คดีโกงเลือก ส.ว. ภาค 2 กดดันใส่… รัฐบาล… กกต. และขบวนการยุติธรรม
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
คดีโกงเลือก ส.ว. ซึ่งในภาคแรกเรียกกันว่าคดีฮั้ว ส.ว. ถูกลากยาวยืดเยื้อมาถึง 2 ปี ถึงเวลานี้กลายเป็นภาค 2 ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคดีโกงเลือก ส.ว. ตามค่านิยมการโกงสมัยใหม่ ที่มีการโกงกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่ โกงกันทุกระบบ
ในภาค 2 นี้ ฝ่ายที่ต้องการทำให้คดีมีความแจ่มชัดและลงโทษผู้ทำผิดมีตัวละครเพิ่มขึ้นคือฝ่ายค้านพรรคประชาชน ที่เข้ามาเปิดหน้าชนหลังจากที่ปล่อยให้กลุ่ม ส.ว.สำรองและกลุ่มนักกฎหมายอิสระร่วมกันต่อสู้มานาน
การเลือก ส.ว. 2567 แม้จะมีกฎหมายควบคุมไว้อย่างละเอียด แต่พวกที่คดโกงก็จะพยายามโกงให้ได้ จึงมีการคิดค้นวิธีการและกระบวนการ สร้างระบบขึ้นมาแม้ต้องทำผิดกฎหมายหลายมาตรา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการได้ ส.ว.กลุ่มใหญ่เกินครึ่ง
จึงปรากฏหลักฐานและพยานจำนวนมากในคดีโกงเลือก ส.ว. ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน หลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ก็ชัดเจนพอในแทบทุกข้อหา
เพียงแต่กรรมการที่มีหน้าที่ไม่สนใจที่จะเร่งรัดดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งที่รู้ว่าถ้าปล่อยไปจะเกิดผลเสียต่อระบบรัฐสภา กระทบต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติ
แต่ผู้มีอำนาจเป็นกรรมการที่ให้ความยุติธรรมและเกี่ยวข้องในคดีนี้กลับไม่ได้ทำการใดๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ผิดกฎหมายหลายมาตรา
มาตรา 48 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร
มาตรา 59 ก่อนประกาศผลการเลือก หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการมีอํานาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก และสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่
มาตรา 60 ก่อนประกาศผลการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการใด หรือรู้เห็นกับการกระทําใดของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี
(มีการร้องเรียนทันที ตั้งแต่มีการเลือกจนถึงหลังเลือก จากพยานหลักฐานก็พบว่า ได้มีการทำความผิดหลายมาตราแต่กรรมการที่เกี่ยวข้องก็มิได้สอบสวนอย่างจริงจัง มิได้ปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย กลับปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อไปเรื่อยๆ)
มาตรา 61 ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ใดให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ให้คณะกรรมการมีอํานาจสั่งยึดหรืออายัดเงิน ทรัพย์สิน
(เส้นทางการเงินก็ถูกสืบค้นพบมาเป็นปีแล้ว)
ไม่เร่งรัดดำเนินคดี
ปล่อยให้คนทำผิดปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนิติบัญญัติและบริหาร
มาตรา 62 เมื่อคณะกรรมการประกาศผลแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อศาลฎีกามีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่
(ขณะนี้ ส.ว.ชุดที่ถูกกล่าวหาก็ยังปฏิบัติหน้าที่ รับเงินเดือนไปเรื่อยๆ)
มาตรา 76 กรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดกระทําการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น ส.ว. หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ผู้สมัครก็ต้องรับโทษคล้ายกัน
(หลักฐานเรื่องนี้กำลังถูกนำมาเผยแพร่และมีการฟ้องร้องโต้ตอบกัน)
ถ้าเปิดหีบบัตรออกมาพิสูจน์
เมื่อมีข้อร้องเรียน
จะพบหลักฐาน
หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนจากบัตรคือ มีการลงคะแนน 2 แบบ
1. ตามโพยเหมือนกันแม้ไม่รู้จักกัน อยู่คนละกลุ่มอาชีพ คนละจังหวัดเป็นจำนวนมาก
2. อีกส่วนหนึ่งจะลงคะแนนตามธรรมชาติของการเลือกกันเองแบบรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง
เพราะพวกผู้สมัคร ส.ว.อิสระจะจับกลุ่มผ่านคนกลางแนะนำ หรือบางทีก็แนะนำตัวเองผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โทร.ไปหากันเอง และมีการจัดประชุมแนะนำตัวและประวัติอย่างเปิดเผย บางคนส่งข้อความและจดหมายขอคะแนนกันทางสื่อโซเชียลระหว่างผู้สมัครด้วยกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะไขว้กลุ่มไปเจอกับใคร
ส่วนกลุ่มผู้สมัคร ส.ว.ที่มีการจัดฮั้วผ่านเครือข่ายหลายจังหวัด ก็รวมคนให้เข้ากลุ่มอาชีพต่างๆ อาชีพละ 40-50 คน แล้วถูกเก็บตัวในโรงแรม เมื่อถึงเวลามาลงคะแนน ไม่หาเสียง ไม่ขอคะแนน เจอผู้สมัครอื่นๆ ก็ไม่คุย เพราะหลายคนที่ถูกจัดตั้งและว่าจ้าง รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นแค่โหวตเตอร์ ยอมรับค่าตอบแทนไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่ต้น แต่ละกลุ่มอาชีพมีโหวตเตอร์พลีชีพ 30-40 คนลงคะแนนให้ตัวจริงจึงผ่านเข้ารอบแรกได้ 18-22 คน จาก 40 คน ทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ
ในรอบ 2 จับฉลากไขว้อย่างไร พวกฮั้วก็สามารถโหวตตามคำสั่งในโพยที่เขียนเตรียมไว้ทั้ง 20 กลุ่มแล้วว่ากลุ่มไหนต้องโหวตเบอร์อะไรบ้าง และเนื่องจากมีจำนวนมากถึง 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 เบอร์ จึงต้องเขียนเป็นโพยเพราะไม่มีใครจำได้ จึงต้องถือโพยเข้าไปลงคะแนน ทำให้ลงคะแนนเหมือนกันทุกบรรทัด ไม่ต้องรู้ชื่อ ไม่ต้องรู้หน้า เขียนเบอร์อย่างเดียวตามโพยที่ได้รับมา คะแนนจึงไหลมาเป็นเซ็ตแบ่งคะแนนตามคำสั่งในโพย ให้กลุ่มอาชีพละ 6-7 คน ซึ่งผู้ชนะจะได้คะแนนอยู่ระหว่าง 45-70 คะแนนต่อคน… คะแนนนำทุกกลุ่ม
ส่วนผู้ที่เข้ารอบไปได้แบบธรรมชาติ ยังไม่รู้จะลงคะแนนให้ใครจนครบ 20 คน หาได้ 10 คนก็เก่งแล้ว บางคนไปขอคะแนนกันหน้าห้องน้ำ ก็โหวตให้ ดีกว่าเว้นว่างไว้ ถ้าจับฉลากไขว้ไปเจอกลุ่มคนรู้จักอยู่บ้างก็มีโอกาส แต่ถ้าเจอคนไม่รู้จัก อาจได้คะแนน 0 หรือไม่ถึง 5 คะแนน คนที่มีฐานเสียงอยู่บ้างบวกความดังก็จะได้15- 20 กว่าคะแนนเท่านั้น ทำให้พอมีโอกาสติด 4 อันดับสุดท้ายหรือสำรอง
ดังนั้น ถ้าเปิดหีบบัตรตรวจก็จะพบใบลงคะแนนที่เหมือนกัน (ตามโพย) จำนวนมาก แต่ไม่มีใครทำ
วันนี้หลักฐานและพยานถูกนำออกมาตีแผ่ต่อสาธารณะ เพราะคดีไม่ไปถึงศาลเสียที
ขั้นแรกก็จะได้ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้พิจารณา
ถ้ามีการฟ้องร้องกัน จะได้รู้ชื่อรู้ตัวว่าใครทำอะไร ที่ไหน ใครจ่าย ใครรับ
เพราะตอนนี้มีชื่อคนที่มีอำนาจทั้งในรัฐสภาและรัฐบาลมาเกี่ยวข้อง
ประชาชนจะได้พิสูจน์ความเที่ยงตรงของ กกต. และศาล
คดีนี้ชี้วัดระบบยุติธรรมของจริง
