bg-single

อนาคตการศึกษา : เอไอจะเข้ามาปั้น (หรือพราก) อัจฉริยะ?

28.08.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

อนาคตการศึกษา

: เอไอจะเข้ามาปั้น (หรือพราก) อัจฉริยะ?

ปีนี้ต้องยอมรับว่า เอไอมาแรงสุดสุด โดยเฉพาะในวงการแพทย์ ข่าวใหญ่ล่าสุดก็คือผลงานของ แอกเซล ครีเกอร์ (Axel Kriegger) จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ที่พัฒนา “เอไอศัลยแพทย์” สามารถผ่าตัดต่อลำไส้และถุงน้ำดีในซากสัตว์ทดลองได้แทบจะโดยไม่ต้องพึ่งศัลยแพทย์ควบคุม

ที่สำคัญ การผ่าตัดนี้ถูกออกแบบมาให้ยากและเกิดปัญหาตลอดทาง แอกเซลเผยว่า เพื่อทดสอบความสามารถของเอไอ เขาและทีมได้สรรหาวิธีสารพัดเพื่อก่อกวนการผ่าตัดเพื่อให้เคสแต่ละเคสทั้งยากและซับซ้อนกว่าความเป็นจริงด้วย

เช่น มีการฉีดสารเลียนแบบเลือดใส่เข้าไป ให้ดูเหมือนตัดโดนเส้นเลือดจนเลือดทะลัก แล้วให้เอไอหาวิธีแก้ปัญหาเอง

ผลสรุปออกมาดีเกินคาด เอไอสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างน่าประทับใจ ผ่าไปแปดเคส ผลลัพธ์ออกมาดีเลิศทุกเคส จนทำให้อนาคตของแพทย์ถูกตั้งคำถามว่าอยู่ตรงไหน… ถ้าในอนาคตเอไอนอกจากจะวินิจฉัยโรคได้เก่งไม่แพ้หมอที่เป็นคนแล้ว ยังสามารถผ่าตัดและทำหัตถการได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องพึ่งแพทย์

นี่อาจจะเป็นอะไรที่น่ากังวล

เด็กชายอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตอนอายุ 12 ปี (ภาพจากวิกิพีเดีย)

มองในแง่ดี เทคโนโลยีนี้อาจช่วยเพิ่มคุณภาพการรักษา คนไข้ไม่ต้องรอคิวหมอนาน และลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง แพทย์หลายคนก็กังวลว่า แล้วหมอรุ่นใหม่จะฝึกความเชี่ยวชาญจากไหน?

ถ้าเคสทั่วไปถูกปล่อยให้เอไอจัดการหมด นักศึกษาแพทย์ก็จะไม่ได้ “ลงสนามจริง” โอกาสฝึกฝนจะหายไป แล้วเราจะได้หมอที่ชำนาญจริงจากที่ไหน?

นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมและสิทธิผู้ป่วย ว่าในเมื่อเอไอทำได้ดีแล้ว เรายังควรให้นักศึกษาแพทย์ลองผิดลองถูกกับคนไข้จริงอยู่หรือไม่

นี่อาจเปิดทางให้เกิดธุรกิจใหม่ เช่น หุ่นยนต์สำหรับฝึกผ่าตัด ถุงมือ Virtual Reality ที่สมจริง หรือซิมูเลชั่นทางการแพทย์ที่เลียนแบบสถานการณ์ผ่าตัดจริง เพื่อแก้ปัญหาการฝึกของหมอรุ่นใหม่

คิดได้แบบนี้ เอไอก็แค่ช่วยแบ่งเบาภาระให้แพทย์ ทำให้แพทย์สามารถโฟกัสกับการรักษาโรคที่ยาก

แต่ที่ชวนคิดก็คือ แล้วเราจะเทรนนักศึกษาแพทย์ของเราอย่างไรให้เขาเก่งและมีความชำนาญจริง ในยามที่มีผู้ช่วยที่เก่งกว่าคอยอยู่เบื้องหลัง

แมกซ์ ทัลมุด (ภาพจากวิกิพีเดีย)

เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ในองค์กรใหญ่ที่คนลาออกน้อยๆ ถ้าบอสเก่ง ลูกน้องกลับไม่ค่อยเก่ง แต่ถ้าบอสไม่เก่ง ลูกน้องมักเก่งและคล่องกว่า

เหตุผลคือ ถ้าบอสเก่งและลงมือแก้เองทุกครั้ง ลูกน้องก็ไม่จำเป็นต้อง “พัฒนาจริงๆ” เพราะยังไงก็มีคนเก็บกวาดให้

แต่ถ้าบอสไม่เก่ง ทีมก็จำเป็นต้องแกร่งขึ้นเอง ไม่งั้นงานไม่เดิน

กรณีเอไอก็เช่นกัน ถ้าเอไอเก่งเกินไป ผู้เรียนอาจพึ่งพามันจน “ไม่จำเป็นต้องคิด” คล้ายกับลูกน้องที่มีบอสเก่งๆ คอยแก้ทุกอย่างให้ แล้วแบบนี้สมองเด็กๆ จะได้ฝึกตอนไหน?

มุมมองนี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเรื่องของการใช้เอไอมาช่วยในการเรียนการสอน ไม่เฉพาะนักศึกษากลุ่มแพทย์ แต่รวมทุกกลุ่มทุกสาขาเลย

เพราะในขณะที่ทุกภาคส่วนพยายามขับเคลื่อนนโยบายการบูรณาการเอไอมาใช้ในห้องเรียน บางที่ถึงขนาดพัฒนาเอไอของสถาบันตัวเองขึ้นมาเลยก็มี

แต่ทว่า ไกด์ไลน์หรือแนวทางในการเอาไปประยุกต์ใช้จริงในห้องเรียนยังขึ้นกับผู้สอนอยู่ดี

หลายสถาบันเริ่มอนุญาตให้นักศึกษาใช้เอไอทำงาน โดยให้เพียงระบุว่า “ใช้เอไอทำอะไรบ้าง” หวังว่านักศึกษาจะใช้เพื่อเตรียมข้อมูล แล้วนำมาคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอง

แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ… ส่วนใหญ่ก็แค่ถามเอไอแล้วก๊อปคำตอบทั้งดุ้น

แบบนี้จะต่างอะไรกับการลอกการบ้านเพื่อน…?

แน่นอน เอไอคือเครื่องมือที่ยังไงเราก็ต้องให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษาของเราใช้ให้เป็น แต่สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ แนวคิดในการใช้เอไออย่างเหมาะสม

และถ้ามองตามแนวคิดทางการศึกษาของบลูม (Bloom’s Taxonomy) การฝึกสมองก็มีหลายระดับ ตั้งแต่จำ (remember) เข้าใจ (understand) ประยุกต์ (apply) วิเคราะห์ (Analyse) ประเมิน (evaluate) และสร้างสรรค์ (create)

คำถามคือ การใช้เอไอช่วยในการเรียน เราได้ฝึกสมองนักศึกษาของเราในระดับไหน?

กดปุ๊บ …เอไอวิเคราะห์ให้ ประเมินให้ และบางทีเสนอแนวทางในการสร้างสรรค์ให้อีก…

ท้ายที่สุดแล้วเราต้องถามว่าแล้วเด็กจะได้ฝึกอะไร หรือแค่จัดรูปเล่ม จัดหน้ารายงานส่ง?

เพราะถ้าแพทย์สามารถถ่ายภาพอัพโหลดถามเอไอแล้วได้ผลการวินิจฉัยแยกโรค (differential diagnosis) ยาวเป็นหางว่าว แถมยังสามารถสร้างรายงานบันทึกการรักษาของผู้ป่วย (admission note) ออกมาได้เนียนกริบ แต่สมองยังว่างโหวงไม่รู้ว่าที่วินิจฉัยมานั้นคิดมาได้ยังไง และผลที่ได้มานั้นถูกหรือไม่ พอถามก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใส่ใจจะจำ มั่นใจว่ายังไงก็ต้องมีเอไอตอบเก็บกวาดจุดที่ผิดพลาดให้

ซึ่งถ้ามีก็ดีไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ไม่มี หรือเอไอผิด ชีวีก็จะอับเฉา และในกรณีของแพทย์ อาจจะไม่ใช่แค่ชีวีแพทย์คนเดียว แต่เป็นชีวีของคนไข้ด้วยที่ต้องมาเสี่ยงไปด้วยกัน

ในกรณีนี้ ผมนึกย้อนกลับไปถึงทฤษฎีอีกทฤษฎีหนึ่งชื่อว่า “ทฤษฎีภาระทางปัญญา (Cognitive load theory หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า CLT ซึ่งตามทฤษฎีนี้การเรียนรู้คือภาระ และภาระสำหรับการเรียนรู้หลักๆ มีสามอย่าง

1. ภาระภายใน (intrinsic load) หรือเนื้อหาของบทเรียน

2. ภาระภายนอก (extraneous load) หรือภาระที่ไม่เกี่ยวกับบทเรียน เช่น การออกแบบสื่อ เทคนิคการสอนที่แย่ ที่ทำให้เป็นภาระหนักสมองเวลาเรียน

3. ภาระเพื่อการสร้างองค์ความรู้ (germane load) หรือสิ่งที่ตัวผู้เรียนเองต้องฝึกฝนและใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจในตัวบทเรียน

เรื่องการลดภาระพวกนี้เอไอคงพอจะช่วยได้ แต่จะให้ช่วยเยอะแค่ไหนนั้น ต้องออกแบบให้สมดุล

เพราะถ้าเราปล่อยให้เอไอทำแทนทุกอย่าง ผู้เรียนก็จะไม่ได้ใช้เวลาในการจัดการความรู้ และจะทำให้ผู้เรียนเรียนไม่รู้เรื่อง ในทางปฏิบัติ

สิ่งที่เอไอช่วยได้คงมีแค่ “งานตระเตรียม หรือสื่อ” (เช่น ทำความสะอาดข้อมูล, แปลกราฟ) แต่ส่วน “แก่นคิด และการสร้างองค์ความรู้” ต้องเป็นโซนห้ามใช้เอไอ หรืออย่างน้อยต้องชัดเจนว่ามีความรู้ก่อนจึงเปิดใช้เอไอได้

เพราะ “ของจริง” ไม่ได้เกิดจากปุ่ม enter มันเกิดจากสมองที่ลงแรงคิดเอง

การศึกษาที่แท้จริงควรพัฒนาสมอง (Head) – มือ (Hand) – หัวใจ (Heart) ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ท่องจำหรือใช้เอไอช่วยคิดจนหมด แต่ต้องลงมือทำได้จริง และมีแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เดินต่อ

ที่จริงเพิ่งมีบทความหนึ่งผ่านตาผมไป เป็นบทความในเว็บไซต์ The Intrinsic Perspective ของนักประสาทวิทยา อีริก โฮเอล (Erik Hoel) เรื่อง Why we stopped making Einsteins

ในบทความนี้ อีริกตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า ทำไมในยุคที่เข้าถึงข้อมูลง่าย อัจฉริยะกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น เขาเชื่อว่า “แรงบันดาลใจ” คือปัจจัยที่หายไป

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เองก็เคยมี “ไอดอล” คือ แมกซ์ ทัลมุด (Max Talmud) นักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ที่มักมานั่งกินข้าวกับครอบครัวของเขา และเป็นคนที่ทำให้ไอน์สไตน์รักเรขาคณิต นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีที่เปลี่ยนโลกในภายหลัง

ถ้าเช่นนั้น ลองจินตนาการว่า เอไอไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่เป็นเพื่อนคู่คิด ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เหมือนแมกซ์สำหรับไอน์สไตน์…

อัจฉริยะรุ่นใหม่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งก็ได้

บางที สิ่งสำคัญอาจจะอยู่ที่แรงบันดาลใจ!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)