มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
จําได้ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน มีเรื่องเล่าขาน ถึงความรักในธรรมชาติของ แสงอรุณ รัตกสิกร อดีตอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่ออาจารย์ขอแบ่งซื้อที่ดิน ที่โป่งแยง แม่ริม เชียงใหม่ เพียงเพื่อเก็บรักษาต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง ไว้ให้คนรุ่นหลัง
คงเป็นเพราะอาจารย์แสงอรุณมีญาณพิเศษ ล่วงรู้อนาคตกาล เพราะการไปมองโป่งแยงเมื่อเดือนก่อน นอกจากไม่เห็นต้นไม้ใหญ่แล้ว สภาพธรรมชาติของป่าเขา ทางน้ำ หมู่พันธุ์ไม้ ได้เปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปจากสภาพเดิม เมื่อครั้งที่อาจารย์แสงอรุณไปมอง
ดูเหมือนว่า จากป่าเขาและน้ำตกแม่สา ที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นนาข้าว ไร่พืชผัก สวนผลไม้ แปลงสตรอว์เบอร์รี และโรงเรือนปลูกผักผลไม้เมืองหนาว มีหมู่บ้านชาวบ้าน บ้านพักตากอากาศชาวเมือง และรีสอร์ตชาวเทศ มีเพิงขายของริมทาง ร้านกาแฟริมน้ำ และร้านอาหารหรูริมน้ำตก
ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา อยู่ปะปน สอดแทรกกันทั่วทั้งป่าเขา เสมือนว่ายังอยู่ในยุคสุโขทัย ใครใคร่สร้าง สร้าง

ที่จริงคงไม่เฉพาะที่โป่งแยง ที่มีสภาพเช่นนี้ สถานที่ธรรมชาติอื่นที่มีชื่อเสียง อย่างดอยอินทนนท์ เขาค้อ เพชรบูรณ์ อำเภอปาย เชียงราย น่าน ล้วนมีสภาพคล้ายกัน รวมทั้งพื้นที่ชนบทและเมือง ทั่วทั้งประเทศ ที่มีการใช้ที่ดินจะหลาก สร้างอาคารสิ่งก่อสร้างจะหลาย และปะปนกัน จนกลายเป็นอัตลักษณ์ของประเทศไทย ที่ต่างไปจากประเทศอื่น
คงเป็นด้วยทำเลที่ตั้งของไทยอยู่ในเขตมรสุม สภาพพื้นที่จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ พืชพันธุ์นานาชนิดแข่งขันเจริญเติบโต แย่งชิงที่จะอยู่รอด จนมีความเขียวชอุ่ม
ด้วยภูมิอากาศที่ไม่โหดร้าย ค่อนข้างสบาย ผู้คนจึงใช้ชีวิตง่ายๆ สิ่งก่อสร้างก็ไม่จำเป็นต้องป้องกันความร้อนแล้ง หรือความหนาวเย็น
ด้วยสภาพภูมิประเทศปลอดจากภัยธรรมชาติ ทำให้อาคารบ้านเรือนไม่จำเป็นต้องมั่นคงแข็งแรง ผู้คนยังคุ้นเคยกับวัสดุก่อสร้างที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ นำมาก่อสร้างด้วยกรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน
โดยยอมรับความเสื่อมสลายในช่วงเวลาสั้นๆ

วันเวลาที่เปลี่ยนไป ผู้คนในผืนแผ่นดินไทยแม้มิได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศที่มีสภาพแวดล้อมต่างออกไป แต่ก็ยังเป็นทาสทางความคิด จึงติดตามและลอกเลียน เลือกใช้วัสดุที่แข็งแกร่งทนนาน เทคนิควิธีก่อสร้างที่ใหญ่โตมั่นคง พอใจกับรูปแบบอาคารสิ่งก่อสร้างที่แปลกต่างออกไป และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เดินตามความเจริญก้าวหน้าของประเทศตะวันตก
ภูมิทัศน์บ้านเมืองที่ปรากฏในปีปัจจุบัน จึงเป็นการผสมระหว่างสภาพแวดล้อมเดิมกับสิ่งก่อสร้างใหม่ รวมกับการใช้ที่ดินที่หลากหลาย ผสมปนเป
แรกเริ่มจากในเมืองหรือชุมชน จนเกิดความต้องการความสงบ มุ่งหาความงามตามธรรมชาติ ในพื้นที่ป่าเขา ก่อกระแสการไปพักตากอากาศ พำนักในชนบทและป่าเขา ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร
ผนวกรวมกับคนในพื้นที่ยกระดับการอยู่อาศัย กลายเป็นความวุ่นวาย สับสน อลหม่าน อย่างเช่นที่โป่งแยง
คงต้องคอยดูว่า สภาพแวดล้อมที่เคยกำหนดวิถีชีวิตของผู้คน จนกลายเป็นขนบธรรมเนียม และประเพณี เกิดเป็นความเชื่อและแนวคิดขึ้นมา ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและสภาพแวดล้อมนั้น
หากเป็นวัฏจักรที่ค่อยๆ เสื่อมลง จะนำไปสู่การสิ้นสุดของมนุษย์และชาติ ก็คงเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป
