บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ข่าวคุณยายวัย 65 ตายหน้าธนาคารขณะเข้าคิวอุทธรณ์ “บัตรคนจน” เป็นโศกนาฏกรรมซึ่งตอกย้ำว่าคนจนชีวิตบัดซบอย่างไร
สรุปสั้นๆ คุณยายเคยได้เงินคนจน แต่จู่ๆ รัฐบาลตัดเงินโดยอ้างว่าคุณยายไม่จน คุณยายจึงต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ลูกลงจากดอยที่ อ.ปัว จ.น่าน มาอุทธรณ์จนตายหน้าธนาคาร
พูดตรงๆ เงินที่รัฐบาลจ่ายคนจนเดือนละ 300 บาท น้อยจนไม่ควรมีใครอยากได้หรือตายเพื่อเงินแค่นี้เลย 300 บาทต่อเดือนเท่ากับวันละ 10 บาท ซื้อไข่ต้มได้แค่ 1 ใบ ได้ข้าวแค่ 1 จาน แต่ไม่พอซื้อน้ำขวดใหญ่
แต่ประเทศนี้มีคนจนขั้นยอมตายเพื่อเงิน 10 บาท และรัฐบาลที่ตัดเงินแค่นี้เพราะคิดว่าจ่ายเยอะไป
“ป้าจุ๊” ชาวนาบุรีรัมย์คนหนึ่งโทร.หาผมขณะที่ยังไม่ตื่นว่าป้าทนไม่ไหวแล้วอาจารย์ ผมยังไม่ทันตั้งตัวเลยถามว่ามีเรื่องอะไร ป้าร้องไห้แล้วเล่าว่าโดนรัฐบาลตัดบัตรคนจน อ้างว่าป้ามีมอเตอร์ไซค์เลยตัดสิทธิ์ป้าทั้งหมด ทั้งที่มอเตอร์ไซค์ป้าเก่าราว 30 ปี มีไว้ขี่ไปรับจ้างหรือจ่ายตลาดอย่างเดียว
ป้าจุ๊คุยกับผม 10 นาที เรื่องที่คนจนตอนนี้บ่นกันทุกคน เรื่องแรกคือ คนจนจริงๆ ถูกรัฐบาลตัดเงินคนจน เรื่องที่สองคือ คน “จนปลอม” ได้เงินคนจนด้วยวิธีไหนบ้าง ข้อมูลป้าคือคนกลุ่มนี้โอนรถโอนที่ไปให้คนอื่น ไม่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเอง และกลายเป็นคน “จนปลอม” ได้เงินเดือนละ 300 บาทไปฟรีๆ
ทั้งป้าจุ๊และยายวัย 65 ที่ตายขณะอุทธรณ์เป็นหลักฐานว่าการตัดเงิน 300 บาทคือเรื่องใหญ่จนคนไทยเป็นล้านด่ารัฐบาล ลำพังมีคนยอมตายเพื่อเงินวันละ 10 บาท แสดงความผิดปกติของประเทศอยู่แล้ว
ยิ่งมีคนไม่ต่ำกว่า 4 ล้านเดือดร้อนเพราะถูกตัดเงินวันละ 10 บาท ยิ่งแสดงว่าประเทศอยู่ไม่ไหวแล้วจริงๆ
คนอีสานมีนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” เล่าถึงชาวนาที่ทำนาจนหิวโซกระทั่งพลั้งมือฆ่าแม่เพราะโกรธที่แม่ใส่ข้าวเหนียวในกระติ๊บให้กินน้อยไป แต่วันนี้คนจนหลายล้านคนกำลังมีนิทานใหม่เรื่อง “เงิน 10 บาทฆ่ารัฐบาล” เพราะแค่เศษเงินวันละ 10 บาทยังโดนรัฐบาลตัดไม่ให้ประชาชน
การที่คนไทยทะเลาะกับรัฐบาลเพราะเงิน 10 บาทสะท้อนความจนเกรด F- ของคนจนในประเทศ และสะท้อนความต้องการตัดเงินคนจนเกรด F- ของรัฐบาลที่จะเอาเป็นเอาตายกับเงินแค่วันละ 10 บาทด้วย ต่อให้จะเป็นวันละ 10 บาทของคน 4 ล้านก็เท่ากับตัดวันละ 40 ล้านซึ่งไม่เยอะอะไรเลย
มีกี่ประเทศในโลกที่รัฐบาลทะเลาะกับประชาชนเพราะเงินวันละ 10 บาท ซึ่งไม่พอแม้แต่จะซื้อน้ำเปล่าขวดเดียว?
คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อ้างว่ารัฐตัดเงินคนจนเพื่อกำจัด “คนจนปลอม” แต่ขณะ “คนจนจริง” ถูกรัฐตัดเงินเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีอะไรให้เถียงกัน “คนจนปลอม” ถูกรัฐบาลตัดเงินไปหมดหรือไม่เป็นเรื่องซึ่งเถียงได้เยอะ เช่นเดียวกับ “คนจนปลอม” ที่อาจได้เงินคนจนต่อเพราะโอนทรัพย์สินไม่ให้เป็นชื่อตัวเอง
เรื่อง “คนรวย” มั่วรับเงินคนจนนั้นมีแน่ และคนรวยไม่ควรได้เงินเพื่อช่วยคนจนด้วย
แต่การจะบอกว่าใครมั่ว คนมั่วคือคนรวยจริงหรือเปล่า และคนมั่วมีกี่คนนั้นไม่มีใครรู้ เพราะทั้งรัฐบาล, ข้าราชการ และประชาชนไม่มีใครมีข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในระดับภาพรวม มีแต่การพูดตามๆ กันไป
ยกตัวอย่างง่ายๆ รัฐบาลเอาภาษีประชาชนไปช่วยคนจนเดือนละ 300 หรือแค่วันละ 10 บาท
คำถามคือ “คนรวย” กี่คนที่อยากได้เงินจำนวนนี้จนเสียเวลาไปลงทะเบียนคนจนยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และยอมไปอุทธรณ์ความจนอีกครั้งในสมัยรัฐบาลภูมิใจไทย?
เป้าหมายที่แท้จริงของการตัดเงินคนจนคือรัฐบาลถังแตกจนจำเป็นต้องประหยัดเงิน ไม่ใช่ความลับว่างบประมาณประเทศแต่ละปีถูกใช้กับรายจ่ายประจำ 70-75% เพื่อเป็นเงินเดือนข้าราชการและบำนาญ ส่วนงบลงทุนมีแค่ 20-22% ซึ่งเท่ากับรายจ่ายประจำเยอะจนประเทศแทบไม่มีเงินเพื่อพัฒนา
ความเจริญของประเทศในแง่ GDP มาจากการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชน ถ้าการลงทุนภาคเอกชนดีและเงินไหลเข้าประเทศเยอะ ต่อให้รัฐมีงบลงทุนน้อยหรือแทบไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะเงินจากภาคเอกชนจะทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การผลิต และการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ
ความถดถอยของการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ชัดจนไม่ต้องพูดกัน แม้เงินนอกไหลเข้าตลาดหุ้นช่วงนี้อาจจะบวก แต่เงินที่เข้ามาทำการผลิตและการลงทุนกลับมีไม่เยอะ ดัชนีการผลิตหรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจึงแทบไม่เพิ่มจนแปลว่าประเทศเสี่ยงที่จะโตช้าจนอาจแทบไม่มีเงินเพิ่มเลย
ถ้าภาคเอกชนไม่ลงทุน รัฐบาลก็ต้องเพิ่มการลงทุนเพื่อให้ประเทศเติบโต แต่จะให้รัฐบาลเพิ่มการลงทุนก็ต้องกู้ ซึ่งทุกรัฐบาลก็ดีแต่กู้จนแทบจะทะลุเพดานเงินกู้ของประเทศอยู่แล้ว การกู้เพิ่มขึ้นจึงยาก ไม่อย่างนั้นก็ต้องลดรายจ่ายทั้งเพื่อให้เหลือเงินลงทุนเพิ่ม และเปิดโอกาสที่จะกู้มากกว่าที่ผ่านมา
การตัดเงินคนจนเกิดในบริบทซึ่งรัฐบาลถังแตกจนต้องการลดงบรายจ่ายระยะยาว แน่นอนว่าความต้องการลดรายจ่ายภาครัฐ (State Expenditure) ไม่ผิด ซ้ำยังจำเป็น
แต่การลดรายจ่ายภาครัฐโดยเน้นตัดแค่รายจ่ายเกี่ยวกับคนจนเป็นเรื่องผิด และสะท้อนการตัดสินใจทางการเมืองที่ห่วยของรัฐบาล
ยกตัวอย่างง่ายๆ รัฐบาลหมกมุ่นตัดเงินคนจนวันละ 10 บาท 4 ล้านคน ผลก็คือรัฐจะประหยัดเงินได้เดือนละ 1,200 ล้านบาท หรือปีละ 14,400 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเยอะ
แต่หากเอาเงินก้อนนี้เทียบกับงบประมาณอื่นที่รัฐบาลไม่กล้าตัด ก็จะเห็นว่าเงินคนจนส่วนนี้ไม่ได้เยอะเลย
ประเทศไทยปี 2570 มีงบประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท เป็นงบเงินเดือนกับงบบำนาญข้าราชการถึง 1.24 ล้านล้านบาท หรือราว 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมด โดยงบรายจ่ายบุคลากรคือ 852,671.2 ล้านบาท ส่วนงบบำเหน็จบำนาญ 389,090 ล้านบาท และงบรักษาพยาบาลข้าราชการ 94,200 ล้านบาท
เห็นไหมว่าขณะที่รัฐบาลหมกมุ่นกับการตัดงบคนจนวันละ 10 บาทจนประหยัดงบปีละ 14,400 ล้านบาท เงินส่วนนี้เป็นสัดส่วนแค่ร้อยละ 5 ของงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และร้อยละ 15 ของงบพยาบาลข้าราชการ แต่รัฐบาลกลับไม่กล้าตัดงบบำเหน็จบำนาญกับรักษาพยาบาลข้าราชการเลย
เทียบง่ายๆ เดิมรัฐจ่ายเงินคนจนวันละ 10 บาท 13 ล้านคน แต่ตอนนี้ตัดคนมีสิทธิ์ได้เงิน 4 ล้านคน เท่ากับตัดงบไป 1 ใน 3 หากเอาตัวเลขนี้ไปตัดงบบำนาญข้าราชการ 4 แสนล้าน ก็เท่ากับประเทศประหยัดเงินไป 130,000 ล้าน ขณะเงินช่วยคนจนทั้งปี 5 หมื่นล้าน แปลว่าไม่ต้องตัดงบคนจนเลย
ความน่าขยะแขยงคือเรามีรัฐบาลที่กล้าเหลือเกินในการตัดงบคนจน แต่กลัวหัวหดในการปรับลดงบที่ใช้ภาษีของประชาชนไปมหาศาลอย่างงบข้าราชการ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพต่อ ทุกวันนี้คนบ่นเยอะเรื่องบัตรทองใช้เงินมาก หมองานหนัก โรงพยาบาลใกล้พัง และทุกครั้งที่มีเสียงบ่นก็จะมีคนเสนอว่าการให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” คือทางออกเพื่อทำให้บัตรทองดีขึ้น
แต่กลับไม่เคยมีใครบอกให้ข้าราชการร่วมจ่ายงบรักษาพยาบาลปีละ 1 แสนล้านเลย
แน่นอนว่าข้าราชการมีหลายชั้น และแต่ละชั้นมีความลำบากทางเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน แต่ถ้ารัฐบาลอยากประหยัดงบจนตัดงบคนจน รัฐบาลก็ควรลดงบรักษาพยาบาลหรือบำนาญข้าราชการในอนาคต กลุ่มที่ได้บำนาญเดือนละ 5-6 หมื่นได้ไม่ใช่หรือ ส่วนข้าราชการระดับล่างก็เป็นอีกกรณี
ทำไมประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนจึงต้องถูกผลักดันให้ “ร่วมจ่าย” แต่คนกลุ่มอื่นที่อยู่ด้วยภาษีประชาชนกลับไม่เคยถูกเรียกร้องให้ “ร่วมจ่าย” แม้แต่นิดเดียว
รัฐบาลทุกชุดมักให้ข้อมูลด้านเดียวจนคนหลงเชื่อว่าการจัดงบช่วยประชาชนเป็น “ภาระ”
แต่ที่จริงการดูแลประชาชนคือ “ภารกิจ” ของรัฐบาล
การที่รัฐบาลตัดงบประชาชนกลุ่มใดจึงสะท้อนว่าประชาชนกลุ่มนั้นมีความสำคัญน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นเสมอ ถึงแม้รัฐบาลจะไม่กล้ายอมรับก็ตาม
จากรวยไม่ไหวที่คุณอนุทินใช้หาเสียงจนได้เป็นรัฐบาล วันนี้คนไทยจนขั้นจะฆ่ากันเพราะเงินวันละ 10 บาท และรัฐบาลไม่มีปัญญาหาเงินจนต้องตัดเงินแค่ละวันละ 10 บาทจากคนจน
ระวังจะเจอก่องข้าวน้อยฆ่ารัฐบาล
