ผ่าปม ‘นักเรียน’ ทำร้าย ‘ครู’ ถึงเวลา ศธ.ต้อง ‘ถอดบทเรียน’ จริงจัง
| การศึกษา
กลายเป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีคลิปนักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุทัยธานี บุกเข้าไปทำร้ายครูผู้หญิงที่กำลังนั่งตรวจข้อสอบอยู่หน้าห้อง โดยชกเกือบ 20 ครั้ง และยังกระโดดถีบ จนครูได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางนักเรียนหญิงเต็มห้อง กระทั่งมีครูผู้ชายเข้ามาช่วยกันนักเรียนชายออกไป
เมื่อตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้นักเรียนชายถึงกับคุมสติไม่อยู่ บุกเข้าทำร้ายครู เป็นเพราะไม่พอใจที่ครูให้คะแนนคณิตศาสตร์แค่ 18 คะแนน จาก 20 คะแนนเต็ม เนื่องจากนักเรียนไม่ได้แสดงวิธีทำตามคำสั่ง
แม้ครูจะอธิบายเหตุผลให้ฟัง หลังจากนักเรียนชายพยายามถามหาเหตุผลที่ไม่ได้คะแนนเต็มแล้วก็ตาม
ซึ่งอาการบาดเจ็บของครูคนดังกล่าวก็หนักหนาพอสมควร โดยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า ดวงตาฟกช้ำ ศีรษะบวม และซี่โครงอักเสบ
หลังเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว ครูจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความที่ สภ.หนองฉาง
เบื้องต้นทางโรงเรียนได้ลงโทษนักเรียนชายที่ก่อเหตุ โดยให้ “พักการเรียน” ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้ปกครองได้ยื่นจดหมายให้ลูกชายลาออกจากโรงเรียน เพื่อย้ายไปเรียนที่อื่นแทน
หลังเกิดเหตุ มีครูในโรงเรียนเดียวกันเล่าว่า นักเรียนชายที่ก่อเหตุเคยมีประวัติใช้ความรุนแรงกับเพื่อนนักเรียนมาก่อนหน้านี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากโรงเรียนประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้เพิ่มมาตรการการติดตามนักเรียนอย่างเข้มงวด วางสายสอดส่องโดยครูประจำชั้น และมีหัวหน้าอาคารสถานที่ร่วมป้องกันด้วย เพื่อสกัดเหตุความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนนักเรียนชายที่ก่อเหตุ ทางโรงเรียนยืนยันว่าไม่ได้ลาออก แต่ได้จัดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ เนื่องจากผู้ปกครองมีอาการเครียด และกังวลเรื่องการหาที่เรียนใหม่
ซึ่งโรงเรียนยืนยันว่าจะต้องสร้างขวัญกำลังใจให้ทั้งครูที่ถูกทำร้าย และนักเรียน ให้อยู่ในความพอดี ขณะที่โรงเรียนต้องคำนึงถึงตัวนักเรียนเป็นสำคัญ ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อ หากจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนจริงๆ
จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำชับไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้ติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นอำนาจของโรงเรียนในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว เชื่อว่านายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จะชี้แจง และวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม
ส่วน “สาเหตุ” ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม นางนฤมลมองว่าจำเป็นต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นมา “ถอดบทเรียน” เพื่อวางมาตรการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในโรงเรียนอีก
ขณะที่ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เสียงดังฟังชัดว่า ความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษา เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในทุกกรณี ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาไม่ใช่ชี้ว่าฝ่ายใดผิดแล้วลงโทษ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากสาเหตุใด เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด ความกดดันจากผลการเรียน หรือภาวะอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางระบบประสาท
โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.เห็นว่าจำเป็นต้องมี “นักจิตวิทยา” เข้าไปดูแลนักเรียนโดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบทางจิตใจต่อครู นักเรียน และผู้ปกครอง
นอกจากนี้ ยังสะท้อนโจทย์สำคัญที่อาจต้องนำมาพิจารณาทบทวน ได้แก่
1. ระบบการสอบและการวัดประเมินผล หากระบบการเรียนการสอนสร้างแรงกดดันจนทำให้เด็กใช้ความรุนแรง แสดงว่าจำเป็นต้องทบทวนว่ากำลังสร้างทรัพยากรมนุษย์แบบใดสู่สังคม
2. การดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน ระบบการศึกษาอาจยังละเลยเรื่องนี้มาก จนสะท้อนตัวเลขอย่างชัดเจนโดยกรมสุขภาพจิต ว่าเด็กและเยาวชนมีสภาวะซึมเซา และวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการฆ่าตัวตายในเด็ก กลายเป็นสาหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ในสาเหตุการตายของเด็กและเยาวชน
และ 3. ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพจิตใจของทั้งครู และนักเรียน ทั้งยังเสี่ยงต่อการผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคม
ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่มีเด็กคนใดอยากทำร้ายผู้อื่น ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันหาทางออกเชิงระบบ ทั้งด้านการเรียนการสอน การดูแลสุขภาพจิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา
ขณะที่ ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากรทางศึกษา อยากให้สังคมพิจารณาเหตุการณ์นี้อย่างรอบด้าน แน่นอนว่าการกระทำความรุนแรงของนักเรียนเป็นความผิด และต้องมีกระบวนการสืบสวน แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงขึ้นมาได้ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าการอบรมเลี้ยงดู และความรักความอบอุ่นจากครอบครัว หรืออาจเกิดจากปัญหาในโรงเรียน ในห้องเรียน หรือในกลุ่มเพื่อน ทั้งเพื่อนในโรงเรียน และเพื่อนละแวกบ้าน
จากเหตุการณ์นี้ หวังให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกฝ่ายทั้ง ศธ., กระทรวง พม.ที่มีทั้งนักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญ ครอบครัวของผู้ก่อเหตุ ต้องร่วมกันเข้าไปค้นหาสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากอะไร และร่วมกันออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งหนึ่งในมาตรการป้องกันนั้น คิดว่าทุกโรงเรียนต้องมีนักจิตวิทยา ให้คำปรึกษากับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา
ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา ระบุว่า กรณีครูถูกนักเรียนทำร้าย ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการศึกษาที่ยังใช้การนับคะแนนอยู่ ทั้งนี้ รู้สึกว่า ศธ.ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เร็วเท่าที่ควร มองว่าสถานศึกษาในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยง และสอดแทรกไปด้วยความรุนแรง
“ตัวโครงสร้าง และหลักสูตรของไทยเรื่องการวัดผล เป็นสิ่งที่นำหน้าความรู้ความสามารถ นักเรียน และผู้ปกครองให้ความสำคัญกับคะแนนเป็นหลัก เด็กต้องพยายามแข่งขันเพื่อให้คะแนนดีที่สุด เพื่อรับผลตอบแทนจากผู้ปกครอง สิ่งเหล่านี้ทำให้การวัดและประเมินผลถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงควรทบทวนเรื่องการวัดผล และหลักสูตรทั้งหมด” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ครูเกิดบาดแผลในจิตใจ จึงอยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับครูออกมาขับเคลื่อน แสดงความกระตือรือร้นในการดูแลวิชาชีพครูให้มีความเหมาะสมมากกว่านี้
ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องตั้ง “คำถาม” ว่าความ “รุนแรง” ที่เกิดขึ้น มาจาก “สาเหตุ” อะไร??
เกิดจากตัว “นักเรียน” ที่ก้าวร้าว รุนแรง ชอบใช้กำลัง หรือมีอาการป่วย
เกิดจาก “ครอบครัว” ของนักเรียน ที่ “กดดัน” ให้ลูกต้องได้คะแนนเต็มทุกวิชา
เกิดจาก “โรงเรียน” หรือ “ครู” ที่มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการแข่งขัน
หรือเกิดจาก “ระบบการศึกษา” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เด็กเครียด และวิตกกังวล
ดังนั้น ถึงเวลาที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และผู้เกี่ยวข้อง จะต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหา และสกัดไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง เพื่อให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ “ปลอดภัย” อย่างแท้จริง!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
