นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ล่มจมเมื่อหยิ่งยโส
1
เราต่างเคยได้ยินตำนานแอตแลนติส
โดยตำนานเล่าว่า เกาะแอตแลนติสมีอารยธรรมรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ แต่แล้วก็ต้องล่มสลายลงเพราะ ‘การละเมิดครั้งสุดท้าย’ นั่นคือ การโจมตีและพยายามยึดครองเอเธนส์ แล้วถูกชาวเอเธนส์ต่อต้าน เอาชนะ นำไปสู่การล่มสลายครั้งสุดท้าย
แหล่งข้อมูลเก่าแก่เกี่ยวกับเรื่องเล่านี้อยู่ในบทสนทนา Timaeus และ Critias โดยเพลโต นำมาซึ่งข้อถกเถียงจนถึงยุคปัจจุบันว่า ‘แอตแลนติส’ อันยิ่งใหญ่นี้เคยมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีจริงแล้วอาณาจักรอลังการงานสร้างแห่งนี้จมหายไปใต้น้ำอย่างที่มีทฤษฎีกล่าวอ้างจริงไหม
ผมมิได้สนใจว่าแอตแลนติสอยู่ที่ไหนมากเท่ากับเหตุใดตำนานนี้จึงยังวนเวียนอยู่ในสังคมมนุษย์ ทั้งที่นับจากยุคเพลโตมาจนปัจจุบันก็กินเวลากว่าสองพันปีเข้าไปแล้ว จนดูเหมือนว่าตำนานแอตแลนติสจะคงอยู่กับมนุษยชาติตลอดไป
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
2
เมื่อครั้งยืนมองมหาสฟิงซ์ที่กิซา ซึ่งนอนสง่าอยู่ด้านหน้ามหาพีระมิดทั้งสาม ผมพยายามสังเกตรอยน้ำที่โรเบิร์ต เอ็ม. ชอค (Robert M. Schoch) นักธรณีวิทยาจากเยล และจอห์น แอนโทนี เวสต์ (John Anthony West) นักโบราณคดีอิสระ ได้เสนอทฤษฎีเอาไว้ว่า มหาสฟิงซ์นี้น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ ร่องรอยการกร่อนเซาะของน้ำที่พบอาจย้อนเวลากลับไปถึง 7,500-10,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พื้นที่บริเวณนี้เคยมีฝนตกหนัก
แน่นอนว่าในวงวิชาการเกิดการถกเถียงกันอย่างหนัก และข้อเสนอนี้ก็มีคนนำไปโยงกับการจมหายไปของเกาะแอตแลนติสด้วยเช่นกัน
ถ้าถามว่าใครล่วงรู้ความจริงมากกว่ากันก็คงตอบยาก เพราะบางสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นอาจเป็นปริศนาไปชั่วนิรันดร์ ประเด็นสำคัญอยู่ที่-อารยธรรมอียิปต์โบราณอันเก่าแก่นั้นเป็นไปได้ว่าอาจเก่าแก่มากกว่าที่เราคิด
รวมถึงอารยธรรมอื่นๆ ที่เราไม่สามารถขีดเส้นเวลาเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละพื้นที่ล้วนมีความเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อน มีช่วงสันติและสงคราม รุ่งเรือง เสื่อมถอย และก่อร่างขึ้นใหม่
ดังเช่นอารยธรรมของชาวแอซเท็กที่แตกแขนงออกมาจากชาวมายา ก็เคยยิ่งใหญ่มาก แต่แล้วก็มาถึงช่วงเวลาของการประหารชีวิตในที่สาธารณะ สังเวยมนุษย์ มีพิธีกรรมที่รุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงท้ายของอารยธรรม ก่อนจะล่มสลายลง
มีข้อสังเกตจากนักข่าวที่สนใจโบราณคดีอย่างปีเตอร์ ทอมป์กินส์ (Peter Tompkins) ว่าอารยธรรมมายาและแอซเท็กช่วงท้ายเกี่ยวข้องกับกีฬาเลือดและการสละเลือดอย่างมาก เป็นไปได้ว่าในช่วงแรกๆ อารยธรรมเหล่านี้มีความเข้าใจสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง พวกเขารู้สึกใกล้ชิดเทพเจ้าและจักรวาล คือมีความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง แต่ในช่วงหลังความเข้าใจเหล่านี้สูญหายไป
แทนที่จะมองเห็นความเชื่อมโยง กลับกลายเป็นนิยมความรุนแรง
3
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อนำไปวางเทียบเคียงกับอารยธรรมโรมันอันยิ่งใหญ่ ที่บรรดาจักรพรรดิมักใช้ความรุนแรงของการต่อสู้ในโคลอสเซียมขับเน้นความตื่นเต้นให้ฝูงชน ความรุนแรง การนองเลือด นำไปสู่ความรู้สึกมีชีวิตชีวา
เหล่านี้เป็นความมีชีวิตชีวาที่เกิดจากชีวิตที่ไร้เป้าหมาย เย็นชา ไร้ความละเอียดอ่อน และออกห่างจากความศักดิ์สิทธิ์ของการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับธรรมชาติและจักรวาล ผมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่ออารยธรรมใหญ่โตขึ้น ความเป็นเมืองแผ่ขยาย ผู้คนแย่งชิงแข่งขัน เอาตัวรอด คิดถึงตัวเองมากขึ้น มักนำมนุษย์ไปสู่สภาวะเช่นนี้
พูดอีกอย่างคือ เมื่อเจริญสุดขีดก็ถึงคราวล่มสลาย
เราจะหมดความสามารถในการชื่นชมยินดีกับสิ่งดีงามอันละเอียดอ่อน และต้องหันไปพึ่งพา ‘ความมีชีวิตชีวาจอมปลอม’ (คำของเวอร์นอน ฮาวเวิร์ด) ซึ่งเราได้รับจากการเป็นศัตรู ความโกรธ ความบันเทิงที่รุนแรง และการกระทำต่อกันที่รุนแรงเพื่อความสะใจทั้งทางกายและอารมณ์ คำถามของผมคือ สนามประลองในโคลอสเซียมนั้นต่างอะไรกับสภาพการณ์ในโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยผู้หิวกระหายเลือดในโลกปัจจุบันที่เราอยู่ มีการฟาดฟันกันทุกวัน โดยมีเสียงโห่ร้องตะโกนเชียร์ (ด้วยคอมเมนต์) ของผู้ชมบนอัฒจันทร์
หากเรียนรู้จากอดีตได้ นี่คือสัญญาณเตือนของการล่มสลายของอารยธรรมที่กำลังก่อตัวขึ้น
ทะเยอทะยาน รุ่งเรือง หยิ่งผยอง ล่มสลาย
4
สาเหตุที่ทำให้แอตแลนติสล่มสลายตามคำบอกเล่าของเพลโตก็คือ ความหยิ่งผยอง
เมื่อรุ่งเรืองไปถึงจุดหนึ่ง มนุษย์จะหลงลืมข้อจำกัดของตนเองและพยายามพองขยายเสียจนวินาศ คำเตือนเช่นนี้มีอยู่ในหลายอารยธรรม ดังเช่นเรื่องราวของอิคารัส (Icarus) ตำนานกรีกที่เล่าถึงความทะเยอทะยานเกินขอบเขต อิคารัสผู้ได้รับ ‘ปีก’ ที่สร้างจากขี้ผึ้งและขนนกโดยเดดาลัสผู้พ่อ ซึ่งเคยเตือนลูกชายว่า อย่าบินสูงเกินไปเพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์จะทำให้ขี้ผึ้งละลาย แต่แล้วเมื่ออิคารัสใช้ปีกนั้นจนชำนาญก็เกิดความมั่นใจและหลงใหลในอิสรภาพ จึงบินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ขี้ผึ้งจึงละลายและต้องร่วงหล่นลงสู่ท้องทะเลและจมน้ำตายในที่สุด
‘ดวงอาทิตย์’ นั้นตีความได้หลากหลาย อาจหมายถึงเพดานข้อจำกัดที่สูงเกินไป อำนาจที่ถูกท้าทาย ความร้อนที่ไม่ควรไปล้อเล่นด้วย การไม่ประเมินขีดความสามารถของตน ฯลฯ แต่ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้อิคารัสไม่หยุดบินที่ความสูงพอเหมาะพอดีก็คือความหยิ่งผยองของเขา-ซึ่งเป็นลักษณะที่อันตรายยิ่งของมนุษย์
บางครั้งการร่วงหล่นจากท้องฟ้าของอิคารัสก็ถูกตีความไปในทิศทางที่เกี่ยวข้องกับการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนไม่เหลือหลอ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายครั้งในหลายอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่ เช่น อารยธรรมมายาที่ใช้ทรัพยากรจนหมดสิ้น หรือเหตุการณ์บนเกาะอีสเตอร์ที่ชาวราปานุอี (Rapa Nui) ตัดต้นไม้จนหมดเกาะเพื่อสร้างเรือและเคลื่อนย้ายรูปสลักหินโมอาย จนเกิดความอดอยากขนาดที่ต้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง (บางบันทึกระบุเช่นนั้น)
ตำนานและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เหล่านี้เหมือนคอยย้ำเตือนมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ว่า แม้โลกเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยน-นั่นคือ จิตใจอันหยิ่งผยองของมนุษย์
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า วงจรอุบาทว์จะยังวนกลับมาเสมอ เมื่ออารยธรรมหนึ่งล่มสลาย อีกอารยธรรมจะก่อร่างสร้างใหม่ ใช้เวลาระยะหนึ่งกับการตระหนักถึงคุณค่า ยึดโยงกับความหมายเชิงคุณงามความดีร่วมกัน เจริญรุ่งเรืองไปจนถึงจุดสูงสุด แล้วในจุดนั้นเองที่มนุษย์จะเริ่มเย่อหยิ่งจองหอง เริ่มบินสูงด้วยความมั่นใจ เขยิบใกล้ดวงอาทิตย์โดยหลงลืมข้อจำกัดและอันตราย จากนั้นไม่นาน มนุษย์จะลืมความดีงาม ความเชื่อมโยง หมกมุ่นกับตัวเอง ชื่นชมความรุนแรง โลภโมโทสันและใช้ทรัพยากรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะมั่นใจในศักยภาพตนเกินจริง-และในตอนนั้นเองที่ขี้ผึ้งที่ติดปีกไว้กับร่างเริ่มละลาย สุดท้ายก็ต้องร่วงหล่นลงมาพังพินาศในที่สุด
5
ในคัมภีร์ทัลมุด (Talmud) ตำราหลักของศาสนายิว มีคำถามจากท่านอาจารย์ว่า “อะไรคือเครื่องหมายของคนชั่ว” นักเรียนต่างตอบกันไปต่างๆ นานา แต่มีนักเรียนคนหนึ่งตอบว่า “เขาคือผู้ที่ยืมและไม่ชำระคืน” อาจารย์กล่าวว่า “ฉันชอบคำอธิบายนั้นมากกว่าคำอธิบายอื่นทั้งหมด”
ผมอ่านเรื่องนี้แล้วคิดว่าเป็นคำอธิบายที่ลึกซึ้งยิ่ง
นี่คือคำสอนที่เป็นแก่นแกนหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในจักรวาลนี้ของมนุษย์และสรรพสิ่ง
“ยืมสิ่งใดมา ต้องคืนสิ่งนั้นไป”
หากใครสักคนเอาแต่ได้ ไม่คิดจ่ายคืนเลย สิ่งนั้นจะกลายร่างเป็นความหยิ่งจองหองอันนำไปสู่ความพังพินาศในที่สุด นี่คือคำสอนที่เป็นแก่นแกนของหลากหลายอารยธรรม มันคือการชำระหนี้ ไม่โกหก ไม่ลักทรัพย์ รักษาคำพูด จงรักภักดีต่อกัน ไม่คอร์รัปชั่น สามัคคี ปรองดอง และมิตรภาพ
รู้ว่าเรามีที่มาจากที่ไหน ใครคือผู้มีพระคุณ และต้องตอบแทน
ไม่เพียงแค่บุคคลที่มีบุญคุณต่อเราเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงจักรวาลทั้งหมด ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เมฆฝน ทะเล ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร และสรรพชีวิตที่แวดล้อมเรา หากไม่สำนึกถึง ‘บุญคุณ’ ที่คนอื่นและสิ่งอื่นมีต่อเรา เราอาจเผลอคิดไปว่าเราสามารถ ‘บินสูง’ ได้เช่นนี้ก็เพียงเพราะเรามันเก่งมันแน่เสียเหลือเกิน
อารยธรรมและบุคคลก็ไม่ต่างกัน เมื่อใดที่เริ่มหลงลืมบุญคุณและหยิ่งผยองผองขน โอกาสร่วงหล่นและพังพินาศย่อมมีสูง หันมองบรรยากาศรอบตัวของโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ผมรู้สึกราวกับเห็นฝูงอิคารัสกำลังบินทะยานเข้าหาดวงอาทิตย์และจิกหัวกันตะกายขึ้นไป ราวกับแย่งกันว่าใครจะฉิบหายก่อนกัน
แอตแลนติสที่จมหายไป ถึงที่สุดแล้วอาจหมายถึงหัวใจใฝ่ดีอันถ่อมตนของเรานี่เอง
