ในประเทศ
การประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 มีกำหนดเปิดสมัยประชุมในวันที่ 25 สิงหาคม จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2569
ไฮไลต์ที่ทุกฝ่ายจับตาคือ รอดูว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือไม่?
ทั้งนี้ การยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 มาตรา 152 หรือมาตรา 153 แล้วแต่กรณี ให้กระทําได้ปีละ 1 ครั้ง
ฉะนั้น หากเปิดสมัยประชุมสภาในช่วงเดือนสิงหาคมนี้แล้ว มีความเป็นไปได้ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านน่าจะมีการหารือถึงความชัดเจนว่าจะยื่นญัตติเพื่อเปิดเวทีซักฟอกรัฐบาล “อนุทิน” หรือไม่
ท่าทีล่าสุดของผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้าน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ออกมาส่งสัญญาณ โดยระบุว่าพร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มองว่ามีผลสะเทือนทางการเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างแน่นอน
เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้ข้าราชการประจำช่วยสีน้ำเงิน ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท การทุจริตงานทะเบียน
สุดท้ายแล้วเรื่องต่างๆ วนเวียนรอบตัวคนที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
“หากดูคดีที่เกิดขึ้นตอนนี้ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา มองว่ารัฐบาลปฏิเสธได้ยาก เว้นแต่ทุกคดีที่ได้กล่าวมามีการสาวถึงต้นตอว่าตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใคร และลงโทษให้สังคมเห็น” หัวหน้าเท้งระบุ
ล่าสุด โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” ซึ่งเป็นเวทีที่ ส.ส.จากพรรคประชาชนนำเสนอการทุจริตในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิด เรียน ทำงาน เจ็บป่วย และตาย
โดยนายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดว่า มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาในประเทศ สิ่งที่ทุนเทาต้องการที่สุดคือสัญชาติไทย การซื้อใบสูติบัตรให้กับลูกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนไทย
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นกับการศึกษา โดยยกตัวอย่างการทุจริตหนังสือเรียน สำนักพิมพ์คิดเงินราคาเต็มกับโรงเรียน เพื่อนำกำไรหรือส่วนต่างแบ่งกับผู้อำนวยการ หากมีโรงเรียน 1 ใน 10 ทำเช่นนี้ เท่ากับว่ามีงบประมาณรั่วไหลปีละ 100-200 ล้านบาทต่อปี
ด้านน.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการโกงความแก่ พิการ และเจ็บป่วย โดยยกตัวอย่างโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีผู้เจ็บป่วยไปรักษา แต่โรงพยาบาลกลับบอกว่ายาหมดให้กลับมาใหม่ ผู้ป่วยบางคนที่พอมีเงินอาจจะควักเงินไปรักษาที่คลินิกเพื่อให้ได้รับยาต่อเนื่อง แทนที่ผู้บริหารจะนำงบประมาณมาสต๊อกยาที่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้บริหารกลับไม่ทำ และตัดสินใจนำงบประมาณไปทำอย่างอื่น เช่น ปรับปรุงห้องประชุม ซื้อเครื่องออโต้ซีพีอาร์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ถือเป็นปัญหาธรรมาภิบาลในการจัดสรรงบประมาณ แม้จะมีสิทธิ์แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์เท่าที่ควร
ส่วนนายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงการทุจริตเกี่ยวข้องกับความตาย โดยยกตัวอย่างเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่สมาชิกไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วม เพียงแต่เชื่อว่าส่งเงินเข้ากองทุนนี้แล้ว เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจะไม่เป็นภาระของลูกหลาน ทั้งที่ความจริงการอยู่ได้ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์คือการหาสมาชิกมาเติมเรื่อยๆ
ฟากพรรคประชาธิปัตย์ 1 ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำ ส.ส.และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนา ส.ส.พรรค ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวเปิดการสัมมนาโดยสรุปการทำงานสมัยที่ผ่านมา เพื่อวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรคและงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร และการเสนอร่างกฎหมายของพรรค ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569
ซึ่งในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 นี้ โอกาสที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีสูง ต้องเตรียมตัวสำหรับการอภิปราย มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะเข้าชื่อกัน เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
ดังนั้น แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรคในการเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐ ทั้งงบประมาณรายจ่ายปกติ และการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ยังระบุถึงการเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการสัมมนาพรรคด้วยว่า การเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการเตรียมความพร้อมตามปกติและจะมีการปรึกษาหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โครงการรัฐบาลที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงบัญชีนวัตกรรม ที่รัฐนำนวัตกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายๆ โครงการ และเกี่ยวข้องกับการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ ที่ทำให้รัฐต้องจัดซื้อในราคาที่แพงเกินจริง
“แพลตฟอร์มส่องรัฐของพรรคจะชี้ให้เห็นว่าโครงการต่างๆ มีบริษัทที่เกี่ยวข้องเดิมๆ อยู่ ทำให้การแข่งขันราคาจำกัดเกินไป ทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์ จนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น” นายอภิสิทธิ์ระบุ
นอกจากนี้ ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวที Q&A เจาะลึก ”TH-AI Passport” วิเคราะห์คุณสมบัติ และการทำงาน พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมวิเคราะห์คุณสมบัติและการทำงาน AI ในโครงการ TH AI-Passport โดยนางการดีมองว่าโครงการ TH-AI Passport อยู่ในกระบวนการการแก้ไขรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ซึ่งยังอาจจะมีช่องโหว่จำนวนมาก และอาจไปไม่ถึงเป้าประสงค์ของโครงการ
“โครงการนี้ควรต้องยกเลิก และกลับมาทบทวนการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพราะยังมีข้อกังวล ทั้งความคุ้มค่า ข้อสงสัย และยังมีแนวโน้มการทุจริต ล็อกสเป๊ก การจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะความคุ้มค่า ซึ่งหากมีแพลตฟอร์มที่ใกล้เคียงกัน หรือเวอร์ชั่นฟรีอื่นๆ มีอยู่แล้ว เหตุใดต้องนำงบประมาณของรัฐไปเสียกับ Model ที่แย่กว่า” นางการดีกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากดูจากท่าทีของฝ่ายค้านรวมทั้งการจัดเวทีต่างๆ เหล่านี้ ทั้งของพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เสมือนเป็นการซักซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกซักฟอกที่จะมีขึ้นในอนาคต
ฉะนั้น ต้องรอดูว่าหลังเปิดประชุมสภาสมัยหน้าแล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านจะนัดหารือและเคาะข้อสรุปเพื่อเสนอญัตติซักฟอกรัฐบาล “อนุทิน” หรือไม่
แต่ทว่า ระหว่างนี้คงได้เห็นฝ่ายค้านออกมาโชว์ของ รวมทั้งลับมีดรอชำแหละรัฐบาล “อนุทิน” อย่างแน่นอน
