หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ไทย-กัมพูชา
ในกระแสชาตินิยม
ไม่จบ… จะตอบโต้กันแบบไหน
ครั้งนี้ ไทยจะต้องสู้ทั้ง 3 แนวรบ
1.การรบจริงคือ ทางบก ทางอากาศ โดยให้เกิดการสู้รบน้อยที่สุด ให้คนเดือดร้อนน้อยที่สุด กัมพูชาไม่ใช้ทัพเรือเพราะมีขนาดเล็กมีเรือประจำการเพียง 20 ลำ ขณะที่ทัพเรือไทยมีถึง 293 ลำ แต่ที่กัมพูชากลัว คือการโจมตีทางอากาศ
2. การเจรจาทางการทูต และโซเชียลมีเดีย คือแนวรบสากล โดยการสื่อสารกับนานาชาติ เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานแต่จำเป็นต้องป้องกันตัว ซึ่งมีหลายระดับทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน และระดับสหประชาชาติ
ต้องเดินเกมการเมืองระหว่างมหาอำนาจใหญ่คือจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ได้เข้ามามีส่วนในความขัดแย้งนี้แล้ว ถ้ามีการปะทะกลายเป็นการรบอย่างรุนแรงของทั้ง 2 ประเทศ เกิดขึ้นซ้ำอีก สหรัฐอเมริกาอาจจะใช้เป็นข้ออ้างในการปรับภาษีให้สูงขึ้น
3. แนวรบโซเชียลมีเดีย รัฐบาลต้องไม่ตามกระแสโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งจริงและเท็จ เพราะถ้าทำตามก็เข้าทางฮุน เซน ที่สำคัญคือ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงสภาพข้อเท็จจริงและความจำเป็นในการทำงานจริง ว่าต้องทำอย่างไรทำไมถึงไม่สามารถทำตามกระแสชาตินิยม
ทำไมถึงไม่สามารถใช้ความรุนแรงทางการสงครามได้ตลอดทั้งที่ได้เปรียบ
ปัญหาที่ต้องแก้เฉพาะหน้า
1.ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามแนวชายแดน ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง โดยต้องอยู่กับความกลัว ความไม่สงบ และอันตราย ต้องอพยพบ้านเรือน
ถ้ายังมีการปิดชายแดนต่อไปเรื่อยๆ จะกระทบต่อการใช้ชีวิต การประกอบอาชีพ
ทางฝ่ายกัมพูชาก็จะเสียรายได้จากการขายแรงงาน การค้าพืชผล และได้รับความเดือดร้อนจากความไม่สะดวกสบาย ขาดน้ำมันและไฟฟ้า ธุรกิจกาสิโนและคอลเซ็นเตอร์จะหยุดชะงักส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มผู้มีอำนาจโดยตรง
แม้ความเดือดร้อนของฝ่ายกัมพูชามีมากกว่า แต่คนไทยส่วนหนึ่งก็ได้รับผลกระทบ
2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดน
การปิดด่านชายแดนส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนของไทยในกัมพูชาในระยะยาว ไทยจะเสียตลาดการค้า
การประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้งบประมาณการป้องกันประเทศจะสูงขึ้นทั้งการซื้ออาวุธและกำลังพล
3. ปัญหาการทดแทนแรงงานชาวกัมพูชาที่ถูกเรียกกลับประเทศ แม้จะมีแรงงานพม่าและลาวมาทดแทน แต่หลายอาชีพก็ต้องฝึกฝนสร้างทักษะ
กระแสชาตินิยม
เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา
การสร้างกระแสชาตินิยมในกัมพูชาเป็นยุทธวิธีที่ใช้บ่อย เพื่อสร้างคะแนนนิยมและเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาอื่นๆ เช่น ความล้มเหลวในการบริหารประเทศ การคอร์รัปชั่น ธุรกิจการฟอกเงิน บ่อนพนัน และการสมยอมให้มีแก๊ง call center ในประเทศ
กัมพูชาใช้ประเด็นเรื่องดินแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนได้ง่าย มาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม เพื่อสร้างภาพศัตรูร่วมกัน ใช้สร้างคะแนนนิยมในประเทศ และใช้สื่อต่างๆ ส่งข่าวสารให้โลก เพื่อเป็นการแสดงว่ากัมพูชาถูกรังแก
ฮุน เซน จำเป็นต้องสืบทอดอำนาจต่อไป เพราะถ้าหลุดจากอำนาจ ก็โดนเล่นงานแน่
แต่ฝ่ายไทยผู้สร้างกระแสชาตินิยมไม่ใช่รัฐบาล กลายเป็นกลุ่มที่อยากล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เหมือนกับสองครั้งที่ผ่านมา กระแสชาตินิยมเอียงขวามาแรง ถึงขนาดเสนอให้ทหารปกครอง
ประชาชนผู้รักชาติ และทหารชั้นผู้น้อย กลายเป็นตัวประกอบในเกม ทหารบางส่วนต้องรบจริง แต่สนามรบที่เกิดทุกวันคือข้อมูลที่ผ่านสื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย ปั่นผ่านกระแสชาตินิยม ตอนนี้ไฟแห่งความเกลียดชังลุกลามไปเรื่อยๆ และมีคนฉวยโอกาสราดน้ำมัน ขนาดนายกฯ ไทยยังถูกเสนอถอดถอนจากคำแหน่ง
นี่คือความต่าง ในขณะที่กัมพูชารัฐบาลใช้กระแสชาตินิยมมาเป็นประโยชน์ ที่ไทยกระแสชาตินิยมนำมาล้มรัฐบาล
ตอนนี้คนที่เจรจา ต้องคอยดูกระแสโซเชียลมีเดียไปด้วย
คาดการณ์การตอบโต้ของไทย
ในภาวะเจรจา ไม่ใช่การใช้กำลัง
การเจรจา คือยุทธศาสตร์ดึงเกมของกัมพูชา โดยใช้มหาอำนาจจีนและสหรัฐอเมริกามาเป็นกรรมการ เพราะถ้าใช้กำลังรบต่อถูกน็อกแน่ ตอนนี้ไม่ยอมแพ้แต่ก็พยายามเสนอกรรมการว่าห้ามใช้ศอก เข่า ฝ่ายไทยเองก็ต้องเกรงใจกรรมการระดับโลกจึงต้องปรับเกมตอบโต้
1. ตอบโต้โดยกดดันทางเศรษฐกิจ การค้าขาย สินค้า พลังงาน ต้องยอมให้การค้าขายลดลง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ตัดความช่วยเหลือทางสังคม การศึกษา สาธารณสุข จนกว่าจะตกลงกันได้
ที่ทำได้คือปิดชายแดนต่อไปอย่างเข้มงวด กั้นกำแพงรั้วลวดหนามในจุดที่ขัดแย้ง เพิ่มทหารประจำการ ไม่ต้องติดต่อกัน ไม่ทะเลาะกัน
2. พยายามคุมสถานการณ์สู้รบ ให้ได้เปรียบในทุกพื้นที่ ไม่ให้แรง แต่อาจจะมีการปะทะตามแนวชายแดนประปราย ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การค้าขาย การท่องเที่ยว และภาพพจน์ของประเทศ
กรณีอย่างนี้ดูคล้ายกับว่าถ้าไม่รุนแรงก็ไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วก็เหมือนกับสถานการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ซึ่งถ้ายืดเยื้อไปนานๆ ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา
3. การตอบโต้ทางสื่อและโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้สถานการณ์บานปลายหรือสงบ
ตอนนี้ในโซเชียลมีเดียมีการบิดเบือนข้อมูล และสามารถสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ยิ่งในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพและเสียงได้ โจมตีฝ่ายตรงข้ามในสายตาประชาคมโลก ใช้เพื่อสร้างความแตกแยกภายในประเทศของคู่ขัดแย้ง และกลายเป็นอุปสรรคในการเจรจาทางการทูต ซึ่งทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
4. ต้องถือโอกาสนี้แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ในฝั่งกัมพูชาให้ได้มากที่สุด นอกจากตัดเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารและจับกุมบุคคลในประเทศไทยแล้ว
ผู้ที่จะช่วยเหลือได้คือประเทศจีนซึ่งยังมีอิทธิพลอยู่ในกัมพูชา
บทสรุปคือ…ไม่จบง่าย เพราะ…
เป้าหมายของฝ่ายไทย ยุติการสู้รบ เปิดการเจรจาไปเรื่อยๆ ดึงให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ แต่จะมีกลุ่มชาตินิยมจัดที่เล่นแรงกว่า ทั้งผ่านสื่อ และตั้งกลุ่มปฏิบัติการ
เป้าหมายฝ่ายกัมพูชา ยุติการสู้รบ ยอมเจรจา แต่ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ ปลุกกระแสชาตินิยมเขมรไปเรื่อยๆ ทั้งผ่านสื่อ รวมถึงการชุมนุมในเมืองหลวง และตามชายแดน เพื่อเลี้ยงกระแสการเมืองของฮุน เซน
ดังนั้น จึงประเมินว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อ เพราะสภาพการปกครองของระบอบฮุน เซน ขณะนี้บริหารประเทศลำบาก เศรษฐกิจตกต่ำมาก
ทำให้เขาจะต้องสร้างไทยเป็นศัตรูร่วมของคนในชาติเพื่อไม่ให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาลของตน
ความขัดแย้งนี้จะต้องดำรงต่อไปแม้ไม่มีการใช้อาวุธก็ต้องใช้โซเชียลมีเดียหรือแสดงละครอะไรออกมาเป็นช่วงๆ
ในขณะที่รัฐบาลไทยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเมืองหรือตามวาระการเลือกตั้ง แต่ในกัมพูชาดูแล้วในช่วงใกล้ถ้าไม่มีใครโค่นฮุน เซน ลงได้ก็จะอยู่แบบนี้ต่อไป จึงประเมินว่าความขัดแย้งยืดเยื้อ คงยาวนานเกินกว่า 1 ปี หรืออาจจะ 2-3 ปี
ศึกต่อไปยังคงเป็นสงครามข่าวสาร และการแสดง
ระวัง ! กับดักเรื่องการใช้กำลัง กัมพูชาอาจเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตรอยต่อ เช่น ใช้เรือรบ ถ้าเราหลงกลไปโจมตี แล้วถูกถ่ายคลิป จะเข้าทางให้เขาฟ้องทันที
