ต่างประเทศ
กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากบริษัท ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (ทีเอ็มทีจี) สื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมว่า บริษัทได้เปิดตัวบริการส่งข้อมูลผ่านระบบไลเซนส์แบบชำระเงิน ที่จะช่วยให้ธนาคารและบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์สามารถเข้าถึงโพสต์จากบัญชีผู้ใช้ที่มีอิทธิพลบนแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” (Truth Social) ได้อย่าง “รวดเร็วเป็นพิเศษ” ซึ่งอาจรวมถึงโพสต์ของ “ทรัมป์” เองด้วย
โดยบริการพิเศษดังกล่าว เรียกว่า “ทรูธ เอพีไอ” (Truth API) จะทำให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีต และสถาบันอื่นๆ สามารถรับข่าวสารจากผู้มีส่วนร่วมหลักใน “ทรูธ โซเชียล” ได้ในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที
เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์และสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของหุ้น พันธบัตร และอัตราดอกเบี้ยได้ จากข้อมูลที่ได้อย่างทันท่วงที
ในข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัททีเอ็มทีจีระบุว่า ฟีเจอร์นี้จะอนุญาตให้ผู้ที่ซื้อขายเห็นบัญชี “ทรูธ โซเชียล” ที่มีอันดับสูงสุด 10 บัญชีแบบรวดเร็วอย่างมาก
ซึ่งแน่นอนว่า บัญชีที่มีผู้ติดตามมากที่สุดของทรูธ โซเชียล ก็คือบัญชีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคือ 12.9 ล้านคน ตามมาด้วย “ดอน จูเนียร์” บุตรชายคนโตของทรัมป์ และ “เอริค” บุตรชายอีกคนของผู้นำสหรัฐ
โดยบริษัทระบุว่า บริการนี้ออกแบบมาสำหรับองค์กรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากต้นทุนของความล่าช้าของข้อมูล เช่น บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งทรูธ เอพีไอ จะช่วยอุดช่องโหว่นี้ได้
ถือเป็นก้าวแรกของทีเอ็มทีจีในการให้สิทธิ์ใช้งานข้อมูล และเปิดช่องทางรายได้ใหม่ๆ ให้กับบริษัท ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายธุรกิจสื่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่
เควิน แมคเกิร์น ซีอีโอชั่วคราวของทีเอ็มทีจี บอกว่า ตลาดมีการเคลื่อนไหวตามโพสต์บนทรูธ โซเชียลอยู่แล้ว เมื่อการใช้งานเพิ่มขึ้น บริษัทคาดว่า ทรูธ เอพีไอจะกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญและต่อเนื่องสำหรับบริษัท
ที่ผ่านมา ทรัมป์มีการประกาศหลายอย่างผ่านบัญชีทรูธ โซเชียลของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก รวมถึงภาษี และโพสต์เกี่ยวกับการจำกัดการค้ากับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพสต์เกี่ยวกับอิหร่านที่ส่งผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้แพลตฟอร์มนี้กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุน ธุรกิจ และสถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตาม บริการ “ทรูธ เอพีไอ” เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงอื่นๆ มากมายของทรัมป์ และบริษัทในครอบครัว ซึ่งนักวิจารณ์ระบุว่า “เป็นการใช้ตำแหน่งประธานาธิบดีแสวงหาผลกำไร”
ทั้งนี้ บริการนี้ถือเป็นบริการข้อเสนอแบบเสียค่าใช้จ่ายที่คล้ายกับแพลตฟอร์มคู่แข่ง แต่มีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่โพสต์มากที่สุดบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลก็คือตัวของประธานาธิบดีทรัมป์เอง
และในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทรัมป์จะได้รับผลประโยชน์จากรายได้ที่ได้โดยตรง
แคทลีน คลาร์ก จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐบาล กล่าวว่า “ทรัมป์กำลังขายการเข้าถึงข้อมูลพิเศษอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำในฐานะประธานาธิบดี นี่คือการทุจริตที่อุกอาจยิ่งกว่าเดิม เป็นการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เหมาะสมเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว”
โรเบิร์ต เฟรนช์แมน หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายไดมิสในนิวยอร์ก บอกว่า บริษัทมหาชนต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลบนแพลตฟอร์มดังกล่าว แต่แพลตฟอร์มเหล่านั้นก็ได้รับอนุญาตให้เสนอการเข้าถึงข้อมูลก่อนใครแก่ลูกค้าได้ แม้ว่าจะทำให้นักลงทุนบางรายเสียเปรียบก็ตาม
“มันดูไม่ยุติธรรมอย่างแน่นอน แต่แพลตฟอร์มเทคโนโลยี สามารถแบ่งระดับการเผยแพร่ข้อมูลได้ โดยไม่ละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง” เฟรนช์แมนกล่าว
ด้านรอน ไวย์เดน สมาชิกพรรคเดโมแครตที่มีตำแหน่งสูงสุดในคณะกรรมการการเงินวุฒิสภา กล่าวว่า บริการนี้เป็นประโยชน์ทางการเงินแก่ครอบครัวทรัมป์ และทำให้ผู้ค้าในวอลล์สตรีตร่ำรวย
อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งว่า บริการใหม่ของทรูธ โซเชียลนี้จะต้องเสียเงินค่าบริการเท่าใด
เครดิตภาพ “รอยเตอร์”
