ศิลปินผู้ใช้ภาพภูมิทัศน์ลวงตากระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถาม กับความเป็นจริงรอบตัว Noémie Goudal
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในตอนนี้ขอกลับมาต่อด้วยการเกริ่นถึงงาน มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ครั้งที่ 4 ที่กำลังจะจัดขึ้นช่วงปลายปี 2025 นี้ ที่ จ.ภูเก็ต ด้วยการแนะนำหนึ่งในศิลปินที่เดินทางมาร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะครั้งนี้ คราวนี้เป็นศิลปินหญิงผู้มีชื่อว่า
โนเอมี กูดัล (Noémie Goudal) ศิลปินภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส ผู้อาศัยและทำงานในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขากราฟิกดีไซน์ จากสถาบัน Central Saint Martins กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 2008 และระดับปริญญาโท สาขาภาพถ่าย จากสถาบัน Royal College of Art กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 2010
ปฏิบัติการทางศิลปะของกูดัลเกี่ยวข้องกับการสร้างฉากที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาอันทะเยอทะยานภายในภูมิทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ และบันทึกไว้ในรูปของภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว ผลงานของเธอขยายขอบเขตของภาพถ่ายออกไปจากมาตรฐานเดิมๆ เพื่อเล่นกับความใกล้ชิดระหว่างความจริงกับสิ่งที่ถูกจินตนาการขึ้นมา ด้วยการใช้องค์ประกอบของฉากหลังที่เป็นภาพถ่ายหรือศิลปะจัดวางมาติดตั้งในภูมิทัศน์จริงๆ ก่อนที่จะทำการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง
นอกจากภาพถ่ายแล้ว เธอยังสร้างสรรค์ผลงานภาพเคลื่อนไหวในเนื้อหาเชื่อมโยงกับภาพถ่ายของเธอ ที่สำรวจจุดตัดระหว่างนิเวศวิทยากับมานุษยวิทยา รวมถึงการตั้งคำถามต่อข้อจำกัดของแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติ
ผลงานของกูดัลยังเปิดบทสนทนาทางศิลปะกับสาขาวิชาภูมิอากาศบรรพกาลวิทยา (Paleoclimatology : การศึกษาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในอดีตของโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีการบันทึกสภาพอากาศโดยตรงด้วยเครื่องมือวัด หากใช้หลักฐานต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ในธรรมชาติ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอดีต โดยใช้การวิเคราะห์ผ่านมุมมองของ “เวลาลึก” (Deep Time) หรือระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์โลก หรือจักรวาล)


ผลงานของเธอสร้างสะพานทางสติปัญญาระหว่างประสบการณ์ของคนเราที่ดำเนินอยู่ใน “เวลาจริง” กับเวลาลึกอันยาวนานนับล้านปี เพื่อเผยให้เห็นว่า ภูมิศาสตร์ของโลกในแบบที่เรารับรู้ เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวในวัฏจักรของความเปลี่ยนแปลงอันไม่มีที่สิ้นสุด โดยนำเสนอผ่านผลงานภาพถ่าย, วิดีโอ, ศิลปะจัดวาง และศิลปะแสดงสด
ในศตวรรษที่ 20 เมื่อระดับน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขึ้นสูงเกือบ 20 ซ.ม. หรือในศตวรรษที่ 21 ยอดเขามงบล็องลดระดับลง 2.22 เมตร ในเวลาเพียง 2 ปี หากป่าในฟงแตนโบล ฝรั่งเศส กลับขยายพื้นที่มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเหล่านี้อาจถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือวัดอันแม่นยำ แต่กลับมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า จนเราอาจต้องหันไปพึ่งพาศิลปะในการถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงของโลกที่กินระยะเวลายาวนานเกินกว่ามนุษย์จะสัมผัสได้โดยตรง นี่คือความทะเยอทะยานของ โนเอมี กูดัล อย่างเช่นในผลงานภาพยนตร์สั้นของเธอที่จัดฉากการล่มสลายของภูมิทัศน์จนทำให้ผู้ชมสับสน ก่อนที่จะค่อยๆ ตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่ธรรมชาติที่ล่มสลายลงจริงๆ แต่เป็นภาพขนาดใหญ่ที่ศิลปินจัดวางและควบคุมกระบวนการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างมีจังหวะ นี่คือแนวทางศิลปะในรูปแบบใหม่ที่กูดัลพัฒนามาตลอด 10 ปี เริ่มจากภาพนิ่ง และต่อยอดสู่ภาพเคลื่อนไหว
ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้ย้อนกลับไปในสมัยที่กูดัลยังเป็นนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอใช้เวลาในการเดินทางในสกอตแลนด์ เธอรู้สึกผิดหวังที่กล้องไม่สามารถถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์รอบตัวได้ เธอจึงพิมพ์ภาพถ่ายขนาดใหญ่ของภูมิทัศน์มาจัดวางไว้ในสตูดิโอ แล้วนำวัตถุหรือบุคคลจริงมาวางไว้หน้าภาพถ่ายนั้น ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูยิ่งใหญ่เสมือนจริงอย่างที่เธอต้องการ



ถึงแม้ศิลปินร่วมสมัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะใช้โปรแกรมโฟโตช็อปในการปรับแต่งหรือสร้างผลงานภาพถ่ายของตนเอง แต่กูดัลกลับเลือกวิธีการสร้างงานด้วยมืออย่างประณีต เธอพิมพ์ภาพถ่ายมาตัดแปะ เสริมด้วยโครงไม้หรือนั่งร้านเพื่อสร้างเป็นฉากหลัง อย่างเช่นผลงานในซีรีส์ Southern Light Stations (2015) ที่เธอสร้างลูกกลมที่เต็มไปด้วยควัน เมฆ หรือสีของท้องฟ้า ที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือทะเลหรือหุบเขา แต่อันที่จริงแล้วเป็นพื้นผิวแบนๆ ที่สะท้อนสภาพแวดล้อมรอบข้าง จนทำให้เกิดความรู้สึกสมจริงและเหนือจริงไปพร้อมๆ กัน
และถ้ามองดูผลงานของเธอให้ดีๆ ก็จะเห็นร่องรอยของการประกอบด้วยมือในภาพถ่าย (หรือภาพเคลื่อนไหว) เช่น ลวด หรือไม้หนีบ ที่ใช้ยึดขอบกระดาษไว้ กระตุ้นให้ผู้ชมสงสัยว่า สิ่งเหล่านี้คือความผิดพลาดหรือเป็นการจงใจแสดงออกมากันแน่?


“ฉันจงใจแสดงจุดบกพร่องเหล่านี้เอาไว้ให้เห็น เพื่อให้ผู้ชมรู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นในภูมิทัศน์จริง และตั้งคำถามว่า ‘ของจริง’ อยู่ตรงไหนกันแน่? อยู่ในภาพทั้งหมดที่กล้องจับภาพเอาไว้ หรืออยู่ในสถานที่จริงที่ฉันเอางานไปติดตั้ง? ในผลงานของฉัน ผู้ชมจะไม่ได้เห็นแค่ภูมิทัศน์เท่านั้น แต่ยังเห็นกระบวนการและความพยายามที่อยู่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นด้วย สิ่งที่ฉันพยายามทำคือการเปิดเผยเบื้องหลังของกระบวนการสร้างงาน ฉันจะไม่ปกปิดมันเลย ฉันอยากให้ผู้ชมเห็นว่า สิ่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมโฟโตช็อป หรือการตัดต่อใดๆ หากแต่เกิดขึ้นจริงในโลกจริง ฉันสนใจในแนวคิดแบบ Trompe-l’œil (ทรอมพเลย แปลจากภาษาฝรั่งเศสได้ว่า ‘หลอกตา’ หรือการสร้างภาพลวงตาให้ดูเหมือนเป็นภาพสามมิติด้วยเทคนิคการใช้ทัศนียภาพ สีสัน แสงเงา น้ำหนัก ลวงตาให้ภาพสองมิติแบนๆ ดูมีปริมาตร ความหนา ความลึก และมิติจนดูเหมือนเป็นวัตถุหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง)”
“สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวลาที่ฉันวางฉากหลังบางอย่างลงในพื้นที่หรือภูมิทัศน์ มันอาจดูไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อฉันจัดมุมกล้องให้ถูกต้อง แล้วถ่ายภาพออกมา กลับได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง การที่ฉันวางวัสดุบางอย่างลงในพื้นที่นั้น สามารถเปลี่ยนมุมมองของพื้นที่นั้นไปโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ในผลงาน Les Amants (Cascade) (2009) ฉันถ่ายภาพป่าธรรมดาทั่วๆ ไปภาพหนึ่ง แต่เมื่อฉันวางแผ่นพลาสติกห้อยอยู่ข้างหน้าป่า มุมมองก็เปลี่ยนไป เหมือนกำลังมีน้ำตกไหลลงมาจนกลายเป็นภาพทางน้ำไหลหรือธารน้ำตก เพียงแค่การวางสิ่งเล็กๆ วัสดุที่เรียบง่ายอย่างผ้าไหม กระดาษแข็ง แผ่นพลาสติกไว้ในธรรมชาติ ฉันก็สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ทั้งหมดได้ ฉันมักหยิบองค์ประกอบของวัตถุจริงๆ เข้ามาใส่ในงานอยู่เสมอ แต่ฉันก็ยังเก็บความคลุมเครือบางอย่างไว้ เพราะฉันต้องการให้ผู้ชมตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขากำลังมองดูอยู่ว่า นี่คืออะไรกันแน่? ฉันสนใจในการปะทะกันระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ”
“ในสถานที่ห่างไกล โดดเดี่ยวที่มีอยู่จริงในภูมิศาสตร์ของโลก แต่ในขณะเดียวกัน สถานที่เหล่านั้นก็มีอยู่ในจินตนาการและจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำบนเกาะ หรือพื้นที่เขตร้อน ที่เรารู้ว่ามีอยู่จริง แต่เราก็ใส่ตำนานหรือเทพนิยายของเราเข้าไปในสถานที่เหล่านั้น เพื่อทำให้สถานที่จริงเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ในโลกคู่ขนาน ราวกับอยู่นอกโลกของเราไปอีกขั้นหนึ่ง”



ในซีรีส์ไตรภาค Les Mécaniques I – III (2016)ของกูดัล ที่เปิดพื้นที่กระตุ้นผู้ชมให้พูดคุยเกี่ยวกับภูมิทัศน์ และตั้งคำถามว่า เราควรเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นหรือไม่? ถึงแม้ภาพถ่ายของเธอจะดูเหมือนผ่านการตัดต่อด้วยดิจิทัล แต่จริงๆ ทั้งหมดเป็นการถ่ายภาพแบบอะนาล็อก โดยใช้การจัดฉากในธรรมชาติร่วมกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เช่น โครงสร้างกระจกในผลงานชุดนี้ กูดัลสร้างภูมิทัศน์อันลึกลับซับซ้อนหลายมิติ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับจินตนาการพร่ามัวลง กูดัลยังถ่ายทำผลงานชุดนี้ในป่าดิบชื้นดั้งเดิมในประเทศไทย ผลงานชิ้นนี้ยังตั้งคำถามถึงการทำลายป่า และวิธีที่ป่าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากผลกระทบของมนุษย์
“ฉันมีความสุขมากที่ได้ค้นพบว่าการถ่ายภาพสามารถเชื่อมโยงกับศิลปะแขนงอื่นๆ ได้อย่างแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ, ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกาย, ประติมากรรม หรือจิตรกรรม สำหรับฉัน ไม่ใช่แค่การจำกัดศิลปะประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างเช่นการถ่ายภาพไว้ในที่แคบๆ เหมือนอยู่ในกล่องใบหนึ่ง หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ภาพถ่ายมีความสัมพันธ์กับศิลปะแขนงอื่นๆ ได้อย่างไร”
กูดัลได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายสำหรับรางวัล Prix Marcel Duchamp ประจำปี 2024 และชนะรางวัล HSBC Prix pour la Photographie ในปี 2013 ผลงานของเธอได้รับการจัดแสดงในมหกรรมศิลปะ Venice Biennale ครั้งที่ 56 ที่เมืองเวนิส อิตาลี ในปี 2015 และในสถาบันทางศิลปะหลากหลายแห่งทั่วโลก ทั้ง Centre Pompidou กรุงปารีส ฝรั่งเศส, Mus?e Delacroix ปารีส ฝรั่งเศส, Mus?e des Beaux-Arts Le Locle เลอ ล็อกซ์ สวิตเซอร์แลนด์, FOAM Museum อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ รวมถึงถูกสะสมในคอลเล็กชั่นสาธารณะหลายแห่งอย่าง Centre Pompidou, David Roberts Art Foundation, FOAM Museum, Fotomuseum Winterthur, Moderna Museet, The New Art Gallery Walsall เป็นต้น
โนเอมี กูดัล เป็นหนึ่งในศิลปินที่จะเดินทางมาร่วมแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568-เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ส่วนผลงานของเธอจะเป็นแบบไหนอย่างไรนั้น เราก็คงต้องรอชมกันต่อไปด้วยใจระทึกพลัน
ข้อมูล https://tinyurl.com/3n57fpbn, https://tinyurl.com/u9wk4cr6, https://tinyurl.com/525x4uny, https://tinyurl.com/kz3x3xus
