bg-single

หัวรุ่งปีฉลู | เรื่องสั้น : ศักรินทร์ สีหมะ

31.07.2026

1

หมอกเดือนสามยังหนาคลุมเรินไม้หลังคาจากกลางสวนทุเรียนบ้านไว้ทั้งหลัง ใต้ถุนมืดสนิท กลิ่นควันไฟจากฟืนไม้เคี่ยมที่จุดไล่ยุงเมื่อคืนยังไม่จาง สาดจูดบนราวไม้ไผ่ข้างโอ่งแดงแห้งแล้วสามผืน เหลืออีกผืนยังชื้นด้วยน้ำค้างหัวรุ่ง

เดาะตื่นก่อนไก่เถื่อนจะทันขัน เธอท้องได้สองเดือนและมีอาการแพ้ท้องไม่มากนัก แค่เหม็นกลิ่นขี้ยางดิบที่มูซากองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน หญิงสาวลุกจากชานเริน คลำหาตะเกียงน้ำมันก๊าดมาจุดให้ความสว่าง เอาผ้าถุงมาคลุมไหล่บังลมหนาว แล้วเดินลงใต้ถุนที่ก่อไฟต้มน้ำไว้อย่างเนิบช้า “บังมูซาเหอ ตื่นต่ะ น้ำสุกแล้ว” กระซิบนั้นแผ่วเบา ปล่อยให้ลูกน้อยยังจมอยู่ในนิทรา

บนแคร่ไม้ขนุนหน้าห้องนอน มูซายังคงทอดร่างนิ่ง มีเพียงผ้าขาวม้าลายตาหมากรุกขาวดำคลุมพุงกระเพื่อมตามแรงหายใจ ความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืนยังไม่จางหาย หลังจากเขานั่งเคี่ยวตัวเลขบัญชีขี้ยางกับเถ้าแก่แสงที่หลาดปากพะยูนจนดึกดื่น ฮาริสลูกชายคนโตวัยเจ็ดขวบนอนอยู่ข้างๆ เด็กมันติดพ่อ กลางวันตามไปสวนทุเรียน กลางคืนนอนกอดแขนไม่ยอมห่าง ส่วนรอฮานีลูกสาววัยห้าขวบนอนในห้องกับเดาะ ขาไขว้กันเหมือนนกเขาคู่อยู่ในรัง

เดาะวางจอกสังกะสีบนแคร่ไม้ กลิ่นกูปีดำร้อนโชยขึ้นมาจางๆ ในความมืด เธอหันไปจะปลุกผัวอีกครั้ง ทว่า ในพริบตานั้นเอง พร้าโต้ด้ามไม้ประดู่ก็ฟันลงมาจากความมืดขมุกขมัว ฉับ! เสียงนั้นหนักและดังคล้ายเสียงคนตอยพร้าวห้าว ทว่า มันสลดลึกกว่า มูซาไม่มีโอกาสได้ร้อง เขาแค่กระตุกเกร็งเพียงทีเดียว เลือดสดๆ พุ่งจากลำคอขึ้นสูงถึงขื่อเรินด้านบน ก่อนจะหยดลงบนสาดจูดจนน้ำสีแดงฉานซึมซาบเป็นเนื้อเดียว หัวของเขาหลุดกลิ้งตกจากแคร่ลงสู่ชานเริน กลิ้งไปหยุดนิ่งอยู่ข้างโอ่งแดง ใบหน้าหงายตาซังยังคงลืมค้าง มองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ไร้แสงดาว เดาะยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้น มือกำหูตะเกียงแน่น น้ำมันก๊าดเอียงหกรดหลังมือร้อนจนพองไหม้แต่เธอไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นแม้แต่น้อย

ไอ้ไข่ยืนอยู่ตรงนั้นในเงามืด เท้าเปล่ามีผ้าขาวม้าผืนเดียวพาดบ่า เนื้อตัวดำเมี่ยมเปื้อนคราบไคล ตาขาวขุ่นมัวกับคมพร้าที่เป็นเงาวับวับสะท้อนแสงตะเกียง

มันลงมือฟันทีเดียวอย่างแม่นยำ ไม่ซ้ำและไม่มีแม้แต่เสียงหอบหายใจ

ฮาริสตื่นขึ้นเพราะแรงสั่นสะเทือนหนัก เด็กน้อยลุกพรวดขึ้นมาเห็นหัวของพ่ออยู่ข้างโอ่งน้ำ มันไม่ได้ร้องไห้โวยวาย แต่กลับเดินลงจากแคร่ช้าๆ มานั่งยองๆ ข้างหัวของพ่อ เอามือเล็กๆ ที่หยาบกร้านลูบหน้าผากที่เปื้อนโคลนและเลือด “พ่อเหอ… หัวพ่อขาดเสียแล้ว” เด็กชายเอ่ยเสียงแห้งผากทว่าซื่อใส รอฮานีตื่นตามมาทีหลัง วิ่งออกมาเห็นกองเลือดก็เยี่ยวราดผ้าถุงทันที ทรุดตัวลงกอดเข่าร้องไห้เงียบๆ น้ำตาไหลพรากแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ

ไอ้ไข่ปรายตามองเดาะทีหนึ่ง ละสายตาไปจุดยาใบจากที่คาบไว้ในปาก สูดควันลึกยาวแล้วพ่นออกมา ควันยาสูบคละคลุ้งผสมกลมกลืนไปกับสายหมอกเดือนสาม “กูรับปากนายหัวชื่นแล้วพี่เหอ… ได้เบี้ยสองร้อย” เสียงของมันเรียบเฉยและเยือกเย็น มันไม่ได้หยิบฉวยสิ่งใดเพิ่ม เพียงเดินลงใต้ถุนเริน เหยียบย่ำรอยเลือดแดงฉานไปสามก้าว แล้วเดินลัดป่ายางไปทางควนทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่เทือกเขาบรรทัด ทางสายนั้นตัดตรงไปช่องควน ข้ามไปฝั่งมะนังจังหวัดสตูลได้ภายในสองวันหากเดินเท้าไม่หยุด

เดาะไม่ได้ก้าวเท้าตามไป และไม่คิดจะตะโกนร้องให้คนในหมู่บ้านช่วย เธอรู้ดีว่าหากร้องตะโกนตอนหัวรุ่ง กว่าชาวบ้านจะกล้าเปิดประตูเรินออกมาก็คงสายโด่ง ผู้คนย่านนี้กลัวเสือร้ายและอิทธิพลมืดมากกว่าผีสาง เธอมองดูพร้าโต้ที่ไอ้ไข่โยนทิ้งไว้บนชานเริน ด้ามไม้ประดู่เล่มนี้เป็นของมูซาเอง เดาะวางตะเกียงน้ำมันก๊าดลง ค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งพับเพียบข้างหัวของสามี เอาผ้าถุงผืนที่คลุมไหล่อยู่มาคลุมทับหัวไว้เพื่อไม่ให้ลูกน้อยทั้งสองต้องเห็นภาพติดตา เธอยกมือลูบท้องสองเดือนอันแบนราบ

“อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญีอูน”

ไก่เถื่อนบนควนเริ่มโก่งคอขัน เสียงแหลมเล็กบาดทะลวงม่านหมอกที่เริ่มจางลง ควายที่ล่ามไว้ริมคลองส่งเสียงร้องมอออกมาหนึ่งทีคล้ายจะรับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่อบอวล

หัวรุ่งปีฉลู วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2504 หมู่บ้านหนองธงมีศพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งศพ เป็นศพเงียบเชียบที่ไม่มีการแจ้งความต่อทางราชการ เพราะคนฆ่าข้ามสันเขาไปไกลแล้ว และคนถูกฆ่าก็ไม่มีวันพูดได้อีกต่อไป

ใต้ถุนเรินไม้เคี่ยมหลังนั้น น้ำกูปีสีดำในจอกสังกะสีเคลือบเหลืองแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชืด และไม่มีผู้ใดในเรือนได้ลิ้มรส

2

แดดเดือนห้าปี พ.ศ.2502 ร้อนแผดเผาจนยางมะตอยใหม่บนหนนหลาดปากพะยูนละลายเหนียวเหนอะติดเกือก มูซาแบกกระสอบป่านขี้ยางขึ้นบนบ่าล่ำสัน เดินย่ำจากเรือหางยาวที่จอดเทียบท่าหน้าวัดบ่อหมาแปะ มุ่งตรงขึ้นหลาดมาหาเถ้าแก่แสง กลิ่นขี้ยางเหม็นเปรี้ยวอบอวลโชยผสมกลิ่นเลนโคลนจากทะเลสาบ

“เถ้าแก่เหอ วันนี้ได้สามสิบโล” มูซาวางกระสอบลงหน้าบ้านไม้สองชั้นของเถ้าแก่แสงอย่างแรง หน้าบ้านหลังนั้นมีตราชั่งคันใหญ่กับกองยางแผ่นแห้งสูงท่วมหัว เถ้าแก่แสงชายจีนไหหลำรูปร่างผอมแห้งพูดจาฉะฉานมีฟันทองซี่หนึ่งเด่นสะดุดตา แกนับเบี้ยเหรียญสิบบาทส่งให้ด้วยความคุ้นเคย “โลละบาทแปดสิบ เอาไปห้าสิบสี่บาท” มูซานับเบี้ยใส่ถุงผ้าฝ้ายมัดปากแน่นหนาแล้วเหน็บเอวอย่างระมัดระวัง

เขาเดินเลาะไปตามทางหลาด ตั้งใจจะไปซื้อน้ำมันก๊าดกับปลาเค็มตากแห้งกลับเริน ตรงหัวโค้งหลาดใกล้ร้านกาแฟของโกลัก มูซาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ เนื้อตัวของมันดำเกรียมเหมือนถ่านไฟ เท้าเปล่าแตกเป็นร่องเลือดลึก ผ้าชุบเก่าคร่ำคร่าผืนเดียวพันกายรุ่ยร่ายจนแทบปิดไม่มิด เด็กหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้าปี ผอมแห้งจนกระดูกซี่โครงขึ้นเป็นซี่นับได้ นั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมาด้วยดวงตาแห้งผากขุ่นมัว มูซาเดินผ่านไปสามก้าวแล้วหยุดชะงัก แววตาที่สิ้นหวังและอ้างว้างแบบนั้นทำให้ใจของมูซาอ่อนยวบลง

“น้องเหอ มาแต่ไหน” มูซาเอ่ยถาม เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง “ควนขนุนครับบัง พ่อแม่ตายหมดแล้ว วัวก็ถูกเสือปล้น ผมหนีตายมา ไม่มีที่ซุกหัวนอนเลย” เมื่อถามไถ่จนรู้ความว่าชื่อไข่ มูซาก็ควักเบี้ยเหรียญบาทในถุงผ้าส่งให้เหรียญหนึ่ง “เอาไปซื้อข้าวกินก่อน” ไข่รับเบี้ยไปด้วยมือสั่นเทา ดีใจเพราะท้องกิ่วแห้งไม่มีข้าวตกถึงท้องมานานสองวันเต็ม

มูซามองดูแล้วสงสารจับใจ ตัวเขาเองก็เคยลำบากยากแค้นยามที่ย้ายถิ่นฐานมาจากควนโนราใหม่ๆ โชคดีที่ยีหนอดเมตตาให้ที่ดินทำกิน ให้ควาย และยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย หากวันนั้นไม่มีความเกื้อกูลจากพ่อตา เขาก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างจากเด็กหนุ่มตรงหน้า “มึงตามกูไปหนองธงหม้าย กูมีนานริมคลองในกอยสี่ไร่ รกร้างเป็นป่าคาอยู่ มึงไปถาง ไปทำกินเถอะ กูไม่เอาเบี้ยสักบาท” ไข่เงยหน้าขึ้นทันควัน น้ำตาไหลอาบแก้มซูบตอบ “จริงเหอบัง” มูซาพยักหน้ารับคำหนักแน่น “จริง… กูให้คำสัตย์ต่อหน้าโต๊ะอีหม่ามได้ คนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ทิ้งกัน” คำว่าพี่น้องและคนกันเองจากปากของมูซาปีนั้น มันมีน้ำหนักและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าหนังสือสัญญาฉบับใด

เย็นวันนั้นมูซาพาไข่ขึ้นเรือหางยาวล่องคลองป่าบอนกลับหนองธง ขึ้นท่าที่ทุ่งนารีแล้วเดินเท้าลุยป่ายางต่ออีกชั่วโมงเศษพาชายหนุ่มมุ่งตรงไปแสดงตัวต่อโต๊ะยีเส็นที่มัสยิดก่อนพากลับมาเรินไม้ โต๊ะยีเส็นนั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ร่มต้นจำปาดะ ผูกผ้าสาระบันสีขาวสะอาดตา เคราแพะสีดอกเลายาวลงมาถึงอก นั่งฟังมูซาเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยความสงบนิ่งก่อนจะพยักหน้ารับรู้

“เออ… ที่ริมคลองสี่ไร่นั้น ที่พ่อตาอุทิศยกให้ พวกเอ็งจะให้ใครทำประโยชน์ก็ได้ แต่จำคำคนแก่ไว้มั่งเถิดมูซา ที่ดินปากเปล่าไม่มีตราจอง มันอยู่กับใจคน ถ้าใจคนมันโลภ ที่กี่สิบกี่ร้อยไร่ก็ไม่เคยพอ” มูซาหัวเราะร่วนด้วยความซื่อ “โต๊ะยีเส็นเหอ ไอ้ไข่มันจนยากเหมือนพวกเรา มันไม่โลภหรอก”

ไข่ซาบซึ้งใจทรุดเข่าลงนั่งราบกับพื้น ละล่ำละลักบอกด้วยความตื้นตัน “ผมจะแทนคุณบังมูซาเหมือนพ่อแท้ๆ ครับโต๊ะยี” โต๊ะยีเส็นยกมือลูบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “เออ ดีแล้ว เป็นพี่เป็นน้องกันในผืนดินนี้ อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะเรื่องดินเรื่องหญ้าเลย”

คืนนั้นมูซาจัดหาเสื่อจูดผืนหนึ่งกับหมอนใบเก่าให้ไข่นอนพักผ่อนที่ชานเริน ตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะพาไปดูเขตแดนนานริมคลอง เดาะผู้เป็นเมียหุงข้าวเพิ่มอีกหม้อหนึ่ง เธอมองจ้องผ่านช่องแตกของฝาไม้กระดานแล้วกระซิบกับผัวในมุ้งตอนกลางคืน “บังเหอ หน้าตามันขวางเหมือนเสือร้าย ไม่เหมือนคนจะมาทำไร่ทำนาเลย” มูซาหัวเราะแผ่วเบาในความมืด ยื่นมือไปลูบท้องของเมียที่เพิ่งตั้งท้องรอฮานีได้เดือนเดียว

“เดาะเหอ คนเรามันเลือกหน้าตาตอนเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินชีวิตได้ กูอยากให้โอกาสมันดูก่อน ถ้ามันกลับกลายเป็นร้าย วันหลังค่อยว่ากัน” เดาะไม่ได้เอ่ยปากเถียงผัว แต่คืนนั้นเธอนอนตาค้างไม่หลับทั้งคืน

สองปีผ่านพ้นไปช้าๆ ราวกับปาฏิหาริย์ ไอ้ไข่ถางหญ้าคาในนาสี่ไร่จนเตียนโล่ง ปลูกยางพาราพันธุ์พื้นเมืองไปสองร้อยต้น ขุดหลุมด้วยแรงกายและหาบน้ำจากคลองมารดเองทุกวันไม่เคยขาด มูซาเห็นความอุตสาหะจึงเอาหน่อเรียนบ้านมามอบให้อีกแปดต้น “ปลูกไว้ริมแดนโน้น กันคนอื่นเขาจะมาว่าเราล้ำเขต” ไข่ยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจทุกครั้งที่มูซาหยิบยื่นสิ่งของให้

หน้าฝนปี พ.ศ.2503 ไข่หิ้วปลาช่อนตัวโตที่ดักลอบได้มามอบให้ถึงเริน “บังเหอ ปลาช่อนในคลองมันขึ้นน้ำแดง ผมเพิ่งกู้ลอบได้ตัวมันใหญ่ฉาด รีบเอามาให้บังกับพี่เดาะทำแกงส้มให้หลานๆ ชิม” มูซายิ้มกว้างลงมือขูดเกล็ดตัดหัวปลาส่งให้เดาะเอาไปแกงส้มใส่ลูกเขาคัน รสชาติแกงร้อนแรงโชยกลิ่นหอมเผ็ดร้อน อบอวลไปทั่วเรินไม้กลางสายฝน เดาะเฝ้ามองภาพที่เด็กหนุ่มนั่งหยอกล้อกับลูกๆ ของนางแล้วเริ่มคลายความหวาดระแวง

จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2503 นายหัวชื่นขับรถแลนด์โรเวอร์คันใหญ่ฝ่าฝุ่นเข้ามาถึงหนองธง แกเดินมาถามซื้อที่ดินนานริมคลองจากมูซาจำนวนสิบไร่เพื่อจะนำไปทำเป็นลานหมอนพักไม้และแพซุง “ให้ไร่ละพันเลยบังมูซา รับตังค์ไปรวยทางลัดเลย” นายหัวชื่นพูดพลางตบไหล่มูซาฉาดใหญ่

มูซาส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ที่ผืนนั้นผมให้ไอ้ไข่ทำกินไปแล้ว และผมได้ให้คำสัตย์กับมันไว้ต่อหน้าโต๊ะยีเส็น” นายหัวชื่นยิ้มกริ่ม สายตาจับจ้องไปทางขนำหลังเล็กของไอ้ไข่ที่ท้ายสวนยาง “คำพูดปากเปล่า… ถ้าวันไหนเจ้าของเดิมมันตายไป มันก็กลายเป็นปากใครปากมันทั้งนั้นแหละ”

คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืดสนิท หมาในสวนยางพาราส่งเสียงเห่าหอนรับกันเป็นทอดๆ วังเวงใจ โต๊ะยีเส็นเรียกมูซาเข้าไปตักเตือนที่มัสยิดหลังจากเสร็จสิ้นละหมาดอีชา

“ระวังนายหัวชื่นไว้ให้ดีต่ะมูซา มันอยากได้ที่ดินริมคลองไปทำแพซุงใจจะขาด มันเคยสั่งฆ่าคนที่ตะโหมดมาแล้ว”

มูซายังคงยิ้มสู้ “โต๊ะยีไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ ผมอยู่ท่ามกลางพี่น้อง ไอ้ไข่มันไม่มีวันทรยศหักหลังผมหรอก” โต๊ะยีเส็นถอนหายใจยาวทอดสายตามองออกไปทางเทือกเขาบรรทัดที่ยืนตระหง่านอยู่ในความสลัว

“มูซาเหอ… คำว่าพี่น้อง มันใช้ได้ผลเฉพาะกับคนที่มีความยำเกรงและมีศาสนาอยู่ในหัวใจเท่านั้นแหละ แต่มันใช้ไม่ได้ผลเลยกับคนที่มีแต่ความหิวโหย”

คำพูดเตือนสติของโต๊ะยีเส็นในคืนนั้น กลายเป็นคำพูดสุดท้ายที่มูซาได้ยินจากปากของชายชราก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจ

3

ลมว่าวเดือนสิบสองพัดกระโชกเอาใบยางพาราแก่ร่วงกราวเต็มพื้น หนองธงทั้งควนแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดงฉานราวกับมีไฟไหม้ป่าลามเลีย เสียงช้างร้องระงมจากในเทือกเขาบรรทัดแว่วมาตามลมเป็นครั้งคราว เพราะควาญช้างจากตะโหมดกำลังต้อนช้างลากซุงขนาดใหญ่จากป่าลึกนำมาทำเป็นไม้ซุงสัมปทาน

ขนำของไอ้ไข่ตั้งอยู่ท้ายสวนยางของมูซาติดริมคลอง หลังคามุงด้วยใบจาก เสาเรือนใช้ไม้หมากตั้งแกนพอประทัง ท่ามกลางดินนานสี่ไร่ที่มันใช้แรงกายถางหญ้าคาจนราบคาบมากับมือ ต้นยางพาราพันธุ์พื้นเมืองสองร้อยต้นเพิ่งเติบโตสูงเสมอรอบเอว ยังแตกกิ่งก้านกรีดเอาน้ำยางดิบไม่ได้ ทว่า หน่อเรียนบ้านทั้งแปดต้นที่มูซาเคยมอบให้มาปลูกไว้ริมแดน เริ่มตั้งตัวแตกกิ่งใบเขียวสดอวดความขยันของคนปลูก

ค่ำคืนนั้นไอ้ไข่นั่งขัดสมาธิซ่อมลอบดักปลาบนแคร่ไม้ แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดตั้งไว้ริบหรี่ให้ความสว่างแผ่วเบา มันอยู่อย่างเดียวดายไม่มีเมียและลูกเต้า มีเพียงหมาไทยหลังอานเพศผู้ตัวหนึ่งชื่อไอ้โก้งนอนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ของรถแลนด์โรเวอร์ก็ดังกระหึ่มมาจากทางหนนใหญ่ ไฟหน้าสาดแสงจ้าทะลวงเข้ามาถึงขนำในสวน ไอ้โก้งส่งเสียงเห่ากระโชกก่อนจะหางจุกตูดวิ่งหนีเข้ารูใต้แคร่ด้วยความขลาดกลัว

นายหัวชื่นก้าวลงมาจากรถคันใหญ่ แกนุ่งผ้าขาวม้าลายตาหมากรุกคาดพุง เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตเนื้อดีไม่ได้ติดดุมบนเผยให้เห็นแผงอก บ่าข้างหนึ่งสะพายปืนลูกซองห้านัดพาดทแยงไว้ โดยมีลูกน้องสนิทสองคนเดินถือตะเกียงเจ้าพายุตามหลังส่องทางสว่างไสว

“ไอ้ไข่ มึงอยู่หม้าย” เสียงของนายหัวชื่นทรงพลังและดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้องคำรามในฤดูฝน ไอ้ไข่รีบกุลีกุจอลงมาจากแคร่ไม้ ทรุดตัวก้มลงแสดงความเคารพทันที “อยู่ครับนายหัว” นายหัวชื่นไม่ยอมก้าวเท้าขึ้นขนำจาก แกเอาปลายตีนเขี่ยสุ่มไก่แจ้ที่ไข่ผูกขังไว้ “ยางของมึงกี่ปีแล้ววะไอ้ไข่” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อย “สองปีครับนายหัว ยังกรีดไม่ได้เลยครับ”

นายหัวชื่นถามจี้ “เออ… แล้วทุกวันนี้มึงขบเคี้ยวกินไหร่เลี้ยงปากท้อง” ไข่เกาหัวแกรกด้วยความจนใจ “ขุดมันขุดกลอยในป่า หาปลาในคลองและดักไก่เถื่อนบนควนพอกินไปวันๆ ครับ”

นายหัวชื่นหัวเราะลั่นลุ่มลึก “กูเช่านานสี่ไร่นี้ปีละห้าร้อยบาท มึงเอาหม้าย” ไข่อ้าปากค้างด้วยความงุนงง “เช่า… เช่าใครครับนายหัว ที่ดินตรงนี้มันเป็นสิทธิ์ของบังมูซา” นายหัวชื่นยิ้มเหี้ยมเกรียม “ถ้าบังมูซาของมึงมันตายไป ที่ผืนนี้ก็ไม่มีใครอ้างสิทธิ์เจ้าของได้อีกต่อไป กูจะเช่าตรงจากมึง” พูดจบ นายหัวชื่นก็ควักธนบัตรใบร้อยสีน้ำเงินเข้มใหม่เอี่ยมออกมาสองใบ วางลงบนแคร่ไม้

เบี้ยสองร้อยบาทนั้น มันมูลค่ามหาศาลพอจะซื้อควายรุ่นได้เต็มตัว ซื้อทองคำรูปพรรณได้เกือบครึ่งบาท หรือซื้อยางแผ่นดิบได้ร่วมร้อยกิโลกรัม ไอ้ไข่จ้องมองธนบัตรสีน้ำเงินสองใบนั้นตาซัง มือกำเข้าหากันจนสั่นเทา ตั้งแต่เกิดมามันไม่เคยพานพบหรือหยิบจับเบี้ยจำนวนมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เงินมากสุดที่เคยผ่านมือคือเหรียญบาทกลมๆ ที่มูซาเคยหยิบยื่นให้ที่หนนหลาดปากพะยูน

“ผม… ผมฆ่าคนไม่เป็นครับนายหัว” ไข่บอกเสียงเครือด้วยความกลัวบาปกรรม นายหัวชื่นยกมือตบไหล่ชายหนุ่มฉาดใหญ่จนตัวโยน “ไอ้โง่เอ๊ย ใครใช้ให้มึงลงมือฆ่าแกงกัน มึงเพียงแค่ทำให้มันหายหน้าหายตาไปจากหนองธงก็พอ ส่วนเรื่องหลังจากนั้นกูมีคนจัดการของกูเอง” ลูกน้องของนายหัวชื่นยื่นขวดแก้วบรรจุน้ำขาวกลิ่นฉุนกึกให้ไข่ “กินเข้าไปก่อนน้องเหอ ให้ใจมันกล้า…” คืนนั้นไอ้ไข่ลิ้มรสเหล้าเมามายเป็นครั้งแรกในชีวิต มวลแอลกอฮอล์ทำให้มันไร้สติจนถึงขั้นคุกเข่าร้องไห้โฮกอดขานายหัวชื่นไว้แน่น

“นายหัวเหอ… ผมมันจนยาก ทรมานเหลือเกิน ผมอยากมีเรินไม้หลังใหญ่เหมือนบังมูซา อยากมีเมีย อยากมีลูกเต้าไว้สืบสกุลมั่ง” นายหัวชื่นยื่นมือมาลูบหัวมันด้วยความเอ็นดูแฝงเล่ห์ “เออ… มึงทำตามแผนที่กูสั่งไว้ทุกอย่าง แล้วมึงจะได้สิทธิ์ครอบครองทุกสิ่งที่บังมูซามึงเคยมี” ก่อนจะก้าวขึ้นรถ นายหัวชื่นทิ้งเบี้ยสองร้อยบาทนั้นไว้บนแคร่ พร้อมกับเอ่ยทิ้งท้ายไว้ในความมืด “เดือนหน้ากูจะกลับมาหนองธงอีกครั้ง ถ้าวันนั้นบังมูซามึงยังเดินบายใจกรีดยางอยู่บนควน เบี้ยสองร้อยบาทกูเอาคืน และกูจะเอาแขนขวาของมึงติดมือกลับไปด้วยข้างหนึ่ง” ไอ้ไข่กำธนบัตรสีน้ำเงินแน่น นอนตาค้างระแวงตลอดทั้งคืน

คืนก่อนหัวรุ่ง วันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2504 ฝนหลงฤดูตกลงมาพรำๆ ตั้งแต่หัวค่ำ ไอ้ไข่นั่งกบดานอยู่ในขนำท้ายสวน ใกล้ๆ กันนั้นมีพร้าโต้คมกริบของมูซาตั้งอยู่ พร้าเล่มที่มันเอ่ยปากขอยืมมาจากมือมูซาเมื่ออาทิตย์ก่อน โดยอ้างว่าจะนำไปถางย่านลิเพาบนสันควน มันนั่งชันเข่าลงมือลับคมพร้ากับหินลับมีดชื้นแฉะตลอดทั้งคืน เสียงคมเหล็กสีกับหินครูดแกร๊ก… แกร๊ก… ดังกังวานแข่งกับสายฝนเบาบาง ไอ้โก้งนอนหมอบลืมตาซังมองเจ้านายอยู่ห่างๆ ไม่ยอมกระดิกหาง

ในสมองอันสับสนของไอ้ไข่มีเสียงของชายสองคนโต้เถียงกันไปมาไม่หยุดหย่อน เสียงหนึ่งคือเสียงทุ้มอ่อนโยนของมูซาในอดีต “มึงตามกูไปหนองธงหม้าย กูมีนานให้ทำกิน กูไม่เอาเบี้ยสักบาท… เราคนบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นพี่น้องกัน”

และอีกเสียงคือเสียงเฉียบขาดของนายหัวชื่น “ถ้าบังมูซามึงตาย ที่ตรงนี้ก็เป็นสิทธิ์ของมึง กูจะเช่าปีละห้าร้อย มึงจะได้สร้างเริน มีเมีย มีลูกเหมือนคนอื่นเขา” ไอ้ไข่ทอดสายตามองออกไปที่ความมืดมิดของผืนนานสี่ไร่ ต้นยางเมล็ดสองร้อยต้นของมัน กว่าจะเติบใหญ่จนกรีดได้ต้องรอนานถึงห้าปีเต็ม มันต้องทนกลืนกล้ำกินกลอยกินมันป่าประทังความหิวโหย มันเหลียวมองขึ้นไปบนควนอันเป็นที่ตั้งเรินไม้ของมูซา แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดริบหรี่ดวงนั้นยังคงส่องสว่าง

ไอ้ไข่กระชับด้ามพร้าไม้ประดู่แน่น น้ำตาอุ่นๆ ไหลพรากอาบสองแก้ม “บังมูซาเหอ… กูไม่ได้อยากทำบาปใหญ่ แต่นายหัวชื่นมันจะเอาแขนขวากูไป ถ้ากูไม่มีแขน กูก็ถือมีดกรีดยางไม่ได้ กูก็ตายอยู่ดี” มันเอ่ยปากพูดกับความมืดมนรอบกาย ทว่า ไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากเสียงเรไรและเสียงหยาดฝนร่วงรดตับจาก ก่อนดวงตะวันหัวรุ่งจะโผล่พ้นทิวเขา มันเอาผ้าขาวม้าชุบน้ำฝนเย็นเยียบมาลูบหน้าลูบตาและเนื้อตัวเพื่อล้างกลิ่นอายน้ำขาวออกให้หมดสิ้น แล้วก้าวเท้าเดินออกจากขนำมุ่งตรงไปข้างหน้าในมือกำพร้าแน่น ไอ้โก้งลุกขึ้นขยับตัวจะเดินตามขนาบข้าง ชายหนุ่มใช้ฝ่าตีนยันไปที่ยอดอกของหมาเบาๆ “มึงอยู่นี่ต่ะไอ้โก้ง อย่าได้เดินตามกูไปทำบาปทำกรรมครั้งนี้เลย” มันย่องเท้าเนิบช้าขึ้นสู่เนินควนมุ่งตรงไปยังเรินไม้ของมูซา ทางเดินสายเก่าเส้นเดียวกับที่มันเคยใช้เดินไปขอข้าวกินประทังชีวิตมาตลอดสองปีเต็ม

ใต้ถุนเรือนหลังนั้นมืดสนิท มีเพียงเสียงกรนสม่ำเสมอของมูซาและเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเด็กน้อยที่หลับสนิท ไอ้ไข่ยืนนิ่งสงบอยู่ใต้ถุนเรือนครู่หนึ่ง ก่อนย่องเท้าช้าๆ ผ่านชานเริน จนถึงร่างของมูซาที่นอนทอดกายอยู่บนแคร่ไม้ มันยกพร้าโต้ขึ้นเหนือหัว มือกำด้ามแน่นจนสั่นเทิ้มคล้ายคนจับไข้หัวโกรก ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพเบี้ยสองร้อยบาทก็ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับคำยั่วยุของนายหัวชื่นที่ว่า “มึงจะได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่บังมูซามันเคยมี” สิ้นความคิดนั้น คมพร้าหนักอึ้งก็หวดสับลงมาเต็มแรง ฉับ! คำว่าพี่น้องอันบริสุทธิ์ถูกตัดขาดสะบั้นแยกเป็นสองท่อนในพริบตา พร้อมๆ กับคอของมูซา ผู้หยิบยื่นที่ดินทำกิน มอบข้าว มอบน้ำ และประทานชีวิตใหม่ให้แก่มันด้วยความเมตตา

ข่าวร้ายนี้กำลังจะลอยละล่องไปถึงหูของโต๊ะยีเส็นที่มัสยิดในเวลาต่อมาอย่างเงียบงัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หัวรุ่งปีฉลู | เรื่องสั้น : ศักรินทร์ สีหมะ
ดักปล้น | กวีกระวาด : ฝุ่นฟ้า ธุลีดิน
โอ้..อนาถ วาสนา ข้า ราด ชะ กาน | กวีกระวาด : เมธี วงศ์ครุฑ
ทำเป็นเล่น
ข้างหลังภาพ ‘นนพ’ หนูชวนชิมขนม ‘เครมบรูเล่’ ‘ร้าว’ นอก-หวานละมุน ‘ใน’ สยบข่าวภูมิใจไทย ‘แตก’
สงครามบูรณาการ ที่ทะเลแคสเปียน
ยิ่งชีพ-พลีชีพ ยื้อชีพ ‘คดีฮั้ว ส.ว.’ ให้ไปถึง ‘ศาล’
แตะตรงไหนก็โกง?
E-DUANG | สถานการณ์ การโกง ส.ว. การรุกผ่าน “เทคโนโลยี”
สงครามครั้งใหม่จากโลกร้อนไฟป่ายุโรปวิกฤตหนัก
คำยืนยันในกระแส ‘ไม่เชื่อมั่น’ กกต.อ้าง ‘อิสระ-โปร่งใส-รับผิดชอบ’ ตัดสินคดีฮั้ว ส.ว.ตาม ‘หลักฐาน’
มรดกความรู้ ของ ‘กุลลดา เกษบุญชู มี้ด’ | ปราปต์ บุนปาน