bg-single

มนุษย์ต้องการพื้นที่ให้หยั่งราก

27.08.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

เหตุใดคนเราจึงฆ่าตัวตาย

หากตอบกันในรายบุคคลคงจะมีหลากหลายเหตุผล แต่ถ้าตอบในแง่หลักการและภาพรวมก็มีผู้เสนอทฤษฎีชวนคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ปี 1897 นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เอมีล ดูร์กายม์ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยใช้ข้อมูลที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มเก็บสถิติ แล้วตั้งข้อสังเกตกับชุมชนต่างๆ ในยุโรปว่า ยิ่งคนผูกพันกับชุมชนที่มีอำนาจทางศีลธรรมในการยับยั้งความปรารถนาของพวกเขามากเท่าไร ก็มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายน้อยลงเท่านั้น

แนวคิดหลักของเขาคือ อะโนมี (anomie) หรือภาวะไร้บรรทัดฐานทางสังคม

เป็นการหายไปของบรรทัดฐานและกฎระเบียบที่แน่นอนซึ่งยึดถือกันทั่วไป ดูร์กายม์มองว่าความเป็นสมัยใหม่ (ในขณะนั้น) ที่เปลี่ยนแปลงไวและไร้ระเบียบ สวนทางกับศาสนาและขนบต่างๆ ที่มีพลังลงลด อาจทำให้เกิดอะโนมีและตามมาด้วยการฆ่าตัวตาย เขาเขียนไว้ทำนองว่า เมื่อเรารู้สึกว่าระเบียบสังคมอ่อนแอลงหรือสลายไป เราไม่ได้รู้สึกเป็นอิสระ แต่จะรู้สึกหลงทางและวิตกกังวล

“หากระเบียบสังคมที่ผูกมัดสลายไป หากเราไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของมันในการกระทำรอบตัวเราและเหนือพ้นเรา อะไรก็ตามในตัวเราที่เชื่อมต่อกับสังคมย่อมไร้รากและวัตถุประสงค์ทั้งปวง ทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็คือส่วนผสมเทียมของภาพลวงตา เป็นภาพหลอนที่คลุมเคลือบชีวิตอันสะท้อนความจริงได้น้อยที่สุด จึงไม่อาจเป็นเป้าหมายให้แก่การกระทำของเราได้เลย”

2

ผมได้อ่านแนวคิดของดูร์กายม์ในหนังสือ The Anxious Generation อันฮือฮาของโจนาทาน ไฮดท์ (Jonathan Haidt) แล้วคิดว่ามีหลายสิ่งน่าสนใจอยู่ในนั้น

ในทุกช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี จะเกิดความผันผวนขึ้นในแทบทุกมิติ ส่งผลให้อำนาจเปลี่ยนมือ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยมในสังคมเปลี่ยนแปลง เกิดจากต่อรองแย่งชิงอำนาจในหลายระดับ อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย เหล่านี้ทำให้สิ่งที่เคยเป็นบรรทัดฐานเดิมสั่นคลอน เสื่อมทรุด ถูกละเลย ถูกลืม หรือเปลี่ยนโฉมไป

ผู้คนที่ถือกำเนิดในช่วงอลหม่านเช่นนี้ย่อมสับสนตามไปด้วยว่า ตกลงแล้วอะไรคือ ‘ราก’ หรือสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานและกฎระเบียบอันแน่นอนที่ฉันสามารถรับรู้และดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางนั้น ในเมื่อทุกอย่างดูง่อนแง่น ทุกความเชื่อ ทุกคุณค่า ทุกผู้คน ทุกสถาบันในสังคม ล้วนพร้อมจะถูกตั้งคำถาม ลดทอนความน่าเชื่อถือ หรือทำให้พังครืนลงทั้งสิ้น

ไม่เหลืออะไรให้พึ่งพาหรือยึดถืออีกต่อไป
เหมือนต้นไม้ที่ลอยเคว้ง ไม่มีพื้นดินให้รากยึดเกาะ

หากลองจินตนาการในด้านกลับ, ผู้คนที่เกิดในยุคสมัยที่สังคมมีระเบียบและบรรทัดฐานชัดเจนย่อมอธิบายตนเองได้ง่ายว่า เป็นคนศาสนาใด เชื่อในเรื่องใด อะไรถูกต้อง อะไรผิดทำนองคลองธรรม ในด้านหนึ่งมันอาจถูกมองว่าเป็นความคิดคร่ำครึและไม่ก้าวไปไหน แต่อีกด้านก็ทำให้ทั้งสังคมมีความเข้าใจร่วมกัน ในระดับบุคคลก็ไม่สับสนเคว้งคว้าง

คำถามไม่ใช่ แบบไหนดีกว่า เพราะโลกก็คงเป็นไปตามจังหวะเวลาของมัน คำถามก็คือ ในจังหวะเวลาที่โลกกำลังคลำหา ‘ระเบียบใหม่’ ผู้คนในห้วงยามนั้นจะใช้อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพื่อผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความอลหม่านไปให้ได้?

3

โจนาทาน ไฮดท์ วิเคราะห์ว่า คนเจนซี (Gen Z) มีความสามารถน้อยกว่าคนรุ่นอื่นในประวัติศาสตร์ที่จะ ‘หยั่งราก’ ในชุมชนโลกจริง ซึ่งเต็มไปด้วยบุคคลที่พวกเขารู้จักและอยู่ต่อเนื่องในที่ทางกายภาพแห่งนั้นในปีอื่นๆ ต่อไป ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะหยั่งรากลงไปในชุมชนตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะเรางอกงามขึ้นมาจากพื้นดินนั้น อันประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย ตั้งแต่ครอบครัว คนรอบบ้าน หมู่บ้าน ศาสนา ความเชื่อ บุคคลต้นแบบ เรื่องเล่า ตำนาน ประเพณี วัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ ฯลฯ

แต่ทุกวันนี้เด็กๆ ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่าโลกจริง พวกเขารับรู้ความจริงแตกต่างไปทั้งในแง่เวลาและพื้นที่ พวกเขาปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในโลกออนไลน์ ไม่ว่าแอพพลิเคชั่นทั้งหลายหรือเกมออนไลน์มากกว่าคนในโลกจริง แถมยังกระโดดสลับสับเปลี่ยนไปตามเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่หลากหลาย พบเจอผู้คนที่ไม่รู้จัก เปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อย บางคนใช้แค่ฉายาและอวาตาร์ (รูปจำลอง) บางคนเจอๆ กันอยู่หายไปภายในหนึ่งปี หรือบางคนก็หายไปในวันพรุ่งนี้เลย

ข่าวสารในโลกออนไลน์ก็คว้าอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ชีวิตในนั้นเหมือนอยู่ท่ามกลายพายุหมุนของกระแสดราม่า มีม เรื่องฮิตติดจอ ซึ่งผลัดกันผุดโผล่ขึ้นจากผู้ใช้งานนับล้านคนที่เปลี่ยนหน้ากันไปเรื่อย

ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ‘ราก’ จึงหายไปจากชีวิต

ไม่เฉพาะของเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใหญ่ที่ใช้เวลาในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

เรากำลังสับสนว่าตนเองใช้ชีวิตอยู่บนบรรทัดฐานใด ระเบียบของชุมชนคือสิ่งใด เรื่องเล่าที่เรายึดถือร่วมกัน วัฒนธรรมที่เราเข้าใจตรงกัน บุคคลต้นแบบ คุณค่า ประเพณีปฏิบัติที่เรามีร่วมกันคือใครหรือสิ่งใด

การสูญสิ้นหรือขาด ‘ชุดบรรทัดฐาน’ เช่นนี้ ก็เหมือนการใช้ชีวิตอยู่ในท้องทะเลกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยพายุ เรามองไม่เห็น ‘เส้นทางหลัก’ ที่เราจะยึดถือเพื่อจะมุ่งหน้าไปสู่คุณค่าใดคุณค่าหนึ่ง ในห้วงน้ำที่ไพศาลอลหม่านเช่นนั้น หากรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมา ไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกว่า ไม่อยากสู้ต่อไปแล้ว และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีชีวิตอยู่นั้นมี ‘ความหมาย’ ยังไง

4

เราสามารถใช้แนวคิดของดูร์กายม์มาอธิบายว่า เหตุใดเด็กชายและเด็กหญิงตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2010 จึงเริ่มเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ กับข้อความว่า

“รู้สึกบ่อยๆ ว่าชีวิตไร้ความหมาย”

คุณเป็นคนหนึ่งด้วยไหมที่รู้สึกเช่นนี้บ่อยๆ?

นี่อาจเป็นสภาวะที่จมอยู่กับอะโนมีและความสิ้นหวัง ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่เราจะสร้างชีวิตที่มีความหมายขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่จับต้องอะไรไม่ได้ ชีวิตแวดล้อมไปด้วยเครือข่ายที่ไร้ความหมายต่อกัน กระทั่งไร้ตัวตน เพียงตัวเลขยอดไลก์ ยอดวิว ยอดผู้ติดตาม และคอมเมนต์ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแววตาของผู้ที่พิมพ์ตัวหนังสือเหล่านั้นมาเป็นอย่างไร ส่วนระเบียบกฎเกณฑ์ คุณค่า หรือสิ่งที่ยึดถือศรัทธาก็พังทลายไปหมดแล้ว

ที่คือสภาพชีวิตที่ไฮดท์เรียกว่า “แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ยากจะต่อติด”

5

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบทุกคนในยุคนี้ใช้เวลากับ ‘หน้าจอ’ มากขึ้นเรื่อยๆ และลดทอนเวลาใน ‘โลกจริง’ ลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน ใน The Anxious Generation ไฮดท์ตั้งข้อสังเกตว่า วิถีชีวิตเช่นนี้ฉุดเราให้ตกต่ำลงมามากกว่าจะยกเราขึ้นสู่ระดับจิตวิญญาณที่สูงส่งขึ้น ซึ่งหมายถึงความรู้สึกดีกับชีวิต รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สำคัญกว่าตนเอง มีใจที่สงบ และรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า โดยระบุว่าโลกหน้าจอได้ปิดกั้นโอกาสในการฝึกฝนทักษะทางจิตวิญญาณไปถึงหกอย่างด้วยกัน ได้แก่ ความศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน การมีส่วนร่วมทางกาย ความนิ่ง เงียบ มีสมาธิ การก้าวข้ามตัวตน การโกรธให้ช้าแต่อภัยให้ไว และความรู้สึกพรึงเพริดกับธรรมชาติ

ความศักดิ์สิทธิ์ร่วม คือช่วงเวลาที่เราๆ ท่านๆ ดึงตนเอง ‘ขึ้น’ ไปสู่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ชั่วคราว เพื่อลดอัตตาตัวเอง หยุดคิดถึงตนเองไปชั่วขณะ พาตัวเองไปอยู่กับส่วนรวม ทำเพื่อสิ่งอื่นหรือคนอื่น ตัวอย่างที่ชัดคือพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ชาวพุทธสวดมนต์หรือทำพิธีร่วมกัน ชาวคริสต์ร่วมร้องเพลงในโบสถ์ ชาวมุสลิมทำละหมาดร่วมกัน ก่อเกิดศรัทธาร่วมกันและความรักความผูกพันกันในชุมชน สถิติชี้ว่าผู้ที่มีกิจกรรมเช่นนี้บ่อยจะมีความสุขมากขึ้นและอัตราฆ่าตัวตายลดลง

การมีส่วนทางกาย พิธีกรรมทั้งหลายต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายที่สอดประสานกัน สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง สนิทสนมคุ้นเคย และเชื่อใจกัน จากปัจเจกที่แตกต่างก็รู้สึกเหมือนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ชีวิตที่ปฏิสัมพันธ์ผ่านหน้าจอนั้นแทบไม่มีกิจกรรมทางกายร่วมกันแต่อย่างใด

ความนิ่ง เงียบ มีสมาธิ ช่วยให้จิตใจสงบ ได้ผ่อนพักจากความคิด เติบโตทางจิตวิญญาณ แต่เดี๋ยวนี้เรากลับทนความเงียบนิ่งไม่ได้ ต้องหยิบมือถือมาดูตลอด แถมบางคนก็เปิดการแจ้งเตือนให้ส่งเสียงร้องทั้งวัน เป็นชีวิตที่ไร้ระเบียบทางจิตใจอย่างยิ่ง

การก้าวข้ามตัวตน ในโลกโซเชียลมีเดีย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ตัวกู’ ทุกอย่างถูกนิยามโดยหมุนรอบตัวเรา ฉันคิดอะไรอยู่ ฉันกินอะไร ฉันไปเที่ยวที่ไหน สิ่งเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้แสดงตัวตนมากขึ้นผ่านยอดไลก์ยอดวิวทั้งหลาย เพิ่มความวิตกกังวล ความอิจฉา และการไม่เป็นชุมชนที่รักและเมตตากัน

โกรธให้ช้าแต่อภัยให้ไว โซเชียลมีเดียฝึกให้เราทำสิ่งตรงข้าม คือโกรธปุ๊บแสดงออกปั๊บ ยิ่งแสดงออกรุนแรงก็ยิ่งได้รับความสนใจจากผู้คน การประณามกันจึงเกิดขึ้นบ่อย เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความวิตกกังวลว่าจะถูกประณามเมื่อไหร่ และตื่นมาจะด่าใครดี เมื่อพิมพ์ด่าไปแล้วก็ให้อภัยกันได้ยากด้วย แต่ละคนจึงล่องลอยแยกขาดจากกันและระแวงกันและกันตลอด

ความรู้สึกพรึงเพริดกับธรรมชาติ นี่คือความรู้สึกที่ช่วยสร้างความเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เชื่อมโยงกับสังคมมากขึ้น แต่มือถือและหน้าจอตัดขาดเราจากธรรมชาติ เราไม่รู้สึกอีกต่อไปว่าโลกตรงหน้านั้นสวยงาม มหัศจรรย์ แม้ในบางครั้งได้เห็นความงามนั้น แต่เราก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายและโพสต์ลงไป จากนั้นก็ละเลยชั่วขณะตรงหน้าไปเลย กลับไปอยู่ในโลกที่ให้ความสำคัญกับตัวเองอีกแล้ว

หากธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมนั้นต้องการพื้นดินให้ ‘หยั่งราก’ นั่นหมายความว่า ‘ชุดบรรทัดฐาน’ ที่เรามีร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรานิยามตนเองได้ว่า “ฉันเป็นใคร” มีคุณค่าในชีวิตที่สูงส่งกว่าตนเองให้ยึดถือ เพื่อตอบตัวเองได้ว่า “ฉันมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” มีผู้คนแวดล้อม ได้ใช้เวลาร่วมกัน เพื่อนิยามตนเองได้ว่า “ฉันมีชีวิตอยู่โดยผูกพันกับใคร”

เหล่านี้คือการหยั่งรากลงไปในโลกที่มีผู้อื่นและสิ่งอื่น มิใช่แค่ ‘ตัวกู’

เพราะถ้า ‘ตัวกู’ แยกออกจากสรรพสิ่งและสรรพชีวิต วันใดที่ ‘กู’ รู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อ ท้อ ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ในเมื่อ ‘กู’ ไม่ได้สลักสำคัญ ไม่ได้ยึดโยงและเป็นส่วนหนึ่งกับใครหรืออะไรมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

การหยั่งรากคือการยอมเป็นตัวเองให้น้อยลง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมและผู้อื่นให้มากขึ้น เหมือนต้นไม้ที่ไม่สามารถล่องลอยไปไหนก็ได้ตามใจคิด แต่ในทางตรงข้าม มันก็มั่นคงและกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินที่ให้อาหารและน้ำกับมัน เป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าที่ให้แสงแดดกับมัน และตัวมันก็ได้มอบออกซิเจนแก่สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่รอบตัว

เมื่อเป็น ‘กู’ น้อยลง และเป็น ‘พวกเรา’ มากขึ้น
เมื่อนั้นชีวิตจึงมีความหมาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย