุคสมัยเฉพาะยุคหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น หากเป็นอวสานของประวัติศาสตร์เลยทีเดียว กล่าวคือ มันเป็นจุดอวสานของวิวัฒนาการทางอุดมการณ์ของมนุษยชาติและการปกแผ่ไปครอบคลุมทั่วสากลโลกของระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกในฐานะรูปแบบสุดท้ายของการปกครองของมนุษย์” (https://www.jstor.org/stable/24027184?seq=1)

สรุปคือหลังแสวงหามาหลายพันปี บัดนี้มนุษยชาติได้พบเจอคำตอบสุดท้ายทางอุดมการณ์และการปกครองแล้ว ได้แก่ เสรีประชาธิปไตย เป็นอันไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอีกต่อไป อวสานของประวัติศาสตร์ก็มีด้วยประการฉะนี้

เมื่อมองย้อนกลับไปจากปี 2025 ปัจจุบัน ก็เห็นได้ชัดว่าข้อสรุปทั้งสองประการไม่เป็นจริง เป็นแค่มายาคติของตะวันตก ดังปรากฏว่านานร่วมสองทศวรรษแล้วที่ระบอบการเมืองของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกลายเป็นแบบเผด็จการหรืออัตตาธิปไตยยิ่งขึ้น หรือพูดกลับกันว่ากระแสเสรีประชาธิปไตยค่อยๆ ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

(จะนับเป็น 19 ปีหรือ 25 ปีแล้วแต่เกณฑ์แจงนับ เช่น ช่วงปี 2005-2024 ของ Freedom in the World หรือช่วงปี 2000-2024 ของ V-Dem ดูเปรียบเทียบ https://freedomhouse.org/sites/default/files/2025-03/FITW_World2025digitalN.pdf กับ https://v-dem.net/documents/61/v-dem-dr__2025_lowres_v2.pdf )

หลักหมายสำคัญคือการลงประชามติเบร็กซิต (ถอนตัวจากภาคีสมาชิกสหภาพยุโรป) ของสหราชอาณาจักร เมื่อกลางปี 2016 และการชนะเลือกตั้ง 2 สมัย (ปลายปี 2016 & 2024) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้มีแนวโน้มการเมืองประชานิยมฝ่ายขวา-ชาตินิยม-อำนาจนิยม (2017-2021 & 2025-…) ซึ่งสะท้อนการท้าทายปัดปฏิเสธการเมืองเสรีนิยมและเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ในสองประเทศแกนกลางของระเบียบโลกข้างต้น

กระแสสูงของการเมืองประชานิยมฝ่ายขวา-ชาตินิยมในโลกตะวันตกดังกล่าว (โดยเฉพาะทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป, ละตินอเมริกา) เป็นเงาสะท้อนปรากฏการณ์ใหญ่ในเศรษฐกิจโลกก่อนหน้านั้น ได้แก่ วิกฤตซับไพรม์ (subprime crisis หนี้จำนองบ้านด้อยคุณภาพ, 2007-2010) ที่ปะทุขึ้นเมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกในศูนย์กลางการเงินอเมริกันและลุกลามออกไปเป็นวิกฤตการเงินในโลกตะวันตก จนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลก (the Great Recession) อันสะท้อนความล่มจมล้มเหลวของแนวนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (neoliberal economics) ที่โลกตะวันตกดำเนินและผลักดันให้นานาชาติทั่วโลกเดินตามมาสามสิบปี (เกษียร เตชะพีระ, เศรษฐกิจโลกถดถอย ครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์, openbooks, 2555)

อำนาจนำแบบเสรีนิยมใหม่เหนือการเมืองในสหรัฐอเมริกา-อังกฤษ (ถึงขนาดที่ไม่ว่าจะเป็นพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตในสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นพรรคอนุรักษนิยมหรือพรรคแรงงานในอังกฤษขึ้นเป็นรัฐบาล ต่างก็ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ไม่ต่างกัน) จากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ทำให้คนชั้นกลางอเมริกัน-อังกฤษและโลกตะวันตกที่พัฒนาอื่นๆ ไม่เห็นทางออกทางการเมืองในระบบอย่างอื่นที่จะทำให้พวกตนพ้นภาวะตกงาน-ตกชนชั้น รายได้และสวัสดิการชะงักงันหรือเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำกว่าชนกลุ่มอื่นจากการที่กลุ่มทุนใหญ่พากันย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกซึ่งค่าแรงต่ำกว่าและคนงานอ่อนแอทางการเมืองกว่าทั้งหลายได้ พวกเขาจึงก่อกบฏทางการเมืองออกมาในรูปทรัมปิซึ่ม, เบร็กซิต และการเลือกพรรคขวาจัดเพิ่มขึ้นในยุโรปหลายประเทศนั่นเอง

แนวนโยบายเศรษฐกิจประชานิยม-ชาตินิยมของทรัมปิซึ่มยังทำให้สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกเริ่ม ยุติความสัมพันธ์แบบสมชีพหรือภาวะอยู่ร่วมกัน (symbiosis) ทางเศรษฐกิจกับจีนที่เรียกว่า “จีเมริกา” (Chimerica) ลง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเล่นบทประเทศผู้นำเข้าเชิงโครงสร้างหลักของโลก ส่วนจีนเล่นบทประเทศผู้ส่งออกเชิงโครงสร้างหลักของโลกตั้งแต่ปลายปี 2001 ที่จีนเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกเป็นต้นมา

แล้วเปิดฉากสงครามการค้ากับจีนแทนด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าและมาตรการจำกัดการค้าอื่นๆ กับสินค้าจีน สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นสงครามเย็นครั้งที่สอง (the Second Cold War) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนไป ในแง่ยุทธศาสตร์โลก

และกลายเป็นศัพท์เรียกขานกันในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศว่าได้เกิดกระบวนการแยกคู่ (decoupling) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนและกระบวนการอโลกาภิวัตน์ (deglobalization) ในระดับโลกขึ้นแล้ว

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ